ความเรียง 3 บรรทัด เหมาะสำหรับเด็กที่เริ่มเรียนอ่านเขียน เพราะเป็นการเขียนคำง่ายๆ ที่เขานำใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าบางคนจะคิดคำแปลกๆ ได้ เช่น เด็กคนที่เขียนว่า พัดลมหมุนแบบขี้เกียจนั้น เมื่อให้อ่านคำที่เขาให้ครูเขียนแล้วเขาเขียนไว้ในสมุดของเขา เชื่อได้ว่าเขาจะอ่านบ่อยๆ ในที่สุดเขาจะจำคำนั้น ๆ ได้ หรือเด็กอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ชั้น ป.3 เขียนว่า
ผีเสื้อ
บินไปสวัสดีดอกไม้
ดอกไม้ดีใจ
กลุ่มชั้น ป.3 บ้านดงป่าหวาย เชียงใหม่
12 พ.ย. 2558
จะเห็นได้ว่า คำว่า ผีเสื้อ บินไป สวัสดี ดอกไม้ ดีใจ เป็นคำง่ายคำที่พวกเขานำใช้บ่อยๆ คำเหล่านี้เมื่อนำมาเขียนเป็นความเรียง 3 บรรทัด ก็น่าอ่าน อ่านแล้วรู้สึกภาษาหวาน นิ่มนวล ถ้าเด็กได้อ่านบ่อยๆ ก็จะติดใจ จดจำคำเหล่านี้ได้นาน
เมื่อ 13 พ.ย. 2558 ผมลองเข้าไปพบกับเด็ก ชั้น ป.3 โรงเรียนสันผักหวาน เชียงใหม่ เด็กๆ ที่นี่ก็เป็นเด็กไทยใหญ่เช่นกัน พวกเขารวมกลุ่มกันนั่งคิดความเรียง 3 บรรทัด กลุ่มแรกเขียนว่า
ก้อนหิน
นอนนิ่งกลางสนาม
ร้อนไหม
กลุ่มที่ 1 ชั้น ป.3 ร.ร.สันผักหวาน อ.หางดง เชียงใหม่
13 พ.ย. 2558
ตรงนี้ผมขอบอกก่อนว่า ก่อนที่เด็กกลุ่มนี้จะเขียนคำว่า นอนนิ่ง นั้น พวกเขาเขียนว่า วางอยู่ ซึ่งเป็นภาษาธรรมดาที่ใครๆ ก็ใช้กับสิ่งของต่างๆ ผมบอกเขาว่าใช้ได้แต่อ่านแล้วเฉยๆ ไม่รู้สึกสะดุดใจ เรียกว่า คำไม่มีพลัง ลองช่วยกันคิดคำใหม่ที่มองเห็นภาพก้อนหินก้อนนั้นเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงนั้น พวกเด็กๆ ช่วยกันคิดคำหลายๆ คำ ในที่สุดก็ได้คำว่า นอนนิ่ง ผมชมเขาว่าดีมาก เขานำคำนั้นมาใช้ และขณะสอนเด็กกลุ่มนี้ผมพูดดังๆ เหมือนสอนเด็กในห้องทุกคน
ถ้าครูสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ภาพของเด็กๆ ที่ร่วมกันคิดคำเพื่อนำมาเขียนนั้น เขาจะต้องรื้อฟื้นคำที่เขารู้ คำที่เขาเข้าใจ ซึ่งคำเหล่านั้นมันซ่อนอยู่ในความทรงจำของเขา เขาต้องนึกและนึกจึงจะได้มา ตรงนี้แหละเป็นการทบทวนคำ ทบทวนความจำต่อคำที่เขามี และเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักนำคำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
ประเมิน มหาขันธ์ กล่าวว่า
“การรู้จักคำศัพท์ของเด็กมิได้มีความหมายเพียงการเปล่งเสียงคำศัพท์ดังกล่าวออกมาได้อย่างถูกต้อง หรือเพียงการอ่านสะกดคำนั้นๆ จากหนังสืออ่านเท่านั้น สิ่งสำคัญเด็กจะต้องรู้ความหมายของคำศัพท์ และรู้จักนำคำศัพท์นั้นๆ ไปใช้ได้อย่างถูกกาลเทศะด้วย”
นักเรียนกลุ่มที่ 2 – กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ได้ยินผมชี้แนะ เรื่องนำคำมาอธิบายก้อนหินที่วางอยู่กลางสนามให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตหรือใช้คำให้สะดุดใจ เขาก็เขียนความเรียง 3 บรรทัดว่า
กล่องกระดาษ
นั่งนิ่งบนโต๊ะเก่าเก่า
เหมื่อยไหม
กลุ่มที่ 2 ชั้น ป.3 ร.ร.สันผักหวาน อ.หางดง เชียงใหม่
13 พ.ย. 2558
กระเป๋า
แขวนที่เก้าอี้นานแล้ว
หนักไหม
กลุ่มที่ 3 ชั้น ป.3 ร.ร.สันผักหวาน อ.หางดง เชียงใหม่
13 พ.ย. 2558
หนังสือ
ยืนพิงกันในตู้
เหนื่อยไหม
กลุ่มที่ 4 ชั้น ป.3 ร.ร.สันผักหวาน อ.หางดง เชียงใหม่
13 พ.ย. 2558
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ผมไปที่โรงเรียนบ้านไร่ อ.หางดง เชียงใหม่ ผมนำความเรียง 3 บรรทัดไปให้ เด็กๆ ชั้น ป.6 อ่าน แล้วให้เขาคิด เขียนความเรียงกัน เด็กกลุ่มแรกเขียนว่า
หมวก
นอนซ้อนกันบนโต๊ะเก่าๆ
หนักไหม
