พลังแห่งวัยเยาว์ : 8. โลกวัตถุนิยมขัดขวางพัฒนาการเด็ก


บันทึกชุด พลังแห่งวัยเยาว์ นี้ ตีความจากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups ซึ่งเป็นหนังสือ New York Times Bestseller  เขียนโดย Erika Christakis

ตอนที่ ๘ โลกวัตถุนิยมขัดขวางพัฒนาการเด็ก  ตีความจากบทที่ 7 Stuffed : Navigating the Material World

ปัญหาใหญ่ในสหรัฐอเมริกา สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนคือ เด็กถูกมอมเมาด้วยวัตถุ  ที่ส่วนหนึ่งอ้างว่าเป็นของเล่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็ก    สภาพเช่นนี้ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย 

 

เล่นโดยไม่มีของเล่น

ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์ในชั้น ป. ๒ ที่สะท้อนหลักการ “น้อยคือมาก” (less is more)    ซึ่งหมายความว่า ของเล่นน้อย ได้เรียนมาก    จากวิธีการ scaffolding ของครู Mehrnoosh Watson (1) ที่พื้นเพเป็นคนอิหร่าน    เธอเริ่มโดยเล่าให้เด็กฟังว่าในวัยเด็กของเธอที่ประเทศอิหร่าน ในชั้นประถม ไม่มีของเล่นอย่างที่เด็กในห้องเรียนมีเลย    ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา  หนังสือ สีเครยอง     ไม่มีสิ่งใดที่ฝาผนัง    เด็กถามว่าไม่มีกระดานอัจฉริยะหรือ  ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือ    เด็กฮือฮา เมื่อครูบอกว่าไม่มีชอล์กเขียนกระดานดำ   

ก่อนหน้านั้น เธอเคยให้เด็กๆ เรียนเรื่องราวของนักธรรมชาติวิทยา Henry David Thoreau (1) ในช่วงศตวรรษที่ ๑๙   และให้เด็กๆ คิดแทนธอโรว่า ชีวิตในสมัยศตวรรษที่ ๒๑ ที่เต็มไปด้วยวิดีโอเกม และอาหารขยะ เป็นอย่างไร    เท่ากับให้เด็กได้เปรียบเทียบชีวิตในสองยุค    และให้เปรียบเทียบกับบทเรียนที่ครูเคยให้นักเรียนเขียนรายการที่จำเป็นต่อชีวิต เทียบกับรายการที่นักเรียนอยากได้   

หลังจากเล่าเรื่องชีวิตในห้องเรียนของประเทศอิหร่านสมัยสามสิบปีก่อน    ครู Mehrnoosh ประกาศว่าบ่ายนี้จะไม่มีการเรียน    ให้เด็กๆ เล่นได้โดยอิสระ    แต่มีเงื่อนไขอย่างเดียว ต้องเล่นในห้องโดยไม่มีวัตถุใดๆ ที่มีอยู่ในห้องเรียน    เด็กๆ ต้องเล่นด้วยหัวใจ จิตใจ และร่างกายของตนเองเท่านั้น  

เด็กๆ งงมาก และแสดงท่าทีอึดอัด   

เมื่อเวลาดังกล่าวมาถึง เด็กๆ งงอยู่นานว่าจะเล่นอะไรดี    แต่ในที่สุดเด็กก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ ปรึกษาหารือกัน    แรกๆ ก็คุยกันแบบขัดๆ เขินๆ    ต่อมาคุยกันคล่อง    บางกลุ่มนั่งเล่นเป็นวงกลม    บางกลุ่มเล่นเกมด้วยมือ    บางกลุ่มนอนกับพื้นเล่น “โทรศัพท์”    เสียงหัวเราะเริ่มเบาๆ  แล้วดังขึ้นๆ    เสียงหัวเราะดึงดูดเด็กบางคนให้ย้ายกลุ่ม    มีการสอนเล่นเกม เช่นเกมตบมือ   มีเด็กที่ขาพิการนั่งบนรถเข็น นั่งบรรยายเรื่องหลุมดำ (black hole) ให้เพื่อนกลุ่มหนึ่งฟัง    เพื่อนๆ ตอบแทนผู้บรรยายโดยการเข็นรถไปรอบๆ ห้อง    

