“ การปลุกความรู้สึกอิ่มเอมใจในหัวลูกศิษย์ หลังจากได้เก็บเกี่ยวความรู้ และสามารถแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ คือ สุดยอดศิลปะของการเป็นครู ”

4. กระตุ้นให้คิดเรื่องใหม่ๆ ค่อยๆ ไกลออกไปจากตัวเอง คิดเชิงสร้างสรรค์ อย่าให้เด็กทั้งห้องเขียนเรื่องเดียวกัน เพราะจะได้ความเรียงที่มีเนื้อความเหมือนหรือคล้ายๆ กันทั้งห้อง เปิดโอกาสให้เด็กคิดเรื่องต่างกัน หรือครูกระตุ้นให้เด็กคิดต่างกันไป และเมื่อเขามีประสบการณ์ เขาจะคิดเขียนตามที่เขาเห็นเขาคิดได้ด้วยตนเอง ทุกคนมีอิสรภาพในการคิดเขียน เมื่อไรที่เด็กสามารถพัฒนาการคิดเชิงสร้างสรรค์ได้ เด็กก็จะพัฒนา อารมณ์ จิตใจ สังคม และร่างกายได้ โดยเฉพาะการพัฒนาด้านสมอง

ซูคอมลินสกี้ กล่าวว่า “ การฝึกมีจิตนาการอย่างสร้างสรรค์นี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ทางวิชาการด้านต่างๆ ด้วย การใช้เวลาฝึกจิตนาการที่สร้างสรรค์เพียงวันละ 3-5 นาที ทุกวัน จะช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวในหมู่เด็ก และทำให้พวกเขาเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก”

5. ฝึกคิดสรรหาคำที่มีพลังมาเขียน ความเรียง 3 บรรทัด เมื่อเด็กคิดเขียนความเรียงได้ดีพอสมควรแล้ว ครูควรกระตุ้นให้เด็กๆ คิดคำที่อ่านแล้ว สะกิดใจ (ดังที่ได้นำเสนอมาแล้วในตอนแรก) การคิดคำที่มีพลังนี้จะช่วยให้เด็กต้องรำลึกคำที่เขารู้มาใช้ประโยชน์ในการเขียน เป็นการเรียนรู้การใช้ภาษา ถ้าเด็กฝึกคิดเขียนบ่อยๆ เขาจะมองเห็นว่า คำบางคำเป็นคำพื้นๆ แต่พอมาเรียบเรียงสร้างเรื่องสร้างความใหม่คำนั้นกลับมีพลังขึ้นมาทันที

6. ฝึกนิสัยรักการคิดเขียนอ่าน โดยตัดกระดาษให้มีขนาดเท่ากระเป๋าเสื้อนักเรียน เด็กๆ ทุกคนจะต้องมีกระดาษปากกาติดกระเป๋า พอความคิดแวบเข้ามาต้องรีบจด มิฉะนั้นจะลืม คิดใหม่ก็ไม่เหมือนเดิม เด็กที่คิดเป็นขณะที่เล่นอยู่ความคิดแวบเข้ามาเขาจะรีบเขียนทันที ฝึกไปเรื่อยๆ นิสัยรักการอ่านการเขียนจะเกิดขึ้น

การสอนคิดเขียนความเรียง 3 บรรทัดนั้นจะต่างจากการสอนแบบธรรมดาที่สอนๆ กันอยู่ การสอนแบบธรรมดานั้น สอนแบบครูรู้อะไร ครูเห็นอะไร ครูจะบอกเด็กผู้เรียนให้เรียนสิ่งที่ครูรู้ ครูเห็น แต่การสอนความเรียง 3 บรรทัดนี้ จะตรงกันข้าม กล่าวคือ เด็กจะเป็นผู้บอกครูว่าเขารู้อะไร เขาเห็นอะไร เขาคิดอะไรอยู่ เพราะฉะนั้น คำถามของครูเป็นสิ่งสำคัญ สำคัญตรงที่จะคอยกระตุ้นผู้เรียนให้คิดเขียนสิ่งที่เขารู้เห็น คำถามเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งที่เขาได้เรียนรู้

เขียนมาถึงตรงนี้ผมนึกถึงคำกล่าวของ เกียรติวรรณ อมาตยกุล ที่กล่าวว่า “การถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจแก่เด็ก ควรเริ่มต้นจากความรู้สึกของเด็ก เพราะอารมณ์ความรู้สึกเป็นเสมือนกุญแจที่จะไขไปสู่ความจำ”  เพราะฉะนั้นสิ่งที่ครูต้องเตรียมคือ เตรียมตัวตั้งคำถามกระตุ้น ให้ผู้เรียนคิดและเขียนสิ่งที่เขาเห็น แล้วคำๆ นั้นเขาจะจำได้นาน

การจัดการศึกษาที่แท้จริงนั้น จะต้องพัฒนาผู้เรียนทั้งกาย ใจ อารมณ์ สังคม

แม็กซิม กล่าวว่า “การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็ก ต้องให้เด็กพัฒนาทั้งตัว อย่างสมดุลพร้อมทั้งกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเด็กออกมาให้ได้”

จากประสบการณ์ที่ผ่านการสอนมานานปี ผมพบว่า หากเราเปิดโอกาสให้เด็กๆ ออกไปวิ่งเล่น หรือเดินเล่นนอกห้องเรียน ปล่อยให้เขาสัมผัสกับเรื่องราวนอกห้องเรียน  เด็กจะมีเรื่องที่เขาเรียนรู้มากมาย

“การเล่นของเด็กนั้นแหละคือการเรียนรู้”

เพียงแต่ครูจะจัดประสบการณ์แบบใดให้เด็กได้เรียนรู้ เช่น เด็กเดินใกล้ต้นไม้ที่ยืนต้นเงียบสงบ ครูจะกระตุ้นอย่างไรให้เด็กเขียนถึงต้นไม้ช่วงนั้น ขยะกองเล็กๆ ข้างเก้าอี้หิน

ครูจะถามกระตุ้นอย่างไรให้เด็กฉุกคิด แล้วนำมาเขียนความเรียง 3 บรรทัดได้

นี่คือความสามารถของครู

นี่คือ ศิลปะการสอน

แอลเบิสต์ ไอน์สไตน์ กล่าวว่า

“ การปลุกความรู้สึกอิ่มเอมใจในหัวลูกศิษย์

หลังจากได้เก็บเกี่ยวความรู้

และสามารถแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์

คือ สุดยอดศิลปะของการเป็นครู ”

อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ ครับ https://docs.google.com/docume...