3 เดินทางเพื่อเดินทาง
ธรรมชาติของเด็กที่อ่านเขียนไม่คล่องนั้น เขาไม่ชอบเขียนความเรียงที่มีข้อความยาว ๆ เพราะ
เขาเหนื่อยกับการหาคำ นำมาเขียนเรื่อง
เขาเหนื่อยที่จะคิดความ มาเรียงร้อยให้เป็นเรื่องราว
ผมสังเกตพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้มาตลอด มองเห็นภาพชัดเจน เข้าใจและหาทางร่วมกันเรียนรู้กับนักเรียนกลุ่มนี้ ความเรียง 3 บรรทัด ผมนำมาสอนพวกเขาที่โรงเรียนบ้านบาโด เมืองยะลา และที่โรงเรียนคุรุชนพัฒนา เมืองยะลา ผมพบว่าเด็กๆ ชอบและสามารถยั่วยุให้เขาหาคำ นำมาเขียนมากขึ้นๆ จนในที่สุด เด็กกลุ่มนี้ก็สามารถอ่านออกเขียนได้ เขียนเรียงความเรื่องยาวได้ ผมจึงเชื่อว่า ความเรียง 3 บรรทัด คือ นวัตกรรมหนึ่ง ที่สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มอ่านไม่ค่อยได้ เขียนไม่ค่อยได้ ให้อ่านออก เขียนได้
ที่โรงเรียนศรีทักษิณ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ผอ.ภัทรียา จารงค์ เปิดโอกาสให้ผู้เขียนทดลองนำความเรียง 3 บรรทัด (แต่เด็กที่นี่เรียก บทกวี 3 บรรทัด) มาสอน ปรากฏผล เด็กๆ สามารถเขียนได้ ดังตัวอย่างที่นำเสนอผ่านมาในตอนที่ 1 และตอนที่ 2
ความเรียง 3 บรรทัด เป็นความเรียงที่ใช้คำน้อย ข้อความสั้น กระชับ เพียงแต่เขียนให้มันเป็นเรื่อง อ่านเข้าใจ ไม่ใช้คำซ้ำ ข้อความไม่เยิ่นเย้อ ซึ่งเหมาะกับเด็กที่อ่านไม่คล่อง เพราะเด็กเหล่านี้มีบัญชีคำในตัวเขาน้อยมาก ถ้าต้องเขียนเรียงความ หรือแต่งประโยคยาว เขาไม่มีคำที่จะนำมาเขียนได้ ส่งผลให้เขาไม่อยากเขียน เช่น เด็กน้อยชั้น ป.3 โรงเรียนศรีทักษิณช่วยกันเขียน เรื่อง ลูกวัวว่า
ลูกวัว
ร้องหาแม่
หิวนม
พวกเขาหาคำมาเพียง 7 คำ ผสมผสานกันเป็นเรื่องใต้ภาพที่ตรงกับความเป็นจริงในขณะนั้น ขณะที่พวกเขาคิดหาเรื่องที่จะเขียนนั้นมีเสียงลูกวัวร้องดังแว่วมา จึงทำให้เกิดความเรียงบทนี้ขึ้นมา คำว่าลูกวัว ร้อง หา แม่ หิวนม เป็นคำง่ายๆ ที่เด็กเพิ่งหัดอ่านหัดเขียน ย่อมจะอ่านออกเขียนได้ ถ้าเราฝึกให้เด็กๆรู้จักวิธีการเขียน ตรงนี้สำคัญมาก วิธีการเขียนบทความเรียง 3 บรรทัด เพียงครูสามารถชี้สิ่งที่เห็น ที่นำมาเขียนเรื่องได้แล้ว ครูก็ต้องถามกระตุ้นให้เด็กได้คิด พอเขาคิดได้ เขาก็จะเขียนได้ คำใดเขาเขียนไม่ถูก เขาจะถามเพื่อนหรือถามครู นี่ก็เป็นวิธีเรียนอีกวิธีหนึ่งด้วย
ที่โรงเรียนบ้านดงป่าหวาย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ นักเรียนมีอยู่ 81 คน เด็กทุกคนเป็นชาวไทยใหญ่ พูดและใช้ภาษาไทยใหญ่เป็นภาษาแม่ ใช้ภาษาไทยเป็นภาษารอง เสียงพูดภาษาไทยไม่ชัดเจน คำหลายๆ คำที่นำมาพูดจะมีเสียงเพี้ยน ส่งผลให้เวลาเขียนมักจะผิดพลาด เพราะ พูดอย่างไรจะเขียนอย่างนั้น เช่นพูดว่า กิงข้าวก็จะเขียนว่า กิงข้าว (ซึ่งเด็กมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บางคนก็เป็นแบบนี้)
