ผมพบต้นแบบแห่งการเรียนรู้ที่คล้ายการแสดงบทบาทกระบวนกรสื่อสารจิตสังคมของผมจากคลิปนี้...เชิญชวนกัลยาณมิตรเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ http://teepasnow.com/ และ https://www.pineseducation.org

ขณะที่ผมกำลังเตรียมความรู้เพื่อเสวนาในหัวข้อ การฟื้นฟูผู้ป่วยสมองเสื่อมที่มีปัญหาพฤติกรรมและจิตใจ ขอบพระคุณท่านผู้บริหารและทีมงานรพ.สวนสราญรมย์ที่เชิญสัมมนาสหวิชาชีพกับคุณหมอ อจ.พยาบาล และกัลยาณมิตรผู้กำลังพัฒนาโปรแกรมดูแลผู้สูงวัยสมองเสื่อมที่ต้องการฟื้นพลังใจให้มีอารมณ์บวกและพฤติกรรมสุขสบายสงบ ปล.ยินดีเสมอที่ได้ร่วมงานกับพี่เล็กและพี่แป๋วครับ 


ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้นักกิจกรรมบำบัดผู้ที่มีชื่อเสียงในการดูแลผู้ที่มีความบกพร่องทางสมองและสอน Caregiver ให้เป็น Care Partner คือ Teepa Snow, MS, OTR/L, FOTA 

ท่านอาจารย์ Teepa สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมีความรู้ความเข้าใจในหลายๆมิติของ "Brain Change to SUCCESS" ตรงกับความคิดตกผลึกที่สะสมมาจากการได้รับเชิญล่าสุดในการบรรยายของสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย และการสอนกิจกรรมบำบัดในผู้สูงอายุ ซึ่งนศ.กิจกรรมบำบัดได้เคยถอดบทเรียนมาในคลิปข้างล่าง 

บันทึกนี้จึงขออนุญาตสรุปบทเรียนที่น่าสนใจใคร่ครวญฝึกทักษะการดูแลผู้สูงวัย/ผู้สูงอายุที่มีความต้องการฟื้นฟูพฤติกรรมและจิตใจให้มีความเป็นอยู่ดี ดังต่อไปนี้ 

1. ก่อนอื่นผู้ดูแลควรฝึกทักษะการสื่อสารหรือ Therapeutic Communication ได้แก่ อ่านใจและเอาใจเขามาใส่ใจเรา ว่า "ผู้สูงอายุกำลังคิดอะไรและกำลังเรียนรู้อะไรได้บ้าง" ... ตั้งสติแล้วถามตัวเราเองว่า "เรามาอยู่ที่นี่ทำไม" ฝึกให้คำตอบตัวเราว่า "เรากำลังสร้างความแตกต่างให้มีทางเลือกมากมาย" คือ การมองผู้สูงอายุด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ผู้มีคุณค่ามีเป้าหมายตามบทบาทและความรับผิดชอบแห่งชีวิต ด้วยสมองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆวินาที ทำให้เราไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่ผู้ดูแลคนป่วย (Care Giver) แต่เรากำลังเป็นผู้เอาใจใส่เคียงข้างคู่หูดูแลกัน (Care Partner) พาผู้สูงอายุกลับบ้าน กลับมาดูแลตัวเอง พาเดินเล่น หยุดพัก และสำรวจว่า "ต้องการ/อยากทำอะไรให้สนุก แล้ว เราจะดูแลเค้าให้สนุก หรือ Entertainment Guide & Support - What to Do, Take a Break, & I still here for you"

2. ผู้ดูแลที่ดีย่อมกระหายที่จะเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการเพิ่มความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ได้แก่ การสังเกตสื่อชี้นำจูงใจให้ผู้สูงอายุไว้ใจและตั้งใจทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวตาและมือทีละขั้นทีละตอน (Cueing Step by Step) การสื่อสารชื่นชมด้วยความใส่ใจในทุกขณะที่ผู้สูงอายุทำได้อย่างช้าๆ ค่อยๆทำได้จำนวนมากขึ้นจนครบสำเร็จตามเป้าหมายอย่างพอดี (Positive balanced Negative Reinforment) หรือทำไปพร้อมๆกันอย่างพอเหมาะ (Pacing & Leading + Match & Mirror) ซึ่งประเด็นที่สำคัญในภาวะสมองเสื่อม ซึ่งสามารถวินิจฉัยทางการแพทย์ได้จากหลายโรค เช่น อัลไซเมอร์ การติดเชื้อ ปัญหาสุขภาพจิต ผลข้างเคียงจากยา ร่วมกับภาวะโรคเรื้อรังอื่นๆ ทั้งนี้ให้เข้าใจภาวะสมองเสื่อมว่า "มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยสองหน้าที่ของสมอง (เช่น สมองซีกซ้ายเสีย - ไม่เข้าใจคำศัพท์ แต่สมองซีกขวาดี - ออกเสียงเร็ว สวดมนต์ร้องเพลงได้) ยับยั้งอารมณ์ไม่ดี จำฝังใจได้ เลือกตามความชอบได้ ถ้าเคลื่อนไหวเร็ว ก็หยุดยาก ถ้าหยุดเลย ก็เคลื่อนไหวยาก สมองก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆจนวาระสุดท้ายโดยเริ่มมีอาการบกพร่องยาวนาน 8-12 ปี"   

