ผักขาเป็นเหตุ.....
แสงตะวันเริ่มคล้อยเตรียมจะลาลับไปสุดขอบฟ้าแสนกว้างใหญ่ แสงนีออนในเมืองหลวงกำลังกระพริบถี่ ๆ เพื่อเพิ่มแสงสว่างให้แก่ผู้คน รถรามากมายเข้ามาจอดเทียบป้ายเพื่อนำผู้โดยสารไปสู่จุดมุ่งหมายดังที่ปรารถนาผู้คนมากมายกำลังเร่งฝีเท้าให้ก้าวเดินไปสู่หนทางกลับบ้านของตน
ผมก็เป็นหนึ่งคนในผู้คนมากมายที่พยายามจะเร่งรีบกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ทุก ๆ วันที่เร่งรีบก็มีค่าเท่าเดิมคือต้องรอรถ ผมเคยคิดว่าถ้าได้เลิกงานมาเหนื่อย ๆ แล้วได้นั่งรถกลับบ้านสบาย ๆ อยากให้เป็นแบบนี้ทุกวันก็คงดีไม่น้อย ซึ่งช่วงเวลาแบบนั้นมีน้อยเหลือเกิน เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงต้องยืนรอรถกลับที่พักเป็นประจำ
วันนี้เป็นวันแรกของการทำงานหลังจากปิดสงกรานต์ไปหลายวัน เพื่อน ๆ ที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดก็ทยอยกลับบ้านเป็นส่วนใหญ่ จะมีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังเลือกที่จะทำงานในช่วงวันหยุด ทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตนเอง บางคนเลือกจะกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว และบางคนก็เลือกจะทำงานเพื่อนำเงินไปเลี้ยงครอบครัว
“ต้า สงกรานต์มึงกลับบ้านบ่” เพื่อนผมชื่อเติม เป็นคนบ้านใกล้กัน ไปมาหาสู่กันตลอดไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ และมันก็เป็นคนพาผมเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่แห่งนี้ มันถามผมก่อนช่วงสงกรานต์ว่าจะกลับบ้านไหม
“บ่ได้กลับดอกมึง วาสิอยู่เฮ็ดงานเอาค่าแรงสองแรงนิล่ะ อยากเก็บเงินเอาไว้ให้อีแม่เอาไว้เฮ็ดนา”
ผมตอบมันว่าไม่ได้กลับบ้าน เพราะผมต้องเก็บเงินไว้เพื่อให้แม่เอาไปใช้จ่ายช่วงทำนา เพราะก่อนที่ผมจะมาทำงานในเมืองใหญ่ผมก็จะอยู่ช่วยงานที่บ้านตลอด มีงานรับจ้างที่ไหนก็ต้องไป ถางหญ้า ขุดมัน ไถนา ดำนาเกี่ยวข้าว ทำหมดเพื่อความอยู่รอด แต่มันก็ไม่พอกินอยู่ดีจึงตัดสินใจเข้ามาทำงานเมืองหลวง เผื่อจะมีเงินเก็บได้ใช้จ่ายในครอบครัวบ้าง
“โพดโพเนาะมึงนิ ขยันปานใดกะบ่ได้เป็นหัวหน้าดอกมึงน่ะ มีบุญมีงานกะเมือเอาบุญตั๊ว เฮ็ดแต่งานหลายตายก่อนได้ใช้เงินเดะมึง ฮ่า ๆ ๆ” เติมมันเตือนผมว่าทำงานเยอะ เดี๋ยวได้ตายก่อนใช้เงิน เติมมันมีเงินเดือนเยอะกว่าผมอีกมันได้เป็นหัวหน้าแล้ว เพราะมันมาทำงานที่นี่ตั้งนานแล้ว ผมมาทำงานหลังมันตั้งหลายปี ผมไม่อิจฉามันหรอก เพราะถ้าไม่มีมันผมก็คงไม่ได้ทำงาน
ทำไมผมจะไม่อยากกลับบ้านล่ะ ผมอยากกลับบ้านใจจะขาดแล้ว เป็นห่วงพ่อแม่เป็นห่วงน้องสาว พ่อแม่ท่านแก่มากแล้วแต่ยังต้องมาทำงานอีก น้องสาวผมก็เพิ่งจบ ม.๖ ผมก็อยากให้น้องเรียนต่อปริญญาตรี แต่ทุนทรัพย์เราไม่มีจริง ๆ น้องสาวก็ต้องรับจ้างทำงานที่บ้านและดูแลพ่อกับแม่แทนผม ผมก็พยายามเก็บเงินอยากให้น้องได้เรียนต่อเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่นเขา เพราะผมไม่ได้เรียนหนังสือ ผมอยากให้น้องได้เรียน ก่อนสงกรานต์แม่ก็โทรมาถามว่าจะได้กลับบ้านไหม
