แฟ้มสะสมงาน สร้างความเป็นธรรมได้จริงหรือ

นโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี คือ นโยบาย 4 ป ประกอบด้วย โปร่งใส เป็นธรรม ประสิทธิภาพ และประหยัด จัดเป็นนโยบายที่ดีมีประโยชน์โดยเฉพาะนโยบาย "เป็นธรรม"  ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ได้มีแนวคิดที่จะดำเนินการ        ให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในส่วนของข้าราชการ ได้เน้นระบบคุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้างข้าราชการมืออาชีพ ด้วยการให้ข้าราชการทำแฟ้มสะสมงานบันทึกความดี"

จุดมุ่งหมายของการให้ข้าราชการทำแฟ้มสะสมงาน เพื่อบันทึกความดีของตน จะทำให้คนดีมีกำลังใจ สร้างระบบการคานอำนาจ จะเกิดความโปร่งใส" หากพิจารณาจุดมุ่งหมายที่วางไว้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายได้เพียงใด ยังเป็นข้อสงสัยที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป  รวมทั้งหากข้าราชการสามารถทำแฟ้มสะสมงาน แล้วจะทำให้นโยบาย 4 ป บรรลุเป้าหมายจริงๆ หรือ?

การมีแฟ้มสะสมงานก่อให้เกิดระบบคุณธรรม จริยธรรมจริง ๆ หรือ? ระบบคุณธรรมจริยธรรมไม่ได้เริ่มต้นจากการปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกหล่อหลอมกล่อมเกลาจากทั้งบ้าน โรงเรียน และสังคมหรืออย่างไร หากข้าราชการทำแฟ้มสะสมงานของตัวเองออกมานำเสนอได้แล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลในแฟ้มมีเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นสารจริง ๆ คิดเป็นร้อยละเท่าไร ข้อมูลที่ตกแต่งหลอกลวงมีมากน้อยเพียงใด   ดีไม่ดีระบบการทำแฟ้มสะสมงาน เป็นการส่งเสริมให้คนพิจารณากันที่เปลือก ใครนำเสนอดีกว่า สร้างภาพได้ดีกว่า ก็แสดงว่ามีความดีมากกว่ากัน       ใช่หรือไม่ หากคนที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มความรู้ความสามารถจริง ๆ แต่นำเสนอไม่เก่ง หรือหากเป็นคนประเภท  ทำดีไม่จำเป็นต้องบอกใคร แล้วจะถือว่าไม่มีความดีหรืออย่างไร?

จริง ๆ แล้วการทำแฟ้มสะสมงาน หรือแม้แต่การบันทึกต่าง ๆ ทั้งบันทึกความดี บันทึกการอ่าน การทำบัญชีครัวเรือน อะไรเหล่านี้ แพร่หลายมากในแวดวงการศึกษา แต่การบันทึกหรือไม่บันทึก การทำแฟ้มหรือไม่ทำแฟ้ม        ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความมีคุณธรรมมากกว่ากัน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการหลอกลวงกันด้วยซ้ำ เช่น  ทำดีนิดเดียว ก็เขียนเสียมากมาย เป็นการโฆษณาเกินจริง ส่วนคนทำดีจริง ๆ ก็ละอายที่จะเขียนบอกคนอื่น   อีกทั้งการทำแฟ้มสะสมงาน หรือการบันทึกความดี ก็ทำให้ทั้งเสียเวลาและเปลืองเงินทอง ผลที่ได้ไม่เท่าไร เพราะเอาเข้าจริงแทบไม่มีผู้บังคับบัญชาคนใดดูแฟ้มสะสมงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน หากดูจริง ๆ จะบอกได้อย่างว่าใครมีผลงานมากกว่ากัน ก็คงต้องใช้วิจารณญาณส่วนตัว มากกว่าที่จะตัดสินกันที่แฟ้มสะสมงานเท่านั้น

หากจะมีแนวคิดให้ข้าราชการทั่วไป ยุ่งกับการทำแฟ้มสะสมงาน ยุ่งกับเอกสาร แทนที่จะเอาเวลา สติปัญญาไปคิดบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะเสียเวลาไปกับเรื่องนี้วุ่นวายไปทั้งหน่วยงาน จริงหรือไม่จริง ลองพิจารณาในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียน ทุกวันนี้ข้าราชการครูงานหนักมาก ไม่ใช่แค่เรื่องการสอนเท่านั้น       แต่เรื่องที่ก่อให้เกิดความกวนใจที่จะต้องเสียเวลา และทำงานซ้ำซ้อน คือการกรอกข้อมูล รายงานข้อมูลเรื่องนั้นเรื่องนี้ ข้อมูลบางอย่างก็รายงานแล้วรายงานอีก รวมทั้งการต้องทำเอกสารเรื่องนั้นเรื่องนี้ เหมือนกับครูเป็นอาชีพ       ที่ว่างงาน  แค่นี้ยังไม่เห็นภาพเท่ากับลองสอบถามบรรยากาศ ตอนที่บรรดาครูเร่งรีบประเมินวิทยฐานะทั่วประเทศเป็นแสน ๆ คน เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ที่ผ่านมา วุ่นวายทั้งคนเป็นกรรมการประเมิน และคนถูกประเมิน โดยเฉพาะการทำแฟ้มสะสมงาน การบันทึกความดีของตัวเอง และการให้ผู้อื่นบันทึกคำนิยมให้กับตัวเอง หากรวมกันทั้งประเทศในช่วงนั้น บริษัทที่ขายแฟ้ม กระดาษ และร้านถ่ายเอกสารน่าจะรวยไปตาม ๆ กัน