3. ผู้ดูแลควรฝึกวิเคราะห์และออกแบบกิจกรรมในแต่ละวันตามหลักกิจกรรมบำบัดคือ "การไม่ให้จิตอยู่ว่าง หากแต่จดจ่อจิตมุ่งมั่นคิดดี ทำดี พูดดี" โดยตั้งเป้าหมายที่สมดุลต่อความหมาย ความสำเร็จ และความดี ในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่แสดงศักยภาพ หรือการแสดงความสุขความสามารถได้ด้วยตนเองแม้แค่เพียงเล็กน้อย แต่ทุกคนย่อมมีศักยภาพและศรัทธาใน 4 กิจกรรมต่อไปนี้ 1) การดูแลตนเอง (Self-care cognitive wellness) ได้แก่ การดูแลออกกำลังสมองและร่างกาย การดูแลอาบน้ำร่างกายและจิตใจ (เจริญสติฝึกสมาธิภาวนาเบิกบานใจ) การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การเดินไปกลับระหว่างสถานที่มีเป้าหมายและเวลามีคุณค่า การรู้จักดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว - คน สัตว์ ต้นไม้ เช่น การทำสวนดอกไม้ การไปจ่ายตลาดมาทำกับข้าว การดูแลจัดการบัญชีการเงิน โดยคำนึงรู้จักมั่นใจในความสามารถแห่งตน ทั้งพึ่งตนเองมากๆ พึ่งคนอื่นพอเหมาะ 2) การรู้จักสงวนพลังงานด้วยการงีบ นอนหลับ พักผ่อน และกลับมาทำกิจกรรมจิตมุ่งมั่นทำความดี (Spirituality) ได้เหมาะสมคือ "Right Care Right Support 3) กิจกรรมที่มีผลผลิตเกิดความภาคภูมิใจ (Productivity) เช่น การช่วยทำเค้กในบางขั้นตอนกับเพื่อนๆ การได้คัดเลือก/นับเลข/ซ่อมแซม/เรียงจัดวาง/พับเก็บ/ขายของ/ทำความสะอาด/พูดคุย ในกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น และ 4) กิจกรรมยามว่าง (Leisure Activities) ที่เน้นการเข้าร่วมขยับร่างกายทำอย่างสนุกสนาน มีการละเล่น มีกติกา มีความท้าทาย และมีความสนใจให้สุข มากกว่าการรอนั่งชมทีวีนานๆ อย่างแน่นิ่ง/เนื่อยนิ่ง 

4.สำคัญมากๆ ที่ผู้ดูแลควรฝึกสติและอารมณ์ที่แปรปรวนขึ้นๆลงๆของผู้สูงอายุสมองเสื่อม ได้แก่ 1) Agitation กระวนกระวาย คับข้องใจ 2) Excited Delirium หวาดระแวง ทุบต่อยโยนวัตถุ ก้าวร้าว ตะโกนด่า เกาคันตัวบ่อยๆ ไม่ทานอาหาร/ยา (บอกว่าทานแล้ว) และ 3) Quiet Delirium หลับๆตื่นๆ ง่วงซึม คุยบ่นคนเดียว เห็น/ได้ยินหลอน ไม่รับรู้ว่าเขาหรือคุณคือใคร ดังนั้นเริ่มจาก 1) Deep Breath & Let It Go - Time Out ขอเวลาหายใจลึกๆ ปล่อยวางแบบเฉยรู้กับอารมณ์แย่ๆ ที่เกิดขึ้น ให้คิดบวกว่า "สิ่งที่กำลังเผชิญหน้าท้าทายและเรากำลังทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุให้ดีขึ้น มั่นใจๆๆ 2) Stay Calm & Hand Under Hand at Side อยู่ในความสงบ ไม่โต้เถียง ใช้มือขวาของผู้ดูแลสัมผัสใต้ฝ่ามือขวาของผู้สูงอายุอย่างอบอุ่นแล้วให้แรงกดกระตุ้นข้อต่อหลังมือ ผู้ดูแลใช้ฝ่ามือซ้ายปะกบบนฝ่ามือขวาของผู้สูงอายุให้เพิ่มความไว้ใจ สบตายิ้มไม่เห็นฟันแบบใส่ใจในระดับที่ผู้สูงอายุมองต่ำลงมาในลายสายตาที่แคบมาก บิดตัวมาด้านข้างเพื่อลดการเผชิญหน้าซึ่งทำให้ผู้สูงอายุกลัวได้ และกระตุ้นข้อไหล่ข้อเข่าให้ขยับปรับท่าทางให้สบาย  ให้ฝ่ามือข้อต่อนิ้วโป้งให้ และ 3). Step Back & Reframe ถอยมาตั้งหลังและทวนความต้องการของผู้สูงอายุว่าจะเป็นอารมณ์ ร่างกาย และ/หรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งผู้สูงอายุจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงไวมาก และสื่อสารช้าๆ ซ้ำๆ แบบให้ตัวเลือกที่ผู้สูงอายุสนใจสองอย่าง (คุณจะอาบน้ำหรือหวีผม แล้วค่อยมาทานอาหาร หรือ คุณจะนอนพักก่อน ถ้าหิว อาหารวางตรงโต๊ะนี้) และแบบชักจูงโน้มน้าวด้วยเหตุผลกระชับ (ทานยาจะทำให้หายปวดหัว ฉันก็ต้องกินยาเหมือนกัน) และแบบเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกัน (มา เราเดินเล่นด้วยกัน ทานน้ำกัน แทนที่จะบอกให้ผู้สูงอายุไปเข้าห้องน้ำเลย-ให้วางแผนแวะทีหลัง) ปล. ในกรณีทำทั้งสามข้อแล้ว พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คิดลบ อารมณ์ลบ ไม่ลดลง ให้แจ้งภาวะฉุกเฉินแก่บุคลากรทางการแพทย์ทันที

