นักกายภาพบำบัดในโลกนี้มีทัศนคติเชิงบวกกับ EBP ไม่ต่างไปจากนักกายภาพบำบัดไทยในการศึกษานี้มากนัก

ตอนที่ 1 ความคิดและความเชื่อ

          ไม่ได้เขียนบันทึกยาวๆเสียนาน เลยขอเขียนเพื่อคืนข้อมูลให้แก่เพื่อนๆนักกายภาพบำบัดที่ตอบแบบสอบถามเรื่อง แบบสอบถามการปฏิบัติงานโดยอิงหลักฐาน Evidence Based Practice (EBP) Questionnaire ที่โพสต์ขอความร่วมมือทุกท่านให้ช่วยกันตอบตั้งแต่ปลายปีก่อน เนื้อหาแบบสอบถามเยอะ จึงขอแบ่งรายงานป็นหลายตอนนะคะ 

           การศึกษานี้ มีผู้ตอบแบบสอบถาม 700 กว่าคน ตอบครบจบดีใช้ข้อมูลได้รวม 719 คน ซึ่งก็นับว่าเยอะมาก เกือบทุกคนมีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด ร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง ร้อยละ 48 อายุ 20-29 ปี ร้อยละ 43 อายุ 30-39 ปี ร้อยละ 19 อายุ 40-49 ปี และเกือบร้อยละ 10 อายุมากกว่า 50 ปี ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 94 จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี และที่เหลือจบสูงกว่า ร้อยละ 86 ของผู้ตอบเป็นสมาชิกสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทยด้วย   

            ลักษณะการทำงานคือ ทำงานหนักมาก ร้อยละ 48 ทำงานสัปดาห์ละมากกว่า 40 ชั่วโมง ร้อยละ 37 ทำงาน 30-40 ชั่วโมง ร้อยละ 40 ดูแลผู้ป่วย 5-10 คน ร้อยละ 27 ดูแลผู้ป่วย 11-15 คน ร้อยละ 53 มีนักกายภาพบำบัดในหน่วยงานน้อยกว่า 5 คนร้อยละ 22 มีนักกายภาพบำบัด 5-10 คน ร้อยละ 55 ทำงานในเมือง ส่วนที่เหลือทำงานย่านชานเมืองหรือชนบท ร้อยละ 39 เป็นอาจารย์ที่ดูแลการฝึกปฏิบัติงานของนักกายภาพบำบัดด้วย

             ในแบบสอบถามมีคำถามเกี่ยวกับความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อการปฏิบัติโดยการอิงหลักฐาน 9 ข้อ โดยรวมผู้ตอบมีทัศนคติที่ดีต่อ EBP โดยประมาณร้อยละ 90 คิดว่าการใช้ EBP จำเป็นต่อการทำงานของตัวเอง (เลือกตอบว่าเห็นด้วยมาก หรือเห็นด้วยที่สุด) มากกว่าร้อยละ 80 เห็นว่าวรรณกรรมและรายงานผลการวิจัยมีประโยชน์ต่อการทำงานของตนเอง และสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพและช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย อย่างไรก็ตามประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าการใช้ EBP จะเพิ่มงานแก่นักกายภาพบำบัดอย่างไม่สมเหตุสมผล มากกว่าหนึ่งในสามเชื่อว่า การใช้ EBP จะเพิ่มค่าใช้จ่าย และไม่มีหลักฐานที่ดีพอสำหรับการรักษาทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่ น้อยกว่าหนึ่งในสามคิดว่ามีข้อจำกัดในการใช้ EBP ในที่ทำงานของตัวเอง

             เมื่อวิเคราะห์ต่อถึงปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติความคิดความเชื่อ พบว่า คนที่อายุน้อยเห็นความสำคัญของ EBP มากกว่า โดย คนช่วงอายุ 30-39 และ 20-29 มีเห็นว่าการใช้ EBP มีความจำเป็นต่อการทำงานของตัวเองมากกว่าคนที่อายุมากกว่า 40 ปี 3 และ 2.2 เท่า (คือยิ่งแก่ยิ่งไม่เชื่อตำราและงานวิจัย…หรือเปล่า) นอกจากนั้นนักกายภาพบำบัดที่ดูแลผู้ป่วยน้อยกว่า 5 คนต่อวันเชื่อว่าการใช้ EBP มีความจำเป็นมีความจำเป็นต่อการทำงานมากกว่าคนที่มีคนไข้วันละมากกว่า 15 คน ถึง4.5 เท่า (สงสัยเวลาเหลือเยอะ…ฮาฮา) คนที่จบการศึกษาสูงสุดมากกว่าปตรี เชื่อว่าการใช้ EBP มีความจำเป็นมีความจำเป็นต่อการทำงานมากกว่าคนที่จบปตรี 1.8 เท่า และคนที่เป็น CI ก็เชื่อว่าการใช้ EBP มีความจำเป็นมีความจำเป็นต่อการทำงานมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็น 1.8 เท่าเช่นกัน

             ก่อนการศึกษาครั้งนี้ มีการสำรวจทัศนคติแบบนี้ในนักกายภาพบำบัดทั่วโลก ได้แก่ สวีเดน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ บราซิล คูเวต และมาเลเซีย การศึกษาส่วนมากพบว่า นักกายภาพบำบัดในโลกนี้มีทัศนคติเชิงบวกกับ EBP ไม่ต่างไปจากนักกายภาพบำบัดไทยในการศึกษานี้มากนัก อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาที่รายงานว่ามีข้อแตกต่างระหว่างทัศนคติกับพฤติกรรมการใช้จริง คือเชื่อว่าดีแต่จริง ๆแล้วไม่ได้ใช้เลย ทำให้การค้นหาต่อไปว่าอะไรคืออุปสรรคในการใช้ EBP จริงในคลินิก นอกจากนั้นยังมีนักกายภาพบำบัดจำนวนมากที่มีแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง (misconceptions) เกี่ยวกับ EBP โดยพบว่าทัศนคติจะแย่ลงเนื่องจากคิดว่า EBP จะลดความเป็นอิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรรักษา (therapeutic autonomy) และคิดว่าการผลักดันให้ใช้ EBP เกิดจากเหตุผลเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและค่ารักษามากกว่าเพื่อเพิ่มคุณภาพของการรักษา 

             ตอนต่อไปจะเล่าให้ฟังต่อว่า นักกายภาพบำบัดไทย ใช้และมีความรู้เกี่ยวกับ EBP มากน้อยแค่ไหน

อ่านต่อ ตอนที่ 2 ความสนใจและความรู้ https://www.gotoknow.org/posts...

ตอนที่ 3 การใช้จริงและอุปสรรค https://www.gotoknow.org/posts...