อย่างน้อยก็คงทำให้แต่ละท่านได้รู้จักกันและกันมากขึ้น มองเห็นต้นทุนทางปัญญาและต้นทุนทางสังคมของกันและกัน และพร้อมที่จะเปิดรับไปประยุกต์ใช้กับตนเองและองค์กรในกำกับของตนเอง หรือแม้แต่การผนึกเป็นทีมร่วมกัน โดยไม่ตีกรอบคับแคบอยู่แต่เฉพาะตัวเอง หรือองค์กรตนเอง–


วันนี้ (วันศุกร์ที่  29  มิถุนายน 2561)  ผมและทีมงานมีภารกิจสำคัญเนื่องในโครงการ “สัมมนาอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิต  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม” ณ บ้านโฮม  สวนอาหาร&รีสอร์ท  อำเภอยางตลาด  จังหวัดกาฬสินธุ์ 

ภาคเช้าทั้งหมด  เราขับเคลื่อนเวทีด้วยกระบวนการ  “รู้จักฉันรู้จักเธอ”  โดยแรกเริ่มตั้งใจทำกระบวนการเหมือนที่เคยทำคือการ “วาดภาพ”  คู่ไปกับการเขียนบัตรคำ  เพื่อประเมินความคาดหวังต่อการเข้าร่วมกิจกรรม  หรือที่คุ้นชินว่า BAR” (before after review)

แต่เอาจริงๆ  ผมหารือทีมงาน-ปรับกันหน้างาน  ด้วยการขับเคลื่อนผ่านการ “เล่าเรื่อง”  ในประเด็นสำคัญๆ  ของแต่ละคน  เช่น 

  • ประวัติการศึกษา 
  • ประวัติการเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อครั้งเป็นนิสิตนักศึกษา 
  • แรงบันดาลใจในการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิต 

กระบวนการดังกล่าว  เป็นการช่วยให้อาจารย์แต่ละคนได้ทบทวนประสบการณ์ชีวิตด้วยตนเอง  ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ยึดโยงในแบบ 3 In 1  เพราะเรื่องที่ชวนทบทวนนั้นยึดโยงอยู่กับ (1)  การเรียน  (2)  การทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษา และ (3)  การใช้ชีวิต หรือแม้แต่แรงบันดาลใจของการก้าวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาองค์กรนิสิต

กระบวนการว่านี้  ผมและทีมงานมุ่งให้อาจารย์แต่ละคนบอกเล่าเรื่องราวของตนเองให้คนในเวทีได้รับรู้ร่วมกัน  ประหนึ่งแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตสู่กันฟัง - 

ใช่ครับ – เน้นการ “บอกเล่า” หรือ “เล่าเรื่อง”  เป็นหัวใจหลัก 
เป็นการบอกเล่าโดยมิให้ซักถามแลกเปลี่ยน  เน้นบรรยากาศผ่อนคลาย  สนุกสนาน  เป็นกันเอง  -  ไม่มีผิด ไม่มีถูกในเรื่องที่เล่า



โดยส่วนตัวผมมองว่านี่คือกระบวนการที่ผสมผสานระหว่างการทบทวนตัวเองและการละลายพฤติกรรมผู้เข้าร่วมเวทีไปในตัว  ผมมิได้คาดหวังถึงขั้นมุ่งสู่การ “ฟังแบบฝังลึก”  หรือ  “ฟังเอาเรื่อง”  หรือ “ฟังจับประเด็น”

การขับเคลื่อนการเรียนรู้ในครั้งนี้  ผมไม่ได้ดำเนินการด้วยตนเอง  ทว่าเปิดพื้นที่ให้ทีมงานได้ทำกันเอง  โดยถามว่าใครอาสาที่จะทำกระบวนการนี้  ซึ่ง คุณสุริยะ  สอนสุระ  ผู้ซึ่งผมขนานนามว่า "นวัตกรรมข้ามคืน"  ขันอาสาเป็นผู้ดำเนินการเอง  ส่วนผมขอสังเกตการณ์และจับประเด็นในแบบงูๆ ปลาๆ

ไม่มีไรมากครับ  ไม่ใช่ผมแก่ขึ้น  “คิดช้า ทำช้า”  หรือขี้เกียจหรอกนะครับ  เพราะจริงๆ แล้วก็แค่อยากให้ทีมงานได้ฝึกทำกระบวนการเหล่านี้ด้วยตนเองให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา



ย้อนกลับสู่ประเด็นที่ผมและทีมงานกำหนดเป็นการสื่อสารร่วมกันครอบคลุมเรื่องประวัติการศึกษา  ประวัติการทำกิจกรรมและแรงบันดาลใจในการอาสามาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิต  -

จะว่าไปแล้ว  หลักๆ  ผมมีเจตนาเกี่ยวกับการให้แต่ละคนได้ทบทวน “เส้นทางชีวิต” ของตนเอง  และสื่อสารร่วมกัน  เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น  เพื่อเป็นวัตถุดิบหนึ่งในการที่จะทำงานร่วมกัน  ทั้งในเวทีครั้งนี้และในอนาคต –