จากประสบการณ์งานวิจัยและงานบริการทางคลินิกที่ผ่านมา...ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งที่มีพันธกิจพัฒนาผู้ดูแลได้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนอื่นๆ ควรประเมินทักษะจิตสังคม (Psychosocial Skills) เน้นด้านการรับรู้สึกนึกคิดอารมณ์และสื่อสารอย่างปราณีต ที่เราชอบเรียกกันว่า "ทักษะปราณีต Fine Motor/Soft Skills" ร่วมไปกับการสังเกตขณะผู้ดูแลกำลังแสดงบทบาทช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่จำลองสถานการณ์แบบสอบการอาบน้ำ การป้อนอาหาร การย้ายตัว การพลิกตัว และ/หรือ ปฏิบัติงานจริง โดยวิเคราะห์ในมุมมองของผู้ทดสอบ/พี่เลี้ยงฝึกว่า "มีจากน้อยไปมาก สเกล 1-7" และ/หรือ ร่วมกับการบันทึกคลิปเพื่อให้ผู้ดูแลประเมินความมั่นใจในสมรรถนะแห่งตนหรือ Self-Efficacy ในสเกลเดียวกัน ซึ่งผมขอสรุปสมรรถนะที่ผู้ดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 พึงมี ประกอบด้วย:-

  • HOME: Humble พูดน้อย ฟังมาก อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้สูงอายุ Observation รู้จักสังเกตวิเคราะห์อาการแสดงที่ดี/ไม่ดีของผู้สูงอายุได้ Motivation สื่อสารชักจูงโน้มน้าวให้ผู้สูงอายุไว้ใจ สบายใจ และเข้าใจยอมทำกิจกรรม และ Emotional Stability มีสติสัมปชัญญะ รู้จักควบคุมอารมณ์และแก้สถานการณ์ลบให้เป็นบวกโดยเร็ว 
  • SPIRIT: ถ้าให้ผู้ดูแลทำแบบประเมินบุคลิกภาพ MBTI คลิกทำได้ที่นี่ด้วยความขอบพระคุณผู้จัดทำเป็นภาษาไทย ผู้ดูแลควรมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงเท่ากับหรือมากกว่า 60% ในบุคลิกภาพด้วย การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงได้ (Sensing หรือ S) การรู้คิดที่ยืดหยุ่นมีตัวเลือกแก้ปัญหา (Perceiving หรือ P) การแก้ปัญหาด้วยปัญญาไหวพริบหรือปิ๊งแว๊ป (Intuition หรือ N) การเป็นกัลยาณมิตรด้วยอารมณ์บวกแบบเห็นอกเห็นใจผ่านภาษาสีหน้าท่าทาง (55%) น้ำเสียง (38%) ภาษาพูด (7%) หรือ Rapport - ไม่มีใน MBTI ต่อด้วยการเชื่อมโยงกับการครุ่นคิดรอบคอบ (Introvert หรือ I) และคิดด้วยเหตุผลและยอมรับความเป็นจริง (Thinking หรือ T) ถ้าในกรณีผู้ดูแลมีบุคลิกภาพเหล่านี้ได้ต่ำกว่า 60% ควรฝึกเจริญสติและทำกิจกรรมกลุ่มแสดงบทบาทสมมติทั้งสวมหมวกผู้ป่วยกับผู้ดูแลในสถานการณ์ที่หลากหลาย 108 อารมณ์พร้อมมีการสะท้อนความคิดเห็นเพื่อการพัฒนา (Theater for Development หรือ TfD) และลงมือปฏิบัติกับผู้สูงอายุสมองเสื่อมจริงอย่างน้อยอบรมเสาร์และอาทิตย์ติดกัน
  • ในกรณีที่ผู้ดูแลมีบุคลิกภาพ MBTI ค่อนข้างสูงเกิน 60% ใน Judgement, Feeling และ/หรือ Extrovert ก็น่าจะทำแบบประเมิน EQ คลิกที่นี่ ถ้า EQ ต่ำ ก็ควรฝึกเจริญสติและทำกิจกรรมกลุ่มข้างต้นในรูปแบบค่ายอย่างน้อย 4 วันติดกัน