“บักหำ ได้เมือบ้านบ่หล่า” แม่โทรมาถาม เผื่อว่าถ้าผมกลับบ้านแม่จะได้เตรียมอาหารไว้รอ กับข้าวฝีมือแม่ผมอร่อยมาก โดยเฉพาะกับข้าวอีสาน
“บ่ได้เมือดอกแม่ ผมวาสิอยู่เอาค่าแรงสองแรงแมะแม่” ผมตอบแม่ว่าไม่ได้กลับบ้าน ผมได้ยินเสียงถอนหายใจจากสายตรงข้าม แล้วก็เงียบไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับผม
“โอ๋.....ถ้าบักหำบ่มา แม่สิฝากแนวกินไปให้เด้อหล่า ข้าวยังบ่ ถ้าบ่ยังแม่สิฝากข้าวไปให้นำ มีผู้สิมาบ้านบ่ เติมมาบ่” แม่บอกว่าถ้าหากผมไม่กลับก็จะฝากอาหารมาให้ ฝากข้าวมาให้ด้วย แม่ถามหาไอ้เติมเพราะว่าเป็นเพื่อนบ้านใกล้กัน ก็จะฝากของมากับมันได้
“เมืออยู่แม่ มันวามันสิเมืออยู่ แม่จังฝากของมานำมันเด้อแม่” ผมก็บอกให้แม่ฝากของมากับไอ้เติมเพราะผมก็จะได้สะดวกไปเอาของกับมันด้วย
“เอ้อ ๆ แล้วบักหำสิมาบ้านยามใดล่ะ” แม่ยังคงถามต่อว่าผมจะกลับบ้านตอนไหน อยากบอกแม่เหลือเกินว่าใจผมอยู่บ้านแล้วแม่ แต่ผมอยากเก็บเงินไว้ให้ได้เยอะ ๆ ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว
“ผมวาสิถ่าเมือปีใหม่พุ้นล่ะ จังพ้อกันปีใหม่กะได้เนาะแม่ คราวเดียวกะฮอดแล้วล่ะ” ผมบอกแม่ว่าจะกลับปีใหม่ อีกไม่นานก็คงได้เจอกัน แม้ว่าจะได้เพียงเสียงถอนหายใจของอีกฝ่าย และเสียงสั่นเครือของแม่ก่อนจะวางสายไป เพียงเท่านี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ผมสู้งานต่อไปได้อีกหลายเดือน
ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมานั้นผมก็ยังคงไปทำงานปกติ ทำงานในโรงงานมีค่าโอทีให้ ปกติโรงงานจะหยุด แต่ปีนี้ไม่ได้หยุดเพราะต้องเร่งส่งงานลูกค้า โชคดีที่เจ้าของโรงงานเข้าใจจึงมีให้หยุดได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ยอมหยุดก็ให้ค่าแรงสองเท่า ระหว่างที่ยืนรอรถก็ทำให้นึกถึงคำพูดของเพื่อนร่วมงานที่บอกผมด้วยความห่วงใย
“ต้าเอ้ย มึงนี้เป็นคนดีนะ แต่มีเพื่อนไม่หวังดีกับมึงเล้ย” พี่ยุทธเพื่อนร่วมงานของผม พี่เขาดีกับผมมาก ได้ข่าวว่าพี่เขาจะได้เป็นรองหัวหน้าแล้วล่ะ เพราะพี่เขาทำงานดี พี่เขามาทำงานหลังผมอีก แต่ได้เลื่อนขั้นแล้วเพราะพี่เขาขยันจริง ๆ
“เพื่อนที่ไหนพี่ ผมน่ะมีเพื่อนดีจะตาย มีพี่ มีไอ้เติม และยังมีเพื่อน ๆ ที่ช่วยกันทำงานตั้งเยอะมีแต่คนดี ๆ ทั้งนั้น” ผมบอกพี่เขาไป เพราะทุกคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวผมนั้นดีกับผมจริง ๆ นะ จะมีแต่ไอ้เติมที่ว่าผมบ้าง แต่ผมก็ไม่ถือหรอกเพราะมันเป็นหัวหน้าก็ต้องเข้มงวดกับทุกคนอยุ่แล้ว และมันก็เป็นคนพาผมมาทำงานที่นี้
