เมื่อเราทำงานในคลินิก เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องตอบตัวเองบ่อยๆว่า การตัดสินใจเลือกใช้วิธีการต่างๆทั้งการตรวจและการรักษาของเรา เราเลือกจากอะไร เราแน่ใจหรือไม่ว่านั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ตอนที่ 3 การใช้งานวิจัยในการปฏิบัติงานจริง

การใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก (Clinical Practice Guideline (CPG)) และงานวิจัย

        มีคำถาม 5 ข้อเกี่ยวกับ CPG ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80 ตอบว่า มีแนวทางปฏิบัติ (Practice Guidelines) ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ร้อยละ 90 ตอบว่าที่ทำงานสนับสนุนให้ใช้งานวิจัยที่ทันสมัยในการปฏิบัติงาน มากกว่าร้อยละ 70 ใช้ CPG ในการปฏิบัติงานและสามารถใช้ความพึงใจของผู้ป่วยร่วมกับ CPG ร้อยละ 70 กระตือรือร้นที่จะค้นหา CPG ที่เกี่ยวข้องกับสาขาปฏิบัติงานของตนเอง กล่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ถือใบประกอบวิชาชีพมาไม่นาน และผู้ที่จบการศึกษาหลังปริญญามีแนวโน้มจะตอบว่า กระตือรือร้นที่จะค้นหา CPG มากกว่า นอกจากนั้นผู้ที่เป็น CI และผู้ที่ดูแลผู้ป่วยต่อวันน้อยกว่ามีแนวโน้มจะตอบว่าที่ทำงานสนับสนุนให้ใช้งานวิจัยที่ทันสมัยในการปฏิบัติงาน

          มีคำถาม 3 ข้อที่เราใช้เพื่อค้นหาว่าผู้ตอบแบบสอบถามใช้งานวิจัยในการปฏิบัติงานอย่างไรบ้าง เราพบว่าในช่วงหนึ่งเดือนตามปกติ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 45 อ่าน/ทบทวนงานวิจัย/วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางคลินิก 2-5 เรื่อง และร้อยละ 38 อ่านหรือทบทวน 1 เรื่องหรือไม่อ่าน ซึ่งจำนวนนี้น้อยกว่านักกายภาพบำบัดชาวอเมริกันซึ่งร้อยละ 66 และชาวมาเลเซียร้อยละ 57.8 ที่บอกว่าอ่านบทความทางวิชาชีพเดือนละ 2-5 เรื่อง
           ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 47 ใช้วรรณกรรมทางวิชาชีพและข้อค้นพบจากการวิจัยในกระบวนการตัดสินใจทางคลินิก 2-5 ครั้ง และร้อยละ 40 ใช้ 1 ครั้งหรือไม่ใช้เลย ในขณะที่ผลสำรวจในอเมริกาผู้ที่ใช้ 0-5 ครั้งคิดเป็นร้อยละ 74
           ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 43 ใช้ MEDLINE หรือฐานข้อมูลอื่นเพื่อค้นหาวรรณกรรม/งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน 1 ครั้งหรือไม่ใช้เลย และร้อยละ 40 ใช้ 2-5 ครั้ง

           เราพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่มอายุน้อย เรียนต่อระดับหลังปริญญาตรี เป็น CI และทำงานในเขตเมืองมีแนวโน้มที่จะรายงานว่าตนเองได้อ่าน/ทบทวนงานวิจัย/วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางคลินิกมากกว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเพศชาย จำนวนปีที่ถือใบประกอบน้อย เรียนต่อระดับหลังปริญญาตรี และทำงานในเขตเมืองมีแนวโน้มที่จะ รายงานว่าตนเองใช้วรรณกรรมทางวิชาชีพและข้อค้นพบจากการวิจัยในกระบวนการตัดสินใจทางคลินิก ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามเพศชาย กลุ่มอายุน้อย เรียนต่อระดับหลังปริญญาตรี เป็น CI และมีจำนวนนักกายภาพบำบัดในที่ทำงานมาก เมืองมีแนวโน้มที่จะ รายงานว่าตนเองใช้ MEDLINE หรือฐานข้อมูลอื่นเพื่อค้นหาวรรณกรรม/งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน

อุปสรรคของการใช้ EBP ในการปฏิบัติงาน
              ปัจจัยที่ผู้ตอบเห็นว่าเป็นอุปสรรค 3 อย่างแรกในการใช้ EBP ในการปฏิบัติทางคลินิกที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกมากที่สุด โดยมีคนมากกว่าร้อยละ 40 เลือก ได้แก่ เวลาไม่พอ ขาดความเข้าใจในการวิเคราะห์ทางสถิติ และขาดทักษะการวิจัย 

