ในตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา กับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ (ระดับ๘) ไม่ได้ทำให้ผมขาดความมั่นใจในการปฏิบัติงาน และเชื่อมั่นว่าทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง “วิทยฐานะ”
อายุมากขึ้นกับวัยที่ร่วงโรย..แต่ปริมาณงานไม่น้อยเลย จึงต้องมีความสุขอยู่กับงาน เบิกบานกับผลงานเล็กๆ ที่ยังต้องเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ต่อไป
เมื่อก่อนมีความสุขและตื่นเต้นกับการดูหนังสือสอบแข่งขัน ผ่านมาหลายสนาม จนคุ้นชินกับการเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ๆ ไม่มีครั้งใด ที่สอบแล้วไม่ได้ “อันดับที่ ๑” จนถึงการสอบเป็นผู้บริหารสถานศึกษา..ณ ปัจจุบัน
ขอบคุณความรู้สึก ที่ไม่เคยเหิมเกริมว่าเป็น “ผู้รู้” ขอบคุณครูที่สอนให้ศิษย์คนนี้ไม่ประมาท ขอบคุณ “แม่” ที่สอนให้ลูกรู้รสชาติของความจน จึงพัฒนาตนไม่หยุดยั้ง
เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่น เราก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องทำการ “แข่งขัน” ตั้งแต่เป็นเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ มีการแข่งขันแทรกแซมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเสมอ
เรียนหนังสือ แข่งกีฬา ประกวดดนตรี แข่งขันทักษะทางวิชาการ สอบเข้าเรียนต่อ ไปจนถึงเรียนจบแล้วจะเข้าทำงานหรือทำธุรกิจ เราก็ต้องแข่งขันกับคนอื่นๆ ที่มีเป้าหมายเดียวกับเรา..
สำหรับผม..เมื่อเติบโตขึ้น ความคิดเปลี่ยนไป ผมจะแข่งขันกับตัวเองตลอด ต้องต่อสู้กับความไม่รอบคอบ อ่อนแอและอ่อนไหว ตลอดจนเรียนรู้ให้เข้าใจกระบวนการทำงานและสู้ให้ผ่านปัญหาอุปสรรคไปให้ได้
ผมจึงตัดสินใจที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้ชีวิตก่อน “เกษียณ” สร้างบทเรียนที่เป็นบทพิสูจน์ว่าเราก็ “ทำได้” แบบที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร
ผมจึงเริ่มทำผลงานเข้าสู่วิทยฐานะเชี่ยวชาญ(ระดับ ๙) พร้อมกับลงทะเบียนศึกษาหน่วยการเรียนของTEPE ONLINE ของ สพฐ. ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการพัฒนาวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร
TEPE ONLINE เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา มีการเข้าพบกลุ่มPLC และมีอบรมสัมมนา โดยใช้งบ สพฐ. แต่มีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง เมื่อเรียนแล้วต้องสอบก่อนเรียนและหลังเรียน..
เนื้อหามากมายแต่ไม่ยาก..แต่แบบทดสอบยากมาก ทุกหน่วยการเรียนจะมี ๓๐ ข้อ ต้องผ่านร้อยละ ๗๕ ผมทำไม่เคยผ่านเลย แม้จะดูหนังสือและเปิดตำราตอบก็ตาม
ผมตัดสินใจ..ยกเลิกการเรียนในระบบ TEPE ONLINE แต่ผลงานทางวิชาการยังคงทำต่อไป ยังเหลืออยู่เงื่อนไขเดียว คือ ผมต้องสมัครเข้ารับการอบรมสัมมนาวิทยฐานะ “เชี่ยวชาญ” ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
เพื่อใช้เป็นทางผ่าน หรือตีตั๋ว..ตามกฎกติกาของต้นสังกัด และใช้ตั๋วนี้ได้ภายใน ๕ ปี หรือก่อนที่ผมจะเกษียณนั่นเอง...
บางครั้ง..ผมจึงรู้สึกเหมือนผมพ่ายแพ้..แต่ก็เข้าข้างตัวเองเหมือนกันว่าแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี ผมไม่ได้มีหน้าที่บริหารจัดการอย่างเดียว บางวันผมยังต้องเป็น “ครู” และวันหยุดก็ยังต้องทำหน้าที่ “นักการภารโรง” เพื่อพัฒนาสถานที่และสิ่งแวดล้อม
ผมตั้งคำถามและตอบตัวเอง..เรายังไม่ได้พ่ายแพ้จริงๆใช่ไหม? แล้วอย่างไร? แต่เรามีปัญหาและอุปสรรคบางประการ..
ขอบคุณการตัดสินใจในครั้งนี้ ที่ไม่ทำให้เจ็บปวด ไม่ต้องมีบาดแผล แต่ให้บทเรียน ที่ต้องเดินทางใหม่แต่เป้าหมายเดิม..
บทเรียนที่ผมต้องอ่อนข้อให้ แต่ยังไม่แพ้ซะทีเดียว เป็นแค่สถานะชั่วคราว การยอมแพ้..ไม่ยอมไปต่อต่างหากที่ทำให้มันถาวร..
จริงอยู่..ผมอาจถูกมองว่าแพ้ก็ได้ ที่ยกเลิกการเข้าร่วมในเส้นทางพัฒนาของ สพฐ. แต่ผมก็มีเหตุผลพอที่จะปลอบใจตนเอง..
ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในโลกนี้ ที่ได้รับการยกย่อง ไม่ใช่ไม่เคยแพ้ แต่เพราะแพ้แล้ว สามารถกลับมาชนะได้ต่างหาก ดังนั้น ตราบใดที่ยังลงแข่งขันในสนามชีวิต หากอยากอยู่อย่างมีความสุขและมีความหวังต่อไป ผมคิดว่า ผมควรรู้จักที่จะแพ้ให้ได้ รู้จักที่จะพ่ายให้เป็น..
ที่สุดแล้ว ..ผมก็อยากจะบอกตัวเอง..อย่ายอมแพ้....
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๑
<p> </p>