เด็กอีกกลุ่มหนึ่งเล่นเกม ๒๐ คำถาม   มีอยู่ช่วงหนึ่งทั้งชั้นร่วมกันเล่นร้องเพลงประสานเสียง   

ในที่สุดช่วงเวลาเล่นก็จบลง  ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดต่อประสบการณ์ดังกล่าวร่วมกัน   

เด็กๆ แสดงความพอใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น    โดยไม่ได้ตระหนักว่า ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้เพราะครู Mehrnoosh ได้ทำ scaffolding ไว้ล่วงหน้าดังเล่าแล้ว    เมื่อผู้เขียนบอกเด็กๆ ว่า ไม่ได้ยินเสียงบ่น หรือทะเลาะกันเลย    เด็กๆ เห็นด้วยว่าเป็นเรื่องแปลก    แตกต่างจากการเล่นแบบมีของเล่น    และตนก็แปลกใจที่เล่นแบบนี้สนุกกว่า     พร้อมกับขอร้องครูว่า ในวันต่อไปขอให้มีช่วงเวลาเช่นนี้อีก   

เด็กคนหนึ่งสะท้อนคิดถึงหนังสือชื่อ The Book of Nothing ที่อ่านเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน    ว่านึกออกแล้วว่า คำว่า nothing  มีความหมายว่า something    

เห็นได้ชัดเจนว่า การเล่นโดยไม่มีของเล่นเปิดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กัน  และใช้จินตนาการช่วยการเล่น    การเล่นทั้งหมดนั้นคือการเรียนรู้ของเด็ก  

จะเห็นว่า แนวทางจัดของเล่นจำนวนมากให้เด็ก    เพื่อช่วยเอื้อการเรียนรู้ เป็นมายา    เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของธุรกิจของเล่นเด็ก    ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อการเรียนรู้ของเด็ก   

ที่รัฐคอนเน็คติกัต สหรัฐอเมริกามี Friends Center for Children (2)  ที่ให้การศึกษาเด็กเล็กโดยใช้หลักการความเรียบง่าย “น้อยคือมาก” ตามแนวชุมชนเควเก้อร์   

สรุปว่า การศึกษาเด็กเล็กที่ถูกต้อง คือการศึกษาที่เน้นจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์    ไม่ใช่เพื่อให้เด็กมีของเล่นมากๆ    ไม่ใช่เพื่อให้เด็กไปเล่น “ของเล่นเพื่อการเรียนรู้”   ที่ผลักดันโดยบริษัทขายของเด็กเล่น    

 

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

ยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยีก้าวหน้า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ราคาถูก    บ้านเรือนอุดมไปด้วยสิ่งของที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก    จึงเป็นยุคที่เด็กอุดมสิ่งของหรือวัตถุ (สำหรับความบันเทิง)   แต่กลับขาดแคลนเวลาสำหรับมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ เพื่อการเรียนรู้ฝึกฝนทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑  

เด็กเผชิญความอุดมและความขาดแคลนในเวลาเดียวกัน    อุดม “ขยะ”  ขาดแคลน “พื้นที่ทางปัญญา” สำหรับเด็ก   

มีงานวิจัยของ Kaiser Family Foundation เปรียบเทียบเวลาที่เด็กใช้อยู่กับสื่อชนิดต่างๆ ในแต่ละวัน    ระหว่างเด็กที่พ่อแม่เรียนจบมหาวิทยาลัย  กับเด็กที่พ่อแม่จบการศึกษาระดับต่ำกว่า     พบว่าเด็กกลุ่มหลังใช้เวลามากกว่ากลุ่มแรกวันละ ๙๐ นาที    สะท้อนว่า เด็กในสภาพเศรษฐฐานะต่ำ มีโอกาสถูกมอมเมาโยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือมากกว่า   