เมื่อผมให้เด็กไทยใหญ่รวมกลุ่มเขียนความเรียง 3 บรรทัด เขาคิดเขียนว่า
ต้นไม้
ยืนนิ่ง
ลมหลับ
กลุ่มที่ 1 ชั้น ป.1 ร.ร.บ้านดงป่าหวาย เชียงใหม่
12 พ.ย. 2558
กลุ่มที่ 2 เขียนว่า
ลมใจดี
ต้นไม้
ยืนนิ่ง
กลุ่มที่ 2 ชั้น ป.1 ร.ร.บ้านดงป่าหวาย เชียงใหม่
12 พ.ย. 2558
ส่วนกลุ่มที่ 3 ชื่อเป็นเด็กกลุ่มเก่ง เขียนว่า
ต้นไม้
เต้นรำ
ลมเล่นดนตรี
กลุ่มที่ 3 ชั้น ป.1 ร.ร.บ้านดงป่าหวาย เชียงใหม่
12 พ.ย. 2558
มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ ความคิดของกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มเก่ง มีความคิดคล้ายกับ ด.ญ.วัยมี แดแซสะแนะ ชั้น ป.4/2 ร.ร.ศรีทักษิณ ที่เขียนว่า
ต้นไม้เต้นระบำ
บนพื้นดิน
ลมพัดแรง
ลองอ่านความเรียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ร.ร.บ้านดงป่าหวาย เชียงใหม่ เธอบอกให้ผมเขียน เขียนเรื่องพัดลมว่า
พัดลม
หมุนแบบพายุขี้เกียจ
แสดงว่าไม่อยากเหนื่อย
ลองกลับไปตอนที่ 1 ที่ผมเขียนถึงเด็กคนนั้น ว่าเขามีความคิดนอกกรอบ เขาบอกให้ผมเขียนถึงพัดลมว่า
พัดลม
เดินวนทั้งวัน
ภาพที่เห็นในชั้นเรียน เด็กทั้ง 2 คนนี้ จัดอยู่ในประเภทกลุ่มเรียนอ่อน เขาทั้ง 2 คน อ่านไม่ค่อยเก่ง เขียนไม่คล่องหรือจะพูดว่า อ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ค่อยได้ ก็ไม่ผิดนัก แต่ลองดูความคิดของเขา เขาคือเด็กคิดเก่ง ผมเชื่อว่าเมื่อเขามีความพร้อมเขาจะเป็นเด็กเรียนเก่ง
พูดถึงเด็กที่มีความพร้อมแล้วจะเรียนรู้ได้ ผมขอนำเรื่องเล่าของอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่เล่าไว้ในเรื่องโรงเรียนทำเอง อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู เล่าว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสอนลูกสาวตนเองโดยอ่านหนังสือประกอบภาพให้ฟัง แต่วัยเด็กอ่านซ้ำๆ หลายสิบรอบพร้อมกับชี้คำอ่านนั้นไปด้วยไม่นานประมาณ 3 หรือ 4 ขวบ ลูกสาวของอาจารย์ท่านนั้นก็อ่านหนังสือได้เอง โดยที่ก่อนนั้นไม่ได้สอนตัวอักษรเลย นี่คือตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู นำมาเขียนเล่าให้ฟัง
เด็กจะจดจำคำที่มีความหมายต่อเขา คำที่เด็กร่วมคิดร่วมเขียนและแบ่งปันกันอ่านนั้นจะมีความหมายต่อพวกเขา ต่อคนคิดเขียน เมื่อเขาได้เขียน เขาจะจำคำนั้นไปได้นาน
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ ครับ https://docs.google.com/docume...