“เหอะ ๆ ดีอะไรล่ะ เขาพยายามกันไม่ให้มึงได้ตำแหน่งดี ๆ มากกว่า”
“พี่พูดอะไรเนี่ย ผมงงไปหมดแล้ว” ผมถามด้วยความงง เพราะพี่ยุทธพูดอะไรก็ไม่รู้ ใครกันจะมากันไม่ให้ผมได้ตำแหน่งดี ๆ ไม่มีหรอกพี่ยุทธก็คงจะพูดมั่ว ๆ ไป แล้วตอนเย็นก่อนเลิกงานพี่ยุทธก็มาเล่าให้ผมฟังว่า
“เพื่อนรักของมึงไง มันเป็นคนพยายามกันมึงไม่ให้ขึ้นมาเป็นรองหัวหน้า ก็หัวหน้าเห็นว่ามึงทำงานดีตลอดก็เสนอให้มึงเป็นรองหัวหน้า มันก็เสนอชื่อกู มันทำทุกอย่างเพื่อกันมึงไง กลัวว่ามึงจะได้หน้าได้ตาเท่าเทียมมันไง ถึงกูจะได้เป็นรองหัวหน้ากูก็ไม่ได้ภูมิใจหรอกนะ มึงมากกว่าที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ทำงานมาก่อนกูตั้งนาน ไม่เชื่อมึงก็ไปถามเพื่อนคนอื่น ๆ ได้เลย ต่อไปก็ระวังละกัน กูพูดไม่ได้ให้มึงทะเลาะกันหรอกนะ แต่มึงก็ระวังมันไว้บ้าง ไม่ใช่อะไรก็ไว้ใจมันสะหมด แต่มันไม่ได้หวังดีกับมึงเหมือนที่มึงคิดหรอก”
พี่ยุทธบอกว่าหวังดีกับผม ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อเรื่องที่พี่ยุทธพูดหรอก ผมไม่เชื่อว่าเพื่อนที่ผมไว้ใจจะทำกับผมแบบนี้ ถึงแม้มันจะว่าผมบ้างแต่มันก็พาผมเข้ามาทำงานที่นี้ ผมไม่รู้จักใครเลย มากรุงเทพฯ ครั้งแรกด้วย แต่ก็มีมันเนี่ยแหละคอยดูแล
เมื่อวานที่เติมกลับมาจากบ้าน ผมก็ไปเอาของฝากที่แม่ฝากมาให้ แม่ยังฝากของกินอย่างอื่นให้มันด้วยนะ เพราะแม่ถือว่าเป็นค่าฝากของมาให้ พอผมไปเอาของก็เห็นหลังเปิดอยู่ เติมมันบอกว่า
“กลัวของข้างในจะเน่า ก็เลยเปิดออกดูเผื่อมีของแช่ตู้เย็น และเปิดระบายอากาศไว้” ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็หอบเอาของที่พ่อแม่ฝากมาให้ มาที่ห้องเตรียมจะทำกับข้าวกิน
เมื่อผมเปิดลังออกดูมีผักที่ผมไม่ชอบมาก ๆ แต่ทำไมแม่ถึงส่งมาให้ผมก็ไม่รู้ อีกอย่างของบางอย่างก็เหมือนไม่ใช่ของที่แม่ส่งมาให้ ผมจึงโทรกลับไปถามที่บ้าน
“ฮะโหลแม่ เจ้าส่งอิหยังมานิ คือมีฮอดผักขา ผมบ่กินผักขาเดะแม่เจ้าลืมบ่ ข่ากะบ่ล้างเกือบเน่าเดะนิ”
ผมบอกแม่ว่าส่งผักขา(ชะอม) เป็นผักที่ผมไม่ชอบ แต่แม่ยังส่งมา แล้วข่าก็ไม่ล้างปกติแม่จะล้างใส่ถุงมาให้อย่างดี
“แม่บ่ได้ส่งผักขาไปเดะหำ ข่าแม่กะตัดกะล้างให้อย่างดีเดะ เห็ดขมแม่ฝากไปสี่ถุง ไข้มดแดงอีกสามห่อ หน่อไม้อัดอีกห้าถุง ผักบักบวมพร้อม แม่บ่ได้ส่งผักขาไปเดะ”
แม่บอกผมว่าไม่ได้ส่งผักชะอมมาให้ แต่ส่วนอื่น ๆ ที่แม่ส่งมานั้นได้มาทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ครบตามจำนวนที่แม่บอกเท่านั้น ผมจึงไม่พูดอะไรต่อ เพราะผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมลังของผมถึงมีผักชะอมอยู่
ฟ้ามืดจนไม่เห็นแสงตะวันลับขอบฟ้าแล้ว แต่ยังมีผู้คนมากมายเร่งรีบบนท้องถนนกว้างตรงหน้านี้ แต่ถึงคิวของผมแล้วได้ขึ้นรถกลับที่พัก กลับไปพักผ่อนพักกายให้สบายใจแล้วสู้กับวันใหม่ต่อไป...