ทั้งปวงล้วนเป็นศิษย์เก่า

เป็นที่น่าสังเกตว่าจากเรื่องราวที่สะท้อนมานั้น 99 %  อาจารย์แต่ละท่านล้วนเป็น “ศิษย์เก่า”  จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  หรือไม่ก็มาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  วิทยาเขตประสานมิตร  หรือไม่ก็วิทยาลัยพลศึกษา (ศรีสะเกษ)  แล้วมาต่อยอดชีวิตการงานและการศึกษาที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคาม อยู่ดีนั่นเอง

สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนอันสำคัญอย่างมหาศาล   เพราะล้วนเป็นศิษย์เก่า หรือ “คนบ้านเดียวกัน”  จึงไม่แปลกที่จะหวนกลับมาสานต่อภารกิจทางใจในการพัฒนานิสิตผ่าน “กิจกรรมนอกหลักสูตร”  อีกครั้ง 

และความเป็นศิษย์เก่าที่ว่านี้นั่นแหละที่ผมถือว่าเป็นวัตถุดิบอันสำคัญ  เพราะหมายถึงความผูกพันต่อสถาบัน  ความรักต่อองค์กร  ความเข้าใจต่อบริบทและวัฒนธรรมของที่นี่  จึงน่าจะเป็น “พลังบวก” ที่ดีต่อการเป็นเชื้อเพลิงหนุนเสริมให้นิสิต หรือผู้นำนิสิต (นักกิจกรรม)  ได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณค่า

 


ล้วนเป็นอดีตผู้นำ – อดีตนักกิจกรรม

ถัดจากประเด็นพื้นเพทางการศึกษาก็มาสู่ประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางสายการเป็นนักกิจกรรมของแต่ละท่าน  ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า  อาจารย์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีพื้นเพประสบการณ์ด้านการ  “ทำกิจกรรม”  หรือเป็น “ผู้นำ” และ “ผู้ตาม”  ในเส้นทางกิจกรรมนอกหลักสูตรมาอย่างน่าประทับใจ

 ยกตัวอย่าง เช่น 

  • บางท่าน  เคยเป็นนายกองค์การนิสิตนักศึกษา  นายกสโมสรนิสิตนักศึกษา  อุปนายกสโมสร  สมาชิกชมรม / กลุ่มนิสิต (พรรค) 
  • บางท่าน  เคยเป็นก่อตั้งชมรม  กลุ่มนิสิต/พรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย 
  • บางท่าน  เคยเป็นประธานรุ่น  ประธานสาขา  คณะกรรมการประชุมเชียร์-รับน้อง 
  • บางท่าน  เคยเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ  เช่น  ค่ายอาสาพัฒนา  รับน้อง  ลอยกระทง กีฬา ขบวนแห่
  • บางท่าน  เคยเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย


ล้วนมีตัวตน– ล้วนมีผลงาน – ล้วนมีวีรกรรม

นอกจากนี้ยังสะท้อนเรื่องราวที่เป็นผลงานเชิงประจักษ์ในถนนสายกิจกรรม  ทั้งที่เป็นนิสิตนักศึกษาและการเป็นอาจารย์-บุคลากร  ซึ่งแต่ละท่านก็มีตัวตนเด่นชัด  มิใช่คนที่ไร้รากในเรื่องกิจกรรมนิสิต หรือการไม่ใช่นักกิจกรรมเลยสักนิด  ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นผู้นำโดยตรง  หรือผู้เข้าร่วม  หรือแม้แต่ผู้อยู่เบื้องหลังที่ “ชอบทำ แต่ไม่ชอบนำ”  

รวมถึงการมีสถานะปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาองค์กรนิสิต  หรือเคยเป็นที่ปรึกษาองค์กรนิสิต  ซึ่งมีบทบาทต่อการหนุนเสริมการทำกิจกรรมของนิสิตนักศึกษามาอย่างชัดแจ้ง  ฯลฯ

ยกตัวอย่าง เช่น 

  • เคยเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบทบาทของนิสิตนักศึกษา
  • เคยขับเคลื่อนเรื่องการสร้างสะพานข้ามคลองแสนแสบระหว่างชุมชนกับ ม.ศรีนครินทร วิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร
  • เคยก่อตั้ง หรือฟื้นฟูองค์กรนิสิตในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ซึ่งปัจจุบันยุบตัวไปแล้ว  เช่น  ชมรมกีฬาเพื่อชุมชน  ชมรมเพื่อนแก้ว  ชมรมกู้ภัยราชพฤกษ์  ชมรมถ่ายภาพ  ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ  ชมรมวอลเลย์บอล  ชมรมพุทธศาสนา 
  • เคยก่อตั้ง  บุกเบิก หรือร่วมขับเคลื่อน  ซึ่งปัจจุบันองค์กรยังคงมีสถานะที่ถูกต้อง เช่น ชมรมรักบี้  ชมรมรักษ์อีสาน  ชมรมพรางเขียว  ชมรมยุวกาชาด  ชมรมบาสเกตบอล  ชมรมต้นกล้าพันธุ์ดี  สภานิสิต  กลุ่มนิสิตพลังสังคม  กลุ่มนิสิตชาวดิน 
  • เคยร่วมบุกเบิกองค์ หรือนโยบายสำคัญๆ เช่น  โครงการส่งเสริมเยาวชนดีเด่นด้านกีฬา  โครงการเด็กดีมีที่เรียน


