วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน 2561 เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ "การเขียนบทคัดย่อ และบทความทางวิชาการ" ณ ห้อง 9.07.07-08 อาคาร 9 ชั้น 7
การเขียนบทความทางวิชาการ โดยท่านรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุทธ ไทยธานี รองคณบดีฝ่ายวิชาการและงานวิจัย คณะคุรุศาสตร์ ประธานหลักสูตร ศศ.ม.(การพัฒนาศักยภาพมนุษย์)
วารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาที่อยู่ในฐาน TCI กลุ่ม 1 ได้แก่ วารสารชุมชนวิจัย และวารสารราชพฤกษ์ ซึ่งโดยปกติแล้ววารสารที่จะสามารถเข้าฐาน TCI ได้จะต้องเปิดมาแล้ว 2 ปี ปัจจุบันยังคงมีวารสารคุรุสีมาที่เป็นของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาแต่ยังไม่ได้เข้าฐานTCI
ประเภทของบทความทางวิชาการ
บทความทางวิชาการ แบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่
1.บทความวิชาการ(academic articles) คือ เอกสารที่เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการ หรือเป็นบทความที่เสนอแนวความคิดใหม่ๆจากพื้นฐาน ทางวิชาการ บทความประเภทนี้หาได้ยากมากเพราะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ตกผลึกความรู้
2.บทความวิจัย(research articles) คือ บทความที่เขียนขึ้นจากงานวิจัยของตนเอง ปริญญาเอกสามารถเผยแพร่บทความได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนจนเสร็จทั้ง 5บท สามารถเขียนบท 1-2 ส่งตีพิมพ์ได้แล้วค่อยส่งบทที่ 3-5
3.บทความวิจารณ์ (article reviews) คือ บทความวิจารณ์วิพากษ์หนังสือเล่มอื่น วิพากษ์เรื่องที่เป็นประเด็นในปัจจุบัน เช่น การสอบ tcash ทางรอดหรือทางเลือก เป็นต้น
ส่วนประกอบของการเขียนบทความวิจัย
1.บทคัดย่อ เป็นส่วนที่นำเสนอวัตถุประสงค์ วิธิการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุป(รวมทั้งข้อเสนอแนะในการวิจัย) เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมงานวิจัยทัั้งฉบับ และมีคำสำคัญ(Keywords)ไว้ด้วย อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับวารสารนั้นๆด้วยว่าจะกำหนดคำ 250-300 คำ หรือ 100-150คำโดยประมาณ
2.ส่วนนำ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน
2.1 ส่วนแรก : การบรรยายให้ผู้อ่านรู้ว่าบทความวิจัยนี้พัฒนามาจากผลงานวิจัยที่มีมาก่อนอย่างไร หมายถึง ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาในการวิจัย
2.2 ส่วนที่สอง กล่าวถึงปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย
2.3 ส่วนที่สาม คือ รายงานเอกสารที่เกี่ยวกับการวิจัยนำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิด ตลอดจนสมมติฐานการวิจัย
2.4 ส่วนที่สี่ เป็นรายงานระบุเหตุผลพร้อมเอกสารอ้างอิงในการเลือกวิธีดำเนินการวิจัยที่จะใช้ในบทความวิจัยนี้เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงความคิดกับเนื้อหาสาระ
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล คือส่วนสำหรับบรรยายว่าจะเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร นำมาทั้งหมดอาจออกแบบผลหลายๆด้านลงในตารางเดียวกัน **งานส่วนใหญ่ให้เป็นงานที่ไม่เกิน 10 ปียกเว้นงาน classic ทฤษฎีต่างๆ
4.การอภิปราย/การสรุปผล สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยและผลงานวิจัยในอดีตอย่างไร
5.การอภิปรายข้อจำกัด/ข้อบกพร่อง ข้อดีเด่น ข้อดีของการมีข้อจำกัด คือ เราสามารถนำไปเสนอแนะต่อได้ เช่น เมื่อเด็กเปลี่ยนยาจะมีอาการวูบวามในครั้งต่อไปจึงควรติดตามการเปลี่ยนยาเป็นพิเศษ
6.ส่วนอ้างอิง/ภาคผนวก เป็นส่วนแรกที่บรรณาธิการตรวจว่าปีพ.ศ.ไม่ควรเกิน 10 ปี มีงานวิจัยต่างประเทศบ้า่งหรือไม่ เอกสารอ้างอิงตรงหรือไม่ สอดคล้องหรือไม่ ส่วนอ้างอิงประกอบด้วยรายการอ้างอิง และเชิงอรรถ