ยิ่งจน ยิ่งขาดแคลนพื้นที่ทางปัญญาสำหรับเด็ก    โดยที่การเบียดเบียนมากับความปรารถนาดี และผู้รับก็รู้สึกดี    ไม่ตระหนักในผลร้ายที่เกิดขึ้นต่อลูกหลาน   และสังคมก็ยิ่งเสี่ยงต่อการมีพลเมืองรุ่นใหม่ที่ด้อยคุณภาพ โดยไม่รู้ตัว    สภาพนี้เกิดขึ้นทั่วโลก  

เด็กเล็กควรได้เล่นกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน    จะได้เรียนรู้มากกว่าเล่นกับของเล่นคนเดียว     ยิ่งสิ่งของที่เด็กเป็นผู้เสพฝ่ายเดียว  ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย   ยิ่งเป็นผลร้ายต่อพัฒนาการเด็ก

ผมคิดว่าเราไม่ควรโทษเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า    เป็นเรื่องปกติที่เทคโนโลยีมีทั้งคุณและโทษ    พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน    และสังคมต้องมีวิธีจัดการ ให้เด็กไม่ถูกทำร้ายโดยเทคโนโลยี    แต่ได้รับประโยชน์

คาถาที่ง่ายที่สุดคือ อย่าใช้เทคโนโลยีเลี้ยงเด็ก แทนคนเลี้ยง     

 

ทั้งเพิ่มและลดการเรียนรู้โลก

เด็กเล็กในยุคปัจจุบัน อยู่ในสภาพที่แปลก คือทั้งยากขึ้นและง่ายขึ้นในการเรียนรู้ความจริงจากโลก    กล่าวใหม่ว่า เทคโนโลยีก้าวหน้า ทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ และเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็ก   

สิ่งที่ผิดคือ หวังให้เทคโนโลยีทำหน้าที่ให้ประสบการณ์การเรียนรู้แก่เด็ก    ในขณะที่สิ่งที่ถูกคือ ใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ต้องการ    คือเราต้องควบคุมการใช้เทคโนโลยี    ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีควบคุมพฤติกรรมของเรา   

ความเข้าใจผิดที่อันตรายสุดๆ คือ คิดว่ายิ่งมีเทคโนโลยีมาก หรือครบครัน การเรียนรู้ของเด็กเล็กยิ่งเกิดมาก  และเป็นการเรียนรู้ที่คุณภาพดี    เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ของเด็กเล็กไม่ใช่เทคโนโลยี  แต่เป็นปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์    การเรียนรู้ที่แท้จริงมีธรรมชาติเป็นกิจกรรมทางสังคม    และการมีเทคโนโลยีครบครัน มีส่วนเป็นตัวปิดกั้นโอกาสมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม   

มีผู้วิจัยพบว่า สี่ห้าสิบปีมาแล้วในสหรัฐอเมริกา เด็กเริ่มดูทีวีเมื่ออายุ ๔ ปี   แต่ปัจจุบันเด็กเริ่มดูทีวีเมื่ออายุ ๔ เดือน    และเวลานี้เด็กดูทีวีวันละ ๔ ชั่วโมงครึ่ง  คิดเป็นร้อยละ ๔๐ ของเวลาตื่น    ที่จริงมีวิธีดูทีวีที่ดีสำหรับเด็ก    คือดูทีวีเรื่องที่เหมาะสมกับเด็กพร้อมหน้ากันกับผู้ใหญ่  มีอะไรสงสัยก็ถามหรือพูดคุยกับผู้ใหญ่ได้     ไม่ใช่ดูทีวีเรื่องอะไรก็ได้คนเดียว ในห้องนอนส่วนตัว   