กลุ่มที่ 1 ชั้น ป.6 ร.ร.บ้านไร่ อ.หางดง เชียงใหม่
18 พ.ย. 2558
พัดลม
เกาะเพดานโทรมๆ
กลัวตกลงมา
กลุ่มที่ 2 ชั้น ป.6 ร.ร.บ้านไร่ อ.หางดง เชียงใหม่
18 พ.ย. 2558
เพื่อน
นั่งยิ้มที่เก้าอี้ชรา
น่าอิจฉาจัง
กลุ่มที่ 6 ชั้น ป.6 ร.ร.บ้านไร่ อ.หางดง เชียงใหม่
18 พ.ย. 2558
นาฬิกา
เกาะฝาผนังที่ทาสีใหม่
เหม็นไหม
กลุ่มที่ 4 ชั้น ป.6 ร.ร.บ้านไร่ อ.หางดง เชียงใหม่
18 พ.ย. 2558
เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านไร่นี้ทุกคนเป็นเด็กไทยใหญ่ ภาษาไทยบางคนค่อนข้างจะอ่อนแอ แต่พวกเขาหาคำนำมาเขียนได้แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว เพราะทั้งโรงเรียนบ้านดงป่าหวาย โรงเรียนสันผักหวาน และโรงเรียนบ้านไร่ เพิ่งฝึกหัดเขียนความเรียง 3 บรรทัดครั้งแรก เขาย่อมจะติดในรูปแบบความคิดและการใช้คำบ้างก็เป็นธรรมดา เพราะธรรมชาติของการเรียนรู้นั้นบางคนจะเริ่มต้นด้วยการลอกแบบ ทำตามแบบ ฝึกไปๆ ก็จะทำเพียงเลียนแบบแล้วเริ่มคิดรูปแบบเป็นของตนเอง พอทำได้ทำเป็นแล้วก็จะลองทำเอง จนกระทั่งมั่นใจ เขาก็จะทำตามแบบของตนเอง เป็นตัวของตัวเอง เด็กๆ เหล่านี้ก็เช่นกัน ฝึกบ่อยๆ เข้า พอเขาหารูปแบบของตัวเองได้ เขาก็จะเขียนได้อย่างอิสระ ตามสไตล์ของเขาเอง
การที่เด็กๆ นำคำแปลกๆ มาใช้ในการเขียนอธิบายภาพสิ่งที่ตนเขียน เช่น ก้อนหินนอนนิ่ง กล่องกระดาษนั่งนิ่ง หนังสือยืนพิงกัน นั้นอาจจะเป็นที่ขัดใจต่อผู้เคร่งครัดการใช้ภาษาไทยก็ได้ แต่ผมเห็นว่าคำเหล่านั้นให้ความรู้สึกเวลาอ่านเหมือนกับผมอ่านงานเขียนของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ซึ่งเขียนคำได้สะใจคนอ่านใน บนหลังหมาแดดสีทอง ผมจดประโยคที่ถูกใจไว้หลายประโยค เช่น
“ความจนเดินเข้ามาบนถนนเกือบทุกสายของชีวิต”
ผมอ่านประโยคนี้แล้วเห็นภาพของความจนที่เดินเข้ามาแทรกซึมเข้าไปในร่างของผู้คนหลากหลายชีวิต วันนี้ความจนก็ยังเดินเข้าไปในชีวิตผู้คน
“เข็มนาฬิกาหมุนผ่านไปถึงชั่วโมงเหน็ดเหนื่อย”
จริงๆ ครับ เวลาเราคอยใคร หรือคอยอะไรอยู่ เราจะรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้าเหลือเกิน มันช่างเป็นชั่วโมงที่เหน็ดเหนื่อยจริงๆ
“ไฟโหมกระพือเป็นพายุสีแดงไหม้และเลียกินทุกอย่างที่เปลวของมันเอื้อมถึง”
หลายครั้งที่มีไฟไหม้ เราจะเห็นภาพของไฟลามเลียทุกอย่างที่ขวางหน้า หรือที่ ‘รงค์ บอกว่า “ที่เปลวของมันเอื้อมถึง”
“คนแก่ผู้ปลดเกษียณจากงาน นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในกิริยาหย่าขาดแล้วกับความสับสนของชีวิต”
ผมในฐานะคนแก่ผู้ปลดเกษียณจากงาน อ่านประโยคนี้แล้วพอใจกับคำว่า กิริยาหย่าขาดแล้วกับความสับสนของชีวิต เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
“คุณธรรมของผู้คนหล่นในเหวแห่งบาป”
ประโยคนี้ไม่ต้องอธิบายเพราะมันเห็นภาพความจริงของทุกวันนี้อย่างชัดเจน
สำหรับผมแล้ว คำทุกคำที่ ‘รงศ์ วงษ์สวรรค์ นำมาเขียนมีพลังดึงดูดให้ผมต้องอ่านเพื่อค้นหาประโยคที่กินใจต่อไป และต่อๆ ไป ผมติดใจหนังสือที่ ‘รงศ์ วงษ์สวรรค์ เขียนแล้วก็หาหนังสือเหล่านั้นมาอ่าน
สำหรับงานของเด็กที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้ เป็นเพียงงานเริ่มของพวกเขา เขาเริ่มฝึกเขียน ฝึกเป็นระบบ เป็นความสั้นๆ แต่เป็นเรื่องอ่านง่าย ที่สำคัญคือเขาเริ่มคิดคำนำมาอธิบายภาพสิ่งที่เขาพบเห็น เด็กๆ เหล่านี้เป็นนักเดินทาง พวกเขาเริ่มเดินทางทางภาษาและความคิด เขาเริ่มเดินทางเพื่อเดินทาง
อ่านเป็นเล่มได้ที่นี่ ครับ https://docs.google.com/docume...