ส่วนที่เป็นภาคผนวก ส่วนที่ผู้วิจัยนำเสนอสาระที่ผู้อ่านควรได้รับรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่นำเสนอในบทความ เช่น ตัวอย่างเครื่องมือวิจัย เป็นต้น(ส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้)
แนวทางการเขียนบทความวิจัย
1.ต้องมีความเข้าใจในงานของตัวเอง
2.การจัดลำดับความคิด
3.ข้อคิดเห็น
4.ตรงประเด็น
5.มีความเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นจนจบ
6.ถูกต้องทุกประโยค
เขียนบทความแบบไหนให้ได้ตีพิมพ์
1.เลือกบทความที่เราจะลงตีพิมพ์ แล้วดูtemplate และรูปแบบการพิมพ์มาอ่านก่อน
2.ให้เอางานวิจัยที่ได้ลงตีพิมพ์แล้วมาดูว่าเค้าเขียนอย่าไรให้ได้ตีพิมพ์
3.ลองคิดชื่อเรื่องเล่นๆโดยเอาคำสองสามคำที่มีความสัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงหากันได้มาวางทีละคำ เช่น
นักเรียนออทิสติก
พฤติกรรมก้าวร้าว
การฝึกการแทนที่ความก้าวร้าว
ลองเอาคำมาผสมกัน โดยการเอาคำมาเชื่อมกันว่าถ้า 3 คำนี้นี้ด้วยกันจะเกิดอะไรขึ้น ลองลงมือเขียนดู อย่าเพิ่งพิมพ์ให้ลองเขียนก่อน
4.เริ่มวางโครง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ บทนำ เนื้อหา และสรุป ในการเขียนบทความแต่ละวารสารจะมีข้อจำกัดว่าเขียนได้ไม่เกินกี่หน้า เช่น 10-15หน้า 15-20หน้า เพื่อนำมาวางโครงในแต่ละส่วนให้ชัดเจน
4.1 บทนำ (ความสำคัญและปัญหาการวิจัย รวมถึงแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง วัตถุประสงค์ของการวิจัย คำถามการวิจัย(ถ้ามี) สมมติฐานการวิจัย(ถ้ามี) ขอบเขตการวิจัย (ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ตัวแปรที่ศึกษา ระยะเวลาดำเนินการ)
4.2 เนื้อหา (วิธีดำเนินการวิจัย เครื่องมือวิจัย การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือการทดลอง วิธีวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัย)
4.3 สรุป(สรุปและอภิปรายผล ข้อเสนอแนะ และรายการอ้างอิง)
วางโครงไปเรื่อยๆจนพอใจ ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถปรับได้ แต่ตอนนี้ขอให้วางไว้ก่อน
5. จากนั้นให้วางโครงในแต่ละย่อหน้าของแต่ละส่วนว่าเราจะเขียนกันแบบไหน และจะเอารายละเอียดอะไรมาใส่ และให้เลือกรูปแบบการเขียนเลยว่าจะเขียนแบบcopy & paste, copy & develop หรือ integrate เลือกเอาแบบที่เราเขียนแล้วคิดว่าจะได้ตีพิมพ์ ถ้าเขียนแล้วไม่ได้ตีพิมพ์ อย่าเอามาเสียเวลา
6. การอ้างอิง กรณีไม่เกิน 10-15หน้า ควรอ้างอิง 10-15คน ถ้า 15-20หน้า ควรอ้างอิง 20-30คน โดยควรอ้างอิงแนวคิดของคนที่มีชื่อเสียงในวงการนั้นๆ งานวิจัยก็ควรจะทันสมัย (ไม่เกิน10ปี) จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความหนักแน่นให้แก่งานเราเป็นอย่างมาก ส่งผลให้งานเราได้ตีพิมพ์
7. สิ่งประกอบที่ควรมีในการเขียนบทความ
ภาพประกอบจะทำให้งานน่าอ่าน
ตารางจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรา เพราะมีการนำเสนอในแบบที่เป็นการสรุปมา
กราฟจะแสดงความเป็นปัจจุบันให้กับเราว่าเอามามันตรวจสอบกลับไปได้
8. สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ รูปแบบการอ้างอิง ต้องตรงตามกำหนดของวารสารที่เราจะลงตีพิมพ์
9. นำส่งอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนจะส่งเข้าระบบ เพราะอาจารย์จะต้องมีชื่อในงานของเราด้วย เราเขียนดีอาจารย์ได้หน้า แต่ถ้าเราเขียนไม่ดีอาจารย์เสียและแสดงถึงคุณภาพนักศึกษาด้วย
10.ปรับแก้จนพอใจแล้วส่งเข้าระบบได้เลย
11.วารสารจะใช้เวลาอ่าน และให้ผู้ทรงคุณวุฒิอ่าน แล้วจะส่งมาให้เราแก้ไข เราก็แก้โดยจะใช้เวลาประมาณ 2-3เดือน เราจะได้ตีพิมพ์ ซึ่งในเบื้องต้นวารสารจะส่งหนังสือตอบรับมาให้ก่อน จากนั้นเราจะได้ตีพิมพ์