มีการวิจัยพบว่า รายการทีวีสำหรับเด็ก มีการเปลี่ยนฉากเร็วมาก ถึง ๗ ครั้งใน ๒๐ วินาที    การเปลี่ยนฉากเร็วเช่นนี้สมองเด็กเล็กตีความหมายไม่ทัน    จึงเพียงรับรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง    รายการทีวีเช่นนี้จึงมีผลลบต่อพัฒนาการของสมองเด็ก    ไม่มีประโยชน์ต่อการกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กอย่างที่กล่าวอ้าง    ที่มีผลการวิจัยเป็นรูปธรรมคือ ก่ออาการสมาธิสั้นให้แก่เด็ก   

ที่น่าสนใจคือ เขาทดลองผลของการดูทีวีมากในหนู    มีผลทำให้หนูไม่สนใจอยากเรียนรู้สภาพแวดล้อม อย่างหนูทั่วไป    เรื่องพิษภัยของรายการทีวีสำหรับเด็กนี้  มีผู้เปรียบเทียบว่า    การโฆษณาเครื่องสำอางได้รับการควบคุมไม่ให้ก่อพิษภัยต่อผู้ใช้    แต่ตรงกันข้าม ผู้ผลิตรายการทีวีสำหรับเด็กมีอิสระโดยไม่มีการควบคุมใดๆ    ทั้งๆ ที่มีผลการวิจัยบอกว่ารายการบางประเภททำร้ายเด็ก  

เรื่องการลงทุนสำหรับเด็ก เป็นดาบสองคมนี้ มีตัวอย่างจริงมากมาย    พ่อแม่จำนวนมากออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก  ซื้อวัตถุจำนวนมากให้ลูกเล่นหรือเสพ    ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาการของลูก    แต่กลับมีผลร้ายต่อลูก   

การลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ในชั้นเด็กเล็ก    กับการลงทุนสร้างสนามเด็กเล่นที่ดี  อันไหนมีคุณต่อเด็กเล็กมากกว่ากัน   

เคล็ดลับในการเลือกเทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นพัฒนาการเด็กคือ  เลือกเทคโนโลยีที่ช่วยเอื้อโอกาสให้เด็กได้ใกล้ชิดธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต

การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจึงมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของเด็กมาก    การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้แก่ ฝึกดูแลผู้อ่อนแอ  ฝึกความเคารพและสนองตอบต่อความต้องการของผู้อื่น  ฝึกรู้จักรอผลดีที่ได้รับในภายหลังจากการทำงานที่ตนไม่สนุกในช่วงแรก   ฝึกควบคุมตนเอง กำกับพฤติกรรมของตนเอง   และเรียนรู้การทนุถนอมดูแล  ให้ความรัก  และอดทนต่อความสูญเสีย เมื่อสัตว์เลี้ยงตายหรือหนีไป  

มีผลการวิจัยพบว่า เด็กที่เป็นออทิสซึ่ม มีอาการดีขึ้นจากการเลี้ยงหนูตะเภาเป็นสัตว์เลี้ยง     ซึ่งให้ผลดีกว่าการเล่นของเล่น          

 

เล่นจริงกับเล่นปลอม

ของเล่นปลอมสำหรับเด็กระบาดหนัก     ไปสู่ทุกกิจกรรมของการเล่น    ทำให้เด็กไม่ได้รับประโยชน์จากการเล่น    เขายกตัวอย่างของเล่นทำครัวแบบสมมติในโครงการ Head Start ของอเมริกัน   มีช้อนไม้  ชามผสมสลัด  เครื่องบดมันฝรั่ง  เครื่องทุบกระเทียม และอื่นๆ    มีการจัดพื้นที่เล่นทำอาหาร    แต่เมื่อเด็กขอทำอาหารจริงๆ เพื่อกินกันจริงๆ โครงการ Head Start กลับไม่อนุญาต    แม้ชนิดของอาหารที่จะทำเป็นสิ่งที่กินกันอยู่แทบทุกวันโดยมีผู้ประกอบอาหารที่ได้รับใบอนุญาตนำมาส่ง    เด็กได้รับอนุญาตให้ฝึกทำเครื่องดื่มได้ แต่ห้ามทำเพื่อให้เด็กดื่ม (ทำให้ครูดื่มได้)   