             ประมาณหนึ่งในสามของผู้ตอบบอกว่าอุปสรรคคือ ความสามารถในการวิพากษ์วรรณกรรมน้อย และขาดทรัพยากรข้อมูล น้อยกว่าหนึ่งในสามคิดว่าอุปสรรคคือ ไม่สามารถประยุกต์ข้อค้นพบในงานวิจัยในผู้ป่วยแต่ละคนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ขาดการร่วมมือสนับสนุนในหมู่เพื่อนร่วมงานในที่ทำงาน และขาดการนำข้อค้นพบในวรรณกรรมมาใช้กับกลุ่มประชากรผู้ป่วย มีเพียงร้อยละ 14 ของผู้ตอบที่คิดว่าการที่ตนเองขาดความสนใจเป็นอุปสรรคในการใช้ EBP

             ปัญหาการไม่มีเวลาดูจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการใช้ EBP ของนักกายภาพบำบัดส่วนใหญ่ทั้งในไทยและหลายประเทศ อาจเป็นเพราะการใช้ EBP เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทั้งทักษะ เวลา และทรัพยากรอื่นมาสนับสนุน โดยมีขั้นตอนตั้งแต่การสะท้อนปัญหาผู้ป่วยในคลินิก ตั้งคำถามที่เหมาะจะนำไปค้นหาหลักฐาน ลงมือสืบค้นหลักฐานและงานวิจัยเกี่ยวกับหัวข้อนั้น อ่านและวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของงานวิจัย เชื่อมโยงกับผู้ป่วยที่พบในคลินิก นำการจัดการนั้นไปประยุกต์ใช้ และประเมินกระบวนการทั้งหมดว่าได้ผลอย่างไร นักกายภาพบำบัดที่ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เข้าไปแล้ว จะมีเวลาเหลือมาทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้อย่างไร แม้บางคนอาจเคยได้เรียนลัด เช่น ใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิอย่าง systematic reviews หรือบางเวบไซต์เช่น PEDRO หรือ CROCHRAN Reviews (เสียดายที่ไม่ได้ถามถึงแหล่งข้อมูลพวกนี้ในการสำรวจนี้) ก็ยังต้องใช้เวลาหาและอ่าน แม้จะไม่ใช่ทีละเรื่อง
             ส่วนอุปสรรคถัดมาทั้งสองอย่าง คือการขาดความเข้าใจในการวิเคราะห์ทางสถิติ และขาดทักษะการวิจัยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ไม่ยากนัก การอ่าน paper งานวิจัยให้เข้าใจและบอกได้ว่างานนี้น่าเชื่อถือหรือไม่ เป็นสิ่งที่โรงเรียนกายภาพบำบัดทุกแห่งสอนกันอยู่ เพียงแต่เราคงต้องให้ความสำคัญ ย้ำกันให้มากขึ้น เข้าใจขึ้น ทำได้จริง และหัดใช้บ่อยขึ้น ทำให้มันกลายเป็นธรรมชาติของเรา เป็นทักษะหนึ่งของนักกายภาพบำบัดที่ต้องทำได้ เหมือนกับที่เราต้องดัดไหล่-เคาะปอด-อุ้มเด็ก-ตรวจกำลังกล้ามเนื้อเป็นก่อนเรียนจบ (ตอนนี้บางอย่างผู้เขียนก็ทำไม่ได้แล้วหละ ฮา) และจะต้องออกแบบท่าออกกำลังที่ดีๆได้นั่นแหละ ถ้าใครทำไม่ได้ก็ต้องรู้ว่าเราก็ต้องเรียนต้องฝึกจนเราทำได้ ไม่งั้นเราจะทำงานลำบาก

บทสรุป

              เมื่อเราทำงานในคลินิก เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องตอบตัวเองบ่อยๆว่า การตัดสินใจเลือกใช้วิธีการต่างๆทั้งการตรวจและการรักษาของเรา เราเลือกจากอะไร เราแน่ใจหรือไม่ว่านั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุด และบางครั้งเรายังต้องตอบผู้รับบริการทั้งคนไข้ของเราและคนที่ห่วงใยดูแลเขา รวมทั้งตอบเพื่อนร่วมวิชาชีพและเพื่อนต่างวิชาชีพ ดังนั้นเราคงหนีการต้องปฏิบัติโดยอิงหลักฐานไม่พ้น
              น่าดีใจที่การสำรวจครั้งนี้พบว่า นักกายภาพบำบัดส่วนใหญ่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ และสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม หน้าที่ก็คงอยู่ที่สถาบันการศึกษาและกลุ่มเครือข่ายต่างๆที่จะช่วยกันพัฒนาทักษะการใช้ EBP ให้นักกายภาพบำบัด นอกจากนั้นพวกเราคงต้องเริ่มสละเวลาในการต้องทำคนไข้มากมาย มาเพิ่มทักษะของการค้นคว้าและใคร่ครวญ บางทีคนไข้ที่เราบอกว่ามีโหลดมากมายทุกวัน อาจจะลดลงบ้าง เพราะเราอาจค้นพบวิธีที่ดูแลพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หายเร็วขึ้น วินิจฉัยแม่นยำขึ้น จากการที่เราใช้ EBP ก็ได้
                ทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดนี่สนุกจะตาย  

อ่านตอนที่ 1 ความคิด ความเชื่อ  https://www.gotoknow.org/posts... และตอนที่สอง ความสนใจ ความรู้  https://www.gotoknow.org/posts...