เรื่องเดียวกัน ต่างวาระ ต่างความรู้สึก

สี่ซี่
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

หายไปยาวนานหลายปีกับการเขียนบันทึก จริงๆ ไม่ได้หายไปไหน แค่วิถีชีวิตเปลี่ยน ชีวิตบางส่วนก็เปลี่ยนเช่นกัน

วันนี้มีโอกาสกลับมาบอกเล่าความรู้สึก เพราะคุยกับเด็กๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของการบริจาคโลหิต บางคนหยิบยกเรื่องเข็ม บ้างก็เรื่องรักษาฟรี แต่ส่วนตัวแล้วบอกได้ว่าเรื่องพวกนี้ น้อยครั้งจะอยู่ในหัว ไม่ใช่เพราะเป็นคนดี แต่แค่มีโอกาสสัมผัสกับการบริจาคโลหิตในต่างวาระ ต่างสถานะ เลยอยากเก็บความรู้สึกในสถานะต่างๆ กัน

สำหรับตัวเองการบริจาคโลหิตคือส่วนหนึ่งในชีวิต ทั้งในฐานะผู้ให้ ผู้รับ ครอบครัวผู้รับ ผู้จัดหา และผู้ประสานงานขอโลหิต

ฐานะของผู้ให้ เริ่มให้ตั้งแต่ 20 ปี ให้เพราะเห็นรถรับบริจาค เออ ดูเท่ห์ดี ให้แล้วน่าจะดูเป็นคนดี นั่นคือความรู้สึกแรกจริงๆ หลังจากนั้นก็ให้บ้าง ไม่บ้างตามแต่วาระกันไป บัตรบริจาคไม่เคยเก็บ ได้มาก็หายทุกรอบ จนเมื่ออายุมากขึ้น เริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำบุญน้อยลง ให้น้อยลง เพราะไม่มีตังค์ 55 จิตตก วุ่นวาย มีเรื่องวุ่นวายตลอดเวลา เลยคิด หรือเราไม่ได้ทำบุญ เริ่มค้นหาวิธีทำบุญโดยไม่ใช้เงิน ก็มาเจอการบริจาคโลหิต ว่าคือการทำทานที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องเสียอะไร แค่เลือด เด๋วร่างกายก็สร้างใหม่ แถมได้บุญเยอะ เพราะช่วยชีวิตคน เลยกลับมาให้จริงจัง ทุก 3 เดือน จนเสพติดการบริจาคเลือด พอครบกำหนดไม่ได้ให้จะอึดอัด ทรมานซะนี่กระไร หลายปีผ่านไป นิสัยการให้แล้วไม่กินยาเริ่มก่อปัญหา เลือดจาง บริจาคไม่ได้ นกตลอดมา ทั้งๆ ที่ช่วงหลังๆ ไม่เคยคิดแล้วว่าให้แล้วได้อะไร ก็แค่ครบกำหนด แค่อยากให้ ให้แล้วเบา เบาทั้งกาย เบาทั้งใจ อย่างที่บอกมันดีจนเสพติด แต่ดันให้ไม่ได้ ก็เลยหยุดบ้าง ให้บ้าง ตลอดมา นั่นในฐานะผู้ให้

ฐานะผู้รับ/ครอบครัวผู้รับ ความรู้สึกแรกที่เกิด ขอบคุณ ขอบคุณทุกความรักความเมตตา ที่พอมีปัญหา ต้องการเลือด แค่ประกาศออกไปก็มีคนเดินเข้ามาช่วยบริจาค เหมือนเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ในวันที่โลกเหมือนจะถล่มตรงหน้า แต่มีอีกหลายมือช่วยประคับประคอง ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั้นคือ หนี้บุญคุณอันใหญ่หลวง อยากตอบแทน เท่าที่พอจะทำได้ ทั้งๆ ที่คนให้ก็ไม่เคยร้องขอ บางคนจำไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะให้จนชิน

ฐานะคนจัดหา หลายคนสงสัย ขึ้นมาอย่างนี้ ค้าเลือดรึเปล่า ตอบเลยว่า อย่าหาคุกมาให้ค่ะ 55 ก็แค่มีโอกาสทำงานในมหาวิทยาลัย มีโอกาสได้จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต เริ่มแรกก็จัดในวันสำคัญ จัดร่วมกับสภากาชาดที่หมุนเวียน รพ.มารับบริจาค นานวันเข้าแก่มากขึ้น ประสบการณ์เยอะขึ้น จึงเรียนรู้ว่าช่วงไหนขาดแคลน ช่วงไหนเลือดล้น เริ่มจัดในช่วงขาดแคลนเลือดแทนช่วงเทศกาลสำคัญที่เลือดล้นทะลัก เริ่มติดต่อหน่วยรับบริจาคโลหิตที่สามารถกระจายเลือดได้หลายๆ จังหวัด สุดท้าย ทำไปทำมา กลายเป็นจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน เอาสิ บริจาคเองไม่ได้ ก็หาคนมาบริจาคให้ซะเลย หลายคนคิดไม่เห็นต้องทำอะไรเลย เด๋ว ทีมงานรับบริจาคทำเองทั้งหมด สบายจะตาย ก็เพราะไม่ได้คิดแบบนั้นนะสิ เลยได้ความรู้สึกอีกแบบมา ทุกครั้งที่จัด เหนื่อยโคตรเหนื่อย เพราะคอยประสานงานระหว่างผู้ให้กับทีมรับบริจาค ดูแลผู้บริจาค มาแล้วต้องสบายที่สุด บริจาคแล้วต้องอยากบริจาคอีก คอยถ่ายรูปให้ หากให้เป็นลมหลังบริจาคต้องดูแลอย่างดี เรียกว่าบริการหลังการขายครบถ้วน จะรู้สึกลุ้นทุกครั้งว่าได้กี่ยูนิต ประทับใจกันรึเปล่า และปรับปรุงแต่ละครั้งให้ค่อยๆ ดีขึ้น วันไหนได้เลือดเยอะ จะรู้สึกได้กำไร วันไหนเลือดน้อย ขาดทุนนิดหน่อย เพราะสิ่งที่ทุ่มลงไปไม่ใช่เงินทอง แต่คือแรงกาย และความหวังที่จะให้มีเลือด เพิ่มในคลังเลือดแล้วใช้ต่อชีวิตใครอีกหลายคน

และนี่คงเป็นสรุปสุดท้ายว่า เรื่องเดียวกัน แต่แค่ต่างสถานะ ต่างวาระ ความรู้สึกก็ต่าง เพราะฉะนั้น อย่ายึดติดอะไรเยอะ อารมณ์ความรู้สึกที่พัดพาเข้ามากระทบนะตอนนี้ อีกเด๋ว ก็ผ่านไป ยิ้มเข้าไว้ แล้วใจจะเบาลง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึก...เล่าเรื่องโครงการสกัดความรู้



ความเห็น (0)