การเล่นประกอบอาหารเป็นโอกาสเรียนรู้วิชาการหลากหลายด้าน ได้แก่ สัดส่วน  การวัด  มวลและปริมาตร  ปฏิกิริยาเคมี  การบวกและการลบ   การเพิ่มคลังคำ  การเขียนหรือวาดภาพสูตรอาหาร  เป็นต้น   แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการให้โอกาสเด็กได้ทำอาหารให้ผู้อื่นกินเป็นการฝึกความมีใจเผื่อแผ่  และฝึกมีความสุขกับการทำอาหาร   

เหตุที่โครงการ Head Start ห้ามการให้เด็กฝึกประกอบอาหารก็เพราะเกรงอันตรายจากการแพ้อาหาร    ซึ่งรู้กันว่ามีการกระพือข่าวเกินจริง    

การเล่นปลอมๆ ขยายสู่การเล่นผ่าน app เช่น pancake-maker app (ลองค้นดูใน App Store พบมากมาย)   

ที่จริงเด็กชอบการเล่นสมมติ    ผู้เขียนเล่าว่าสมัยตนอายุ ๕ ขวบได้เล่นแต่งงาน  โดยพี่สาวเป็นคนจัดงาน    การเล่นหม้อข้าวหม้อแกงของเด็กไทยก็เล่นสมมติทั้งสิ้น    โดยที่ในการเล่นสมมติเด็กใช้ความเพ้อฝัน    และความเพ้อฝัน (fantasy) กับสิ่งปลอม (artificial) เป็นคนละเรื่อง    ของเล่นปลอมที่ผู้ใหญ่จัดให้สู้การเล่นสมมติที่เด็กคิดกันเองไม่ได้

แต่การเล่นสมมติก็สู้การฝึกทำจริงๆ ไม่ได้    การเล่นหม้อข้าวหม้อแกงสู้การได้ฝึกทำอาหารเลี้ยงเพื่อนและกินเองไม่ได้   เรียนโดยดูคนอื่นทำ เกิดการเรียนรู้ไม่เท่าตนเองลงมือทำเอง                  

 

เทคโนโลยีโต้ตอบ

เทคโนโลยีโต้ตอบ (interactive technology) อาจนำมาใช้ช่วยการเรียนรู้ของเด็กเล็กได้ดีกว่าเทคโนโลยีทางเดียว เช่น โทรทัศน์   และมีคนหาทางพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาใช้    ข้อสะกิดเตือนคือ   เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่มีทางทดแทนมนุษย์สัมผัสมนุษย์ได้    และไม่มีทางทดแทนกิจกรรมที่เด็กได้ฝึกทำจริงได้

ข้อพึงระวังคือ เด็กยังมีประสบการณ์สั่งสมไว้น้อย    เมื่อสื่อสารโต้ตอบกันผ่านเทคโนโลยีโต้ตอบจึงขาดความเข้าใจลึกซึ้ง เพราะไม่สามารถสร้างภาพทัศน์ขึ้นในสมองได้อย่างผู้ใหญ่ที่เคยพบเคยเห็นมามาก    

 

เรียนรู้เรื่องผ้าอ้อม

ผ้าอ้อมใช้ลดความเลอะเทอะจากการควบคุมการถ่ายปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้    เดิมใช้กับเด็กเล็กจนอายุประมาณขวบครึ่งเด็กก็สามารถบอกได้ว่าต้องการฉี่หรือต้องการอึ    ตอนหลังมีการทำผ้าอ้อมสำเร็จรูปขาย    ช่วยให้พ่อแม่สะดวกขึ้น    แต่ก็มีผลให้พ่อแม่สมัยนี้ไม่รู้จักวิธีฝึกลูกให้ควบคุมการถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ    จนมี app Potty Training with animals ขาย    เพื่อโอนภาระฝึกเด็กสู่ app    และลามไปโอนภาระให้ศูนย์เด็กเล็ก    ที่ครูต้องรับหน้าที่เปลี่ยนผ้าอ้อม    แทนที่จะใช้เวลาทำหน้าที่ที่สำคัญกว่า