ถ้ากำหนดให้ข้าราชการต้องทำแฟ้มสะสมงานเพื่อไว้ประกอบการจารณาความดีความชอบแล้วพอถึงเทศกาลนั้น ๆ ข้าราชการก็คงมัววุ่นวายกับการทำแฟ้มจนไม่เป็นอันทำอะไร ความตั้งอกตั้งใจทำแฟ้มสะสมงาน ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความมีคุณธรรม หรือก่อให้เกิดความ "เป็นธรรม" แต่อย่างใด หากผู้มีหน้าที่พิจารณาขาดคุณธรรม จริยธรรม

แนวคิดที่จะสร้างความ "เป็นธรรม" ในระบบราชการ เป็นแนวคิดที่ดีมาก ๆ อย่างน้อย ๆ ก็จะไม่ทำให้คนดี ๆ ท้อถอย หรือทำให้ระบบการเล่นพรรคเล่นพวกที่ฝังลึกอยู่ในระบบราชการไทยจางหายไปได้บ้างตามสมควร แต่ "ความเป็นธรรม" คงไม่อาจพิจารณาจากแฟ้มสะสมงานได้ หากคนทำแฟ้มสะสมงานขาดคุณธรรม รวมทั้งหากคนพิจารณาแฟ้มเองก็ขาดคุณธรรม 

แล้วจะใช้ระบบอะไรสร้างความเป็นธรรมได้? คงต้องใช้นโยบาย ป ตัวแรกคือ โปร่งใส การพิจารณาความดีความชอบที่เป็นกลไกทำให้เกิดระบบการบริหารราชการที่ดี ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้  แทนที่จะให้ข้าราชการ           ทำแฟ้มสะสมงานไปนำเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาความดีความชอบ ทำไมผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยงาน ไม่ออกมาศึกษาเองว่าในหน่วยงานของตน ใครทำงานเป็นอย่างไร แทนที่จะรอรับแต่การรายงานทั้งทางวาจา และการรายงานเป็นเอกสาร  ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ย่อมรู้ว่าผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนแต่ละคนเป็นอย่างไร เว้นแต่จะขาดวิสัยทัศน์อย่างแรง

นอกจากใช้วิจารณญาณในการพิจารณาแล้ว แต่ละหน่วยงานก็ย่อมต้องมีทีมที่ร่วมพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการ ถ้าจะเน้นความโปร่งใสจริง ๆ แทนที่จะให้ข้าราชการแต่ละคนทำแฟ้มสะสมงานไปนำเสนอ ควรที่ฝ่ายบริหาร หรือทีมงานที่มีหน้าที่ประเมินน่าจะเป็นคนที่ทำบันทึกเหตุผลในการพิจารณาความดีความชอบมากกว่า ว่าให้สองขั้นคนนี้ หรือแต่งตั้งคนนี้ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เพราะเหตุใด คนอื่น ๆ ไม่ได้เพราะเหตุใด บันทึกกันเป็นลายลักษณ์อักษร แจ้งให้เจ้าตัวทราบเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ชี้แจง อีกทั้งเพื่อเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บังคับบัญชาให้ประจักษ์แก่องค์กร  นอกจากนี้การพิจารณาความดีความชอบแต่ละปี ก็ควรมีการเก็บสถิติว่าใครได้ถี่ห่างอย่างไร ไม่ใช่หมุนเวียนกันเฉพาะคนกลุ่มเล็ก ๆ ให้ได้รับความดีความชอบ ซ้ำซาก จนกระทั่งทำให้คนอื่นเกิดความรู้สึกว่า คนอื่นไม่มีความดีอยู่เลยหรือ หรือเกิดข้อสงสัยว่าคนที่ได้ความดีความชอบอยู่เสมอ ไม่เบื่อหน่ายหรืออย่างไร?

เป็นไปได้อย่างไรว่า หน่วยงานที่ประสบความสำเร็จได้นั้น จะเกิดจากการทำความดีของคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ละหน่วยงานย่อมสามารถลดจำนวนข้าราชการได้อีกมาก เพราะใช้คนทำงานไม่กี่คน งานต่าง ๆ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ทำให้ประหยัดงบประมาณของประเทศได้อีกโข

  การมุ่งเน้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในวงราชการ ด้วยการทำแฟ้มสะสมงาน หรือการบันทึกความดี              คงเกิดขึ้นได้ลำบาก หากขาดการปลูกฝังให้ข้าราชการมีคุณธรรม จริยธรรม  ปัญหาคือทำอย่างไรคนจะมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะหากไม่มีคุณธรรมเพียงอย่างเดียว การมุ่งเน้นเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมในวงราชการย่อมไม่เกิดขึ้น 

เรื่องนี้คงไม่ยาก หากเราสามารถแยกพฤติกรรมของคนได้ว่า ใครมีคุณธรรมไม่มีคุณธรรมแล้วพยายามส่งเสริมให้คนมีคุณธรรมได้ปกครองบ้านเมือง ให้คนมีคุณธรรมได้เป็นผู้บริหารหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพราะคนมีคุณธรรมย่อมมองเห็นความมีคุณธรรมของผู้อื่น ด้วยดวงตาที่เป็นธรรม เมื่อนั้นข้าราชการดี ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องบอกเล่าความดีให้คนอื่นฟัง  ย่อมมีเวลา สมาธิ และสติปัญญาไปคิดแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่มีอยู่มากมายในเวลานี้

มติชน  2 ธ.ค. 49