ทำไม – แรงบันดาลใจการเป็นที่ปรึกษาองค์กรนิสิต

นี่อาจจะเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ประเด็นคำถามก่อนหน้านี้  เพราะเป็นคำถามที่อยู่เชื่อมร้อยอดีต >มาสู่ปัจจุบัน > และปักหมุดอนาคตของการทำหน้าที่การเป็นที่ปรึกษาองค์กรนิสิต 

ส่วนใหญ่มีมูลเหตุอันเป็นแรงบันดาลใจไปในทิศทางเดียวกัน  เช่น

  • รักและศรัทธาต่ออานุภาพของกิจกรรมนอกหลักสูตรว่าสามารถพัฒนานิสิตได้ดีไม่แพ้การเรียนรู้ในวิชาชีพแต่เพียงอย่างเดียว
  • ประทับใจและผูกพันกับกิจกรรม  จึงยังรักที่จะอยู่ในแวดวงกิจกรรมนิสิตต่อไป
  • รักและผูกพันกับมหาวิทยาลัย  จึงอยากทดแทนมหาวิทยาลัยผ่านสถานะและบทบาทด้านกิจกรรมนอกหลักสูตร
  • อยากถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตต่อนิสิต
  • อยากกลับมาแก้ไขข้อผิดพลาดตัวเองในสมัยที่เป็นนิสิตนักศึกษา  ผ่านการเป็นกรณีศึกษาในวิถีกิจกรรมนอกหลักสูตร    


ครับ – นี่คืออีกหนึ่งกระบวนการ “รู้จักฉันรู้จักเธอ”  ที่ถูกนำมาขับเคลื่อนในเวทีนี้  แทนที่จะวาดภาพความทรงจำหรืออื่นใดแล้วเล่าสู่กันฟัง  ตรงกันข้ามกลับปรับแต่งเป็นการเล่าประสบการณ์ชีวิตสู่กันฟังในแบบครอบคลุมมิติต่างๆ  ที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงมาสู่สถานะแห่งการเป็นที่ปรึกษาองค์กรนิสิตไปโดยปริยาย

อย่างน้อยก็คงทำให้แต่ละท่านได้รู้จักกันและกันมากขึ้น  มองเห็นต้นทุนทางปัญญาและต้นทุนทางสังคมของกันและกัน  และพร้อมที่จะเปิดรับไปประยุกต์ใช้กับตนเองและองค์กรในกำกับของตนเอง  หรือแม้แต่การผนึกเป็นทีมร่วมกัน  โดยไม่ตีกรอบคับแคบอยู่แต่เฉพาะตัวเอง หรือองค์กรตนเอง–

แต่ที่แน่ๆ  ผมและทีมเห็นได้ชัดว่าแต่ละท่านล้วน “ไม่ใช่คนที่ว่างเปล่า แต่ละท่านต่างมีรากในวิถีกิจกรรมด้วยกันทั้งนั้น”  

แน่นอนครับ  อาจารย์แต่ละท่านมีตัวตนเสมอมา  ทั้งในสมัยที่เป็นนิสิตนักศึกษา  จบการศึกษามาแล้วก็ยังไม่ละทิ้งภารกิจทางใจต่อการเรียนรู้ในวิถีกิจกรรมนอกหลักสูตร  

ใช่ครับ - ตราบวันนี้ก็ยังมีตัวตน  มีเรื่องเล่า มีตำนาน มีวีรกรรม  มีความรู้ มีประสบการณ์ หรือเรียกเป็นวาทกรรมว่า "มีรากในวิถีกิจกรรม"  หรือเป็นนักเลงกิจกรรมก็ไม่ผิด

ครับ – มีรากในวิถีกิจกรรม  ก็คือต้นทุนอันสำคัญในการที่จะพัฒนานิสิตและพัฒนาเครือข่ายการพัฒนานิสิตร่วมกันนั่นเอง

ผมเข้าใจเช่นนั้น  ครับ -

หมายเหตุ
เขียน : วันที่ 2 กรกฎาคม 2561
ภาพ : พนัส  ปรีวสนา / งานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศนิสิต / เครือข่ายอาจารย์ที่ปรึกษาองค์กรนิสิต