มองอีกมุมหนึ่ง นี่คืออีกมิติหนึ่งของวัฒนธรรมวัตถุนิยมอเมริกัน    ที่บริษัทผ้าอ้อมร่ำรวย

เขาบ่นเรื่องสังคมอเมริกัน ที่พ่อแม่โอนภาระที่เดิมเป็นของครอบครัว (การฝึกควบคุมการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ  มรรยาทในโต๊ะอาหาร  การสบตากับผู้อื่น) ไปให้ศูนย์เด็กเล็ก    แล้วพ่อแม่รับเอาหน้าที่ของโรงเรียน (การจัดประสบการณ์การเรียนรู้) มาเป็นของตน

 

วัสดุประกอบการเรียน

ห้องเรียนในสมัยปัจจุบัน เต็มไปด้วยวัสดุประกอบการเรียน  ที่มักทำด้วยพลาสติกสีสดใส    เพื่อแสดงความเป็นห้องเรียนที่ทันสมัย    โดยผู้คนมักลืมไปว่า สิ่งของเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ของเด็ก    ไม่ใช่ตัวเป้าหมายของศูนย์เด็กเล็ก

บริษัทขายวัสดุประกอบการเรียนในอเมริกามีกิจการดี   ลูกค้าสำคัญคือตัวพ่อแม่เอง ที่ซื้อให้ลูก    ด้วยกังวลว่าลูกจะล้าหลังเรียนไม่ทันเพื่อน    ซึ่งเป็นการหลงผิด ประเคนลูกด้วยวัตถุ    แทนที่จะเอาใจใส่การมีปฏิสัมพันธ์กับลูก เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาการของลูก

เพื่อกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเล็ก ไม่มีอะไรทดแทนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้   

 

เวลาของเด็ก

มุมมองว่าด้วยเวลาของเด็กไม่เหมือนมุมมองของผู้ใหญ่     พ่อแม่และครูเด็กเล็กต้องฝึกสังเกตเด็ก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟังเด็ก เพื่อให้เข้าใจเด็กแต่ละคน   

การเคลื่อนที่ของเวลาของเด็กช้ากว่าผู้ใหญ่     เราจึงได้ยินผู้ใหญ่เร่งเด็กอยู่เป็นประจำ    เด็กต้องการเวลาผ่อนพัก ทำอะไรช้าๆ ตามสบาย    

และที่สำคัญที่สุด เด็กเล็กต้องการเวลานอนกลางวัน    การนอนกลางวันช่วยให้พัฒนาการเด็กดีขึ้น    เด็กที่นอนไม่พอเกิดหลายปัญหาได้ง่าย เช่น อ้วน  ปัญหาพฤติกรรม  ความจำ  และปัญหาการเรียน    

 

เด็กคือเด็ก

หน้าที่ของครูเด็กเล็กคือ ใช้พื้นที่และเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการเด็กสูงสุด    บทบาทสำคัญยิ่งคือฟังเด็ก    ฟังให้เข้าใจสิ่งที่เด็กต้องการบอก    โดยพึงตระหนักว่า สำหรับเด็ก สิ่งสำคัญต่อตัวเขาไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่มองเห็นด้วยสายตา    ครูเด็กเล็กจึงต้องฝึกมองตัวเด็กให้เห็นสิ่งที่ไม่เห็นด้วยสายตา   

ภารกิจนี้ไม่ใช่ของยาก ทำได้โดยความรักและปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

วิจารณ์ พานิช        

๑๔ เม.ย. ๖๑ 


 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)