ผมเชื่อว่า บทเรียนที่ท้าทาย และยั่วยุความสามารถผู้เรียน เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียน อยากเรียนรู้ ความคิดนี้มีบทพิสูจน์ที่โรงเรียนนวลวรรณศึกษา ซอยอุดมสุข 51 สุขุมวิทย์ พระนคร นักเรียนชั้น ป.3 กลุ่มหนึ่งสนใจ เรื่อง Ben Ten มากกว่าจะเรียนรู้เรื่องอื่น ผมลองเข้าไปสอนดู พอผมเข้าห้องเด็กกลุ่มนั้นก็พูดว่า “ผมจะเล่าเรื่อง Ben Ten ให้ครูฟัง” ผมบอกว่า “ดีแล้วครูก็จะมาฟังเรื่องนี้แหละ” ดูหน้าของพวกเขาพอใจมาก เมื่อเขาจะพูด ผมบอกว่า “เดี๋ยวก่อนแบ่งกลุ่มกันก่อน แบ่งกัน 5 กลุ่ม ทุกกลุ่มมีพระเอก Ben Ten เข้าไปอยู่ด้วยกลุ่มละคน” แล้วเขาก็แบ่งกลุ่มกัน
ผมถามนักเรียนว่า “Ben Ten เก่งอย่างไร ให้แต่ละกลุ่มเขียนความเก่งของ Ben Ten ให้มากที่สุด กลุ่มไหนได้มาก เก่ง” เด็กๆ ต่างร่วมกันคิดเขียน ก็ใช้เวลานานพอดู แต่ละกลุ่มนำผลงานมาส่ง ผมอ่านดูคร่าวๆ ก่อนส่งกลับคืน แล้วถามพวกเขาว่า “ระหว่างสุดสาคร กับ Ben Ten ใครเก่งกว่ากัน” พวกเด็ก 5 กลุ่มนั้น ตอบด้วยความมั่นใจว่า “Ben Ten เก่งกว่า”
ผมถามต่ออีกว่า “ครูอยากรู้ว่าสุดสาครเก่งในเรื่องใดบ้าง” ทุกคนเงียบ ผมจึงพูดต่ออีกว่า “ถ้าเราไม่รู้ว่าสุดสาครเก่งในเรื่องใดบ้าง แล้วเราจะสรุปว่า Ben Ten เก่งกว่าสุดสาครได้อย่างไร” ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมถามนักเรียนว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะรู้ว่าสุดสาครเก่งในเรื่องใดบ้าง” นักเรียนหลายคนบอกว่าไปค้นหาจากห้องสมุด ผมก็ให้พวกเขาไปห้องสมุด
บทเรียนบทนี้ ผมต้องการสอนให้เด็กๆ
คิดเชิงเปรียบเทียบ
สร้างความรู้สึกต่อการอ่านวรรณคดี แบบมีรสชาติต่อการอ่านเอาเรื่อง
ฝึกให้เด็กๆ รู้จักแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
เปิดโอกาสให้พวกเขานำเรื่องราวที่เรียนรู้นอกห้องเรียน มาร่วมเรียนรู้ในห้องเรียน
ผมเชื่อว่า
ทุกอย่างที่เด็กรู้ คือ ความรู้
ครูจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ความรู้นั้นเป็นสาระการเรียนรู้
การออกแบบสอนให้สนองความต้องการของผู้เรียนมีความสำคัญมาก
ครูจะต้องรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล รู้จักสร้างสื่อให้สอดรับกับวิธีการเรียนรู้ ต้องนำสื่อที่ผลิตได้ ไป
ทดลองวิจัยผลด้วยจึงจะดี
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ผมเริ่มลงจากผู้บริหารมาเป็นครูผู้สอน ผมสอนเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มากมาย พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความสุขเมื่อให้เขาอ่านแบบเรียนภาษาไทย แต่พอผมให้เขาเรียนโดยใช้สิ่งแวดล้อมเป็นสื่อ เขาสนุกที่จะเขียนความเรียง 2 บรรทัด และความเรียง 3 บรรทัด หรือที่เด็กๆ ชอบเรียกว่า บทกวี 3 บรรทัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผมนำมาสอนเด็กๆ เพื่อจูงใจให้เขารักการอ่าน รักการเขียน
ด.ช.เสกสรร ตาเย๊ะ เรียนหนังสืออ่อนมาก แต่พอให้เสกสรรฝึกเขียนความเรียงสั้นๆ ง่ายๆ เขียนจากใจที่เห็น เสกสรรฝึกเขียนบ่อยๆ จนกระทั่งสามารถเขียนได้ว่า
แม่น้ำเหมือนฟุตบอล
กลิ้งไปกลิ้งมา
ด.ช.เสกสรร ตาเย๊ะ ป.4
ร.ร.บ้านบาโด เมืองยะลา ก.พ. 32
สมชาย ทิพย์ยอเล๊ะ เพื่อนร่วมกลุ่มร่วมชั้นของเสกสรรก็สามารถเขียนได้ว่า
แม่เหมือนดวงอาทิตย์
เพราะให้ความอบอุ่นแก่ฉัน
ด.ช.สมชาย ทิพย์ยอเล๊ะ ป.4
ร.ร.บ้านบาโด เมืองยะลา
หรือ ด.ช.มาหะมะ โตะเก็ง เขียนว่า
ฉันไปทุ่งนา
เห็นคนตัดต้นไม้
ฟ้าร้องจะอยู่ไม่ได้
ด.ช.มาหะมะ โตะเก็ง ป.2 อายุ 8 ปี
ร.ร.บ้านบาโด เมืองยะลา
เด็ก ๆ ฝึกเขียนความเรียง 3 บรรทัดกันด้วยใจรักที่จะเขียน ผมกล้ากล่าวคำนี้ เพราะเห็นพฤติกรรมของเด็ก เขาจะมีกระดาษแผ่นน้อยในกระเป๋าเสื้อ อยู่ตรงไหนก็ตามเขานึกเรื่องเขียน เขาจะเขียนตรงนั้น เดี๋ยวนั้น บทกวีของเขาจึงออกมาจากใจ ใจที่รักการเขียน
เด็กมักจะเขียนเรื่องจากที่เขาเห็น เขาคิด บางครั้งข้อเขียนของเขากลายเป็นบันทึกเหตุการณ์บ้านเมือง เป็นความทรงจำของแผ่นดิน เช่น เมื่อเดือนมิถุนายน 2534 หมอกควันจากฟิลิปปินส์ ซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ฝุ่นควันจากฟิลิปปินส์ลอยคลุ้งกระจายมาสู่ภาคใต้ของประเทศไทย เด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านบาโด เขียนไว้ว่า
ภูเขาไฟระเบิด
ฟิลิปปินส์ลมพัดจัดมาก
ฝุ่นขาวสู่เมืองไทย
ด.ญ.อามีนา สาแม ป.5 อายุ 11 ปี
มิ.ย. 34
หมอกขาวคลุมฟ้า
ดวงอาทิตย์สีส้ม
หนาวปนร้อน
ด.ญ.ซากีเราะ สามะ ป.3 อายุ 8 ปี
ท้องฟ้าสีหมอก
ดวงอาทิตย์สีส้ม
ทุกคนไม่สบาย
ด.ญ.สุไรดา เจ๊ะเต๊ะ ป.3 อายุ 9 ปี
ร.ร.บ้านบาโด เมืองยะลา มิ.ย. 34
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ ครับ https://docs.google.com/docume...