เด็กชายมูหำหมัด ซุนนูน โละมะ เขียนความเรียงแบบเขียนเรียงความมาส่งเด็กน้อยเขียนว่า
แม่ฉันทำเจียวไข่
ให้ฉันกินทุกวัน
ฉันชอบกินไข่เจียว
ผมใช้คำถามนำว่า “แม่ทำอะไรให้ลูก”
เด็กน้อยตอบว่า แม่เจียวไข่ ผมให้เขาเขียนคำนั้นลงไป
แล้วถามต่ออีกว่า “ลูกกินอะไร”
เขาตอบว่า “กินไข่เจียว” แล้วก็เขียนคำว่า “กินไข่เจียว”
ผมถามว่า “ใครกิน”
เขาตอบว่า “ฉันกิน” ก็ให้เติมคำว่า ฉัน ลงไปข้างหน้าก็เป็น ฉันกินไข่เจียว
และก่อนที่ผมจะถามต่อ เขาก็พูดว่า อร่อย และเขียนคำนั้นลงไปก็ได้ความว่า
แม่เจียวไข่
ฉันกินไข่เจียว
อร่อย
เด็กชายมูหำหมัด ซุนนูน โละมะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 อายุ 6 ปี
โรงเรียนศรีทักษิณ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
ส่วนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนศรีทักษิณ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส มีวิธีการเขียนอีกแบบหนึ่งต่างไปจากเด็ก ๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พวกเขาเขียนงานแบบนำคำมาวางไว้ 1 คำแล้วแต่งประโยค เช่น เด็กชายหัสดีน โตะหะ เขียนว่า
ข้าวยำ
ผมกินข้าวยำ
ผมกินข้าวยำอร่อยมาก
ผมอ่านแล้วก็เรียกเด็กชายหัสดีน โตะหะ มาใกล้
ผมถามเขาว่า “ลูกกินข้าวยำตอนไหน”
เขาตอบว่า ตอนเช้า ผมก็ให้เขาเขียนคำนั้นลงไป
แล้วผมถามอีกว่า “ใครกินข้าวยำ”
เขาตอบว่า ผมกินข้าวยำ ตอบเสร็จเขาก็เขียนคำนั้นทันที
และเขาเขียนคำว่า อร่อยมาก ลงไป
เมื่อเขียนเรียง 3 บรรทัดก็จะได้ความว่า
ตอนเช้า
ผมกินข้าวยำ
อร่อยมาก
เด็กชายหัสดีน โตะหะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3 อายุ 8 ปี
โรงเรียนศรีทักษิณ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
เด็กชายซัยพุดดีน บานีอัลมะฮ์มูดี เขียนว่า
จับ
ผมจับปลา
ผมจับปลากับแบรี
ผมถามเขาว่า “ลูกจับปลากับใคร”
เขาตอบว่า ผมจับปลากับแบรี ผมให้เขาเขียนแล้วอ่าน
เมื่อเขาอ่านจบ ผมชี้ให้เขาเขียนใหม่ว่า ผมกับแบรี ส่วน จับปลา ให้นำมาเขียนบรรทัดที่ 2
และผมถามว่า “จับปลาเมื่อไร”
เขาตอบว่า “เมื่อวานนี้” ก็ให้เขาเขียนในบรรทัดที่ 3 รวมกันแล้วจะได้ความว่า
ผมกับแบรี*
จับปลา
เมื่อวานนี้
เด็กชายซัยพุดดีน บานีอัลมะฮ์มูดี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3 อายุ 8 ปี
โรงเรียนศรีทักษิณ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
อ่านผลงานของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่นำเสนอผ่านมานั้นจะเห็นได้ว่าเด็ก ๆ แต่ละคน ได้นำประสบการณ์นอกห้องเรียนหรือนอกโรงเรียนมาเขียนเล่าสู่กันฟัง
การเรียนรู้ที่ดี เป็นการเรียนรู้ที่ไม่แปลกแยกจากชีวิตจริง ชีวิตจริงนอกโรงเรียนของเด็กนั้นเขาเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเขาเรียนรู้โดยเขาไม่รู้ว่านั่นคือการเรียนรู้ เขาจึงปล่อยเรื่องราวที่เขาเรียนรู้ที่ผ่านแล้วผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย
จอนห์ ดิวอี้ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ความสูญเปล่าอันใหญ่หลวงที่สุด คือ
การที่เด็กไม่สามารถนำประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน
มาใช้ได้อย่างอิสระภายในโรงเรียน
ขณะเดียวกัน
ก็จะนำประสบการณ์ที่เรียนรู้จากโรงเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้
นี่คือโรงเรียนที่แปลกแยก.... แปลกแยกจากวิถีชีวิตของผู้เรียน”
ครับ การสอนที่ดี คือ การสอนที่ไม่แปลกแยกจากชีวิต
* แบ มาจากคำเต็มว่า อาแบ แปลว่า พี่ชาย (ภาษามลายูท้องถิ่น)
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ ครับ https://docs.google.com/docume...