และแล้วเรา...ตุ่นกับแอ้...ก็ถึงหลวงพระบางโดยสวัสดิภาพ หลังจากออกจากวังเวียงตอน 10.00 น. นับแล้วก็ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างทางรถจะแวะให้เข้าห้องน้ำและกินอาหาร 2 จุดคือ ที่จุดพักรถเมืองกาสี และกิ่วกะจำ เข้าห้องน้ำต้องเสียค่าบริการด้วยนะ แต่หากอุดหนุนสินค้าหรือกินอาหารที่ร้านนั้น ก็ไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม

  VIP Bus ราคา 360 บาทจากวังเวียง-หลวงพระบาง

ระหว่างทางที่นั่งรถบรรยากาศดีมาก เราเองก็เอาคู่มือนำเที่ยวมาเปิดอ่านรายละเอียด อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ (แต่จำอะไรไม่ค่อยได้) บนรถเที่ยวนี้มีเราเป็นคนไทยแค่ 2 คน ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ ที่นั่งก็ว่างเยอะ เลยตกลงได้นั่งเบาะละ 1 คน ใกล้เวลาเที่ยงจะเห็นนักเรียนพักเรียนเพื่อกลับบ้านทานอาหารกลางวัน กลับมาอีกครั้ก็เวลาบ่ายโมง ถามคนเก็บปี้ (ตั๋วรถ) ทราบว่าส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาว่านักเรียนจะไม่กลับมาเรียน กลับมากันทั้งนั้น นี่แหละที่แตกต่างจากคนไทย (สงสัยที่โรงเรียนไทยไม่อนุญาตให้นักเรียนกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้าน อาจมีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่ฉันนึกเองคือ อาจไม่มีนักเรียนกลับมาเรียนอีกเลย)

ผ่านมาถึงเมืองเชียงเงิน ฟ้าก็เริ่มสลัว มองเห็นลำน้ำคานยู่ด้านขวามือ ชาวบ้านปลูกผักกันริมตลิ่ง บ้างก็หาบน้ำรดผัก ดูช่างเป็นกิจกรรมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ หากมีต้องเขียนเป็นโครงการเชียวแหละ เพราะที่นี้ปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี ปลูกตามธรรมชาติ เพราะปุ๋ยวิทยาศาสตร์และยาฆ่าแมลงที่ลาวแพงมากเหลือเกิน จากแผนที่บอกว่าจากนี้ไม่นานก็จะถึงหลวงพระบาง ฉันกับเพื่อนคู่หูก็หน้าดำคร่ำเครียดในการหาชื่อเฮือนพักเพื่อที่จะบอกกับคนขับรถให้พาเราไป

6 โมงเย็นรถ VIP วิ่งไปจอดสนิทในท่ารถ มีคนมามะรุมมะตุ้มนักท่องเที่ยวกันยกใหญ่ (แต่น้อยกว่าหมอชิตบ้านเรานะ) เค้าก็เสนอให้นั่งจัมโบ้ไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นเพื่อไปเฮือนพักที่เค้าเสนอ ราคาค่ารถคนละ 40 บาท หากไม่พอใจเฮือนพักนั้นก็สามารถให้รถพาไปหาที่พักใหม่ได้

  ท่ารถ หรือ บขส. ที่หลวงพระบาง

ที่ท่ารถมีคนเสนอให้ไปเฮือนพักจิตรลดา ราคา 200 บาท/คืน เราไปดูนะแต่ไม่ค่อยปลื้มนัก แม้ว่าอัธยาศัยเจ้าของดีมาก แต่เราไม่ค่อยชอบตรงที่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท และห้องเก่าไป พอดีหยิ่งหน่ะ เห็นว่ายังพอมองเห็นทางเลือกอื่นจึงขอให้รถพาไปที่ถนนจูมฆ้อง

รถจัมโบ้พาเราเลียบแม่น้ำโขงมาตามถนนอุ่นคำ และจอดให้เราลง เพื่อที่ให้เราเดินต่อไปที่ถนนจูมฆ้อง (เราจึงได้แบกเป้สมใจ) เพื่อที่จะไปบ้านพักเรวดี ตามที่แนะนำไว้ในคู่มือว่าเป็นที่พักคุณภาพ แต่ราคาย่อมเยา แต่โชคร้าย คืนนี่มีผู้เข้าพักเต็มแหล่ว แป่ว จาทำอย่างไรดี

 เวลาตอนนี้มืดแล้วค่ะ...เรายังไม่ได้ที่พักเลย หันรีหันขวาง เจอเจ้าของที่พักหลังหนึ่งที่ขับรถมอเตอร์ไซด์ตามเรามาตั้งแต่ต้นซอยถนนจูมฆ้อง เราจึงถูกชักชวนจากเจ้าของเฮือนพักโชคดี เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างใหม่ แบบปูน สภาพใช้ได้ สนนราคา 300 บาท/คืน มีน้ำอุ่น ห้องพัดลม เดินไปพอประมาณก็ถึงตลาดมืด...ป๊ะ..ไปก็ไป..ไม่มีทางเลือกแล้วนี่นา

เฮือนพักโชคดี อาไรอาไรก็ดีหมด แต่เรากับแอ้ได้ตกลงแล้วว่า พรุ่งนี้เราจะหาที่พักใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจไม่คุ้นกับสถาปัตย์ของลาว ที่กั้นห้องคร่อมขื่อคาน เมื่อวางเตียงแล้วรู้สึกว่าคานทับหน้าอกอย่างไรอย่างนั้น แถมการจัดวางเตียงทั้ง 2 เตียงก็อยู่หน้าห้องน้ำ พอดีกับชักโครกแบบ พ้อดี้ พอดี... จึงขอจรลีดีกว่า แต่ความสะอาดหน่ะใช้ได้ทีเดียว เจ้าของก็มีอัธยาศัยไมตรีดีมาก หากใครไม่โบราณเหมือนเรา ลองแวะไปค้างดู

  บรรยากาศห้องพัก ที่เฮือนพักโชคดี

สำหรับเฮือนพักสไตล์โคโลเนียลนั้น ไม่อาจเอื้อม ราคาคืนละ 1800 บาท ขึ้นไป แถมห้องเต็ม ต้องจองล่วงหน้า เฮ้อหากนอนแบบนั้นก็ทำให้เราไม่ใช่นักแบกเป้หน่ะสิ (แต่ถ้ามีโอกาสสักครั้ง ก็จะไม่ปฏิเสธ)

เอาหล่ะค่ะพักเหนื่อย ล้างหน้าล้างตาแล้ว ก็ขอไปแลกเงินเพิ่มหน่อย เพราะจะไปสำรวจตลาดมืดแล้ว..700 เมตร จากเฮือนพักโชคดี ก็ถึงที่กิน ที่ช้อปปิ้ง ของหลวงพระบางแล้ว ไปหล่ะนะ... Bye