NLP  เปลี่ยนชีวิต......

โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก นักพูด วิทยากร นักเขียน

www.drsuthichai.com

                ยุคสมัยนี้ มีคนพูดถึง NLP กันมาก อีกทั้งมีบรรดา ครู อาจารย์ โค้ช เทนเนอร์ ได้ตั้งตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่กันมากมาย ซึ่งหลายท่านที่ไม่เคยศึกษาศาสตร์ด้านนี้ อาจจะยังไม่เข้าใจ ว่าจริงๆ แล้ว NLP มันคืออะไร และมีประโยชน์อะไร หากนำเอาศาสตร์ด้านนี้ไปใช้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงหรือไม่ สำหรับบทความฉบับนี้ กระผมจะนำเอาศาสตร์นี้มาแลกเปลี่ยนกับทุกๆท่าน

            NLP  คืออะไร  ?

 N  =  Neuro     L  =  Linguistic      P  =  Programming

แปล ให้ตรงตามคำศัพท์  NLP   คือ การโปรแกรมคำพูดและการสื่อสารเข้าสู่ระบบประสาท 

NLP ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในทางจิตวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ทางจิต

ขบวนการการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ พวกเราเคยเห็นภูเขาน้ำแข็งกันไหมครับ ถ้าพวกเราเคยเห็น  ภูเขาน้ำแข็งบนพื้นน้ำเราสามารถเห็นได้แค่ 7 % แต่ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำมีขนาดใหญ่ถึง 93% ทีเดียว ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ซึ่งภูเขาน้ำแข็งบนพื้นผิวน้ำเปรียบเสมือน “จิตสำนึก” หรือ เปรียบเสมือน IQ = Intelligence Quotient(ความฉลาดทางสติปัญญา) แต่ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำเราซึ่งเรามองไม่เห็นเปรียบเสมือน “จิตใต้สำนึก” หรือ เปรียบเสมือน  EQ = Emotional  Quotient(ความฉลาดทางอารมณ์)

สำหรับความสัมพันธ์ ระหว่างจิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก  มีดังนี้

จิตสำนึก จะทำงานโดยการควบคุม , จะหลับไหลในเวลานอนกลางคืน , สามารถออกคำสั่งให้แก่จิตใต้สำนึกเก็บข้อมูลได้,มีเหตุมีผล,ไม่สามารถเก็บข้อมูลที่ต้องจดจำได้

จิตใต้สำนึก จะเข้าไปควบคุมการทำงานเมื่อจิตสำนึกขาดสติ, อีกทั้งไม่เคยหลับไหล ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่รู้จักความเหนื่อย,เป็นผู้รับใช้ที่ไม่ขึ้นต่อผู้ใดหรือไม่สามารถควบคุมได้,ไม่มีเหตุมีผลและเป็นคลังสมองเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง

เราสามารถสื่อภาษาเข้าระบบประสาทได้หลายวิธีแต่ในที่นี้ขอนำเสนอแค่ 3 วิธีใหญ่ๆคือ

1.ภาษาพูด มีงานวิจัยเคยได้ทดลองคำพูดกับ ต้นไม้หรือกับน้ำ โดยใช้คำพูดบวก ปรากฏว่า ต้นไม้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและส่วนน้ำก็จะมีเกร็ดที่สวยงาม ในทางตรงกันข้าม ในงานวิจัยชิ้นเดียวกันมีการพูดลบ กับต้นไม้กับน้ำ ผลปรากฏว่า ต้นไม้ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางต้นเหี่ยวเฉา ส่วนงานวิจัยในน้ำ ปรากฏว่าน้ำก็จะมีเกร็ดที่ไม่สวยงาม

            ดั้งนั้น คำพูดที่เป็นบวกจึงมีพลัง มากกว่าคำพูดที่เป็นลบ  ซึ่งการใช้คำพูดบวกจะทำให้ผู้พูดและผู้ฟัง เกิดพลัง เกิดความสบายใจ เกิดความกระตือรือร้น เกิดความกระฉับกระเฉง เกิดความสดชื่น เป็นต้น

            ส่วนคำพูดที่เป็นลบ จะทำให้ผู้พูดและผู้ฟัง เกิดอาการ ห่อเหี่ยว  ไม่มีแรง  ไม่มีพลัง ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน  เฉยชา เป็นต้น

            2.ภาษาเสียง มีเคยนักวิชาการเคยกล่าวไว้ว่า “ ภาษาพูด บอก...ความหมาย ถ้อยคำ

แต่ภาษาเสียงหรือน้ำเสียง.......ก่อให้เกิดความหวั่นไหวขึ้นภายในหัวใจ”  ตัวอย่าง เช่น หมาหรือสุนัข มาเลียเท้าของกระผม ผมไล่หมาหรือสุนัข “ ไป ไป ไป ไป” ด้วยน้ำเสียง เบา สุภาพ  ช้า ปรากฏว่าหมาหรือสุนัขไม่กลัวกลับเข้ามาเลีย  ตรงกันข้าม ผมสื่อภาษากับ หมาหรือสุนัข “ มา มา มา มา” แต่น้ำเสียงของกระผม ดัง ดุ ไม่สุภาพ ปรากฏว่า หมาหรือสุนัข ไม่กล้าเข้ามาใกล้ สรุปก็คือ น้ำเสียงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความคิด ความรู้สึกของคนเรา แม้กระทั่งต่อสัตว์

3.ภาษากาย รวมทั้งการเคลื่อนไหว(รวมทั้งภาษาท่าทาง) มีความสำคัญ anthony robbins โค้ช สอน NLP ระดับโลก ได้กล่าวว่า Emotion is created by motion( อารมณ์ถูกสร้างด้วยการเคลื่อนไหว )  พวกเราสังเกตคนอกหักจะเดินหรือเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ จึงทำให้เกิดอารมณ์เศร้า แต่ตรงกันข้าม คนที่เดินกระฉับกระเฉง ว่องไว จะทำให้เกิดอารมณ์สดใส ตื่นเต้น สดชื่น

            ดั้งนั้น โรงงานหลายๆแห่งในประเทศญี่ปุ่น จึงมีเลเซอร์ที่โรงงาน แล้วตั้งค่าให้คนงานเดินเร็วกว่าปกติ ผลที่ออกมาปรากฏว่า  ผลงานของโรงงานนั้นๆ มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

            สรุป หากเราสื่อสารกับระบบประสาทเข้าไปโดยใช้ ภาษาพูดที่เป็นบวก อีกทั้งใช้ภาษาน้ำเสียงที่กระตือรือร้นสดใส และ ภาษากายด้วยการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง ก็จะทำให้เราเกิดพลังมากยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องมือทั้ง 3   นี้ จะปลุกให้จิตใต้สำนึกทำงานได้อย่างดีขึ้น