หลอกเด็กไปขายหาดใหญ่

ถึงเราจะสนิทกันและไปไหนต่อไหนด้วยกันบ่อย แต่ไม่เหมือนครั้งนี้ มันเป็นทริปสำหรับเรา ฉันหมายถึง ฉันและเด็ก เดินทางร่วมกันโดยไม่มีผู้ใหญ่ ส่วนฉันทิ้งอายุไว้ทำตัวให้เป็นเพียงเพื่อนร่วมทาง การเชื้อเชิญแบบที่เคยอาจจะไม่ได้รับความสนใจ บางทีเราก็จำเป็นต้องหลอกเด็กบ้าง

ฉันมีเหตุให้ไปราชการที่หาดใหญ่ 2 สัปดาห์ต่อกัน แต่ละช่วงห่างกัน 3 วัน มันตรงกับช่วงปิดเทอมของเด็ก เอ่ยปากลองชวนดู ตามไปเที่ยวไหม๊....


ฉันส่งรูปหาดใหญ่ที่ไปก่อนหน้าผ่านโซเชียล...เพื่อบิ้วท์เด็ก  เด็กสมัยนี้หลอกยาก ต้องให้เห็นเชิงประจักษ์   

หาดใหญ่--เป็นเมืองหลายวัฒนธรรม...วัดจีนแยกชือฉาง สวยนะ เหมาะกับคนมาขอพร โดยเฉพาะคนที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่าง "พี่ฟ้า"


หาดใหญ่---ของกินเยอะ...หอยทอดอร่อยมว๊ากกกก โรตี ข้าวมันไก่ ข้าวหมกไก่ ขนมจีน ติ่มซำ บากุดเต๋... สวรรค์ของนักกิน

คนหาดใหญ่...มีความน่าสนใจ จากกระแสการมีส่วนร่วมทางสังคม ล้วนมีเรื่องราว รูปของการท่องเที่ยวแสดงความเป็นไปเป็นมาของสังคมได้

#เสือดำต้องไม่ตายฟรี

หาดใหญ่  มีอาคารแบบชิโนโปรตุเกส สวยงามมาก นี่แค่นั่งรถผ่านนะ...ถ้าเราได้ไปเดินเเที่ยวจะดีขนาดไหน บิ้วท์ๆๆๆ   

-- หลังคำชวน น่าแปลกใจที่เด็กตกลง โดยจะเดินทางพร้อมกับอาแอ้ไปสมทบวันทำงานของฉันที่หาดใหญ่ -- 

กำหนดการเราจะเจอกันหลังที่ฉันเลิกงานและมีวันว่างก่อนกลับเพียงครึ่งวันที่จะได้เที่ยวกัน ทริปนี้จึงให้เด็ก 2 คน ผู้ใหญ่ที่ใหญ่แต่ตัว หัวใจเป็นเด็กอีก 1 คน ต้องออกแบบการท่องเที่ยวเอง  โดยมีฉันเป็นพี่เลี้ยงแนะนำที่ท่องเที่ยวแบบห่างๆ

เพื่อความสะดวก เด็กๆ เลือกนอนโรงแรมเดียวกับที่ฉันมาราชการ  แต่เนื่องจากเรตราชการทำให้เราต้องแยกตึกที่พักกัน และฉันก็โวยวายเมื่อไปส่งเด็กเข้าห้องพัก โหหห ห้องสวยกว่าห้องฉันตั้งเยอะ 

เหอะๆ แต่ห้องพักของฉันมีอ่างอาบน้ำ มีประโยชน์ตรงไหนอ่ะอ่างอาบน้ำ แม้เราจะแยกห้องพักกันอย่างสะดวกสบาย แต่เด็กๆก็มานอนสุมดูทีวีและเล่นมือถือที่ห้องของฉันจนดึกดื่น ค่อยแยกย้าย

เรามาคิดได้ทีหลังว่า เราไม่ควรเปิดห้องใหม่ นอนด้วยกันก็ได้ เด็กคนหนึ่งนอนบนเตียงกับฉัน อีกคนนอนโซฟา  ส่วนอีกคนก็ยึดอ่างอาบน้ำเป็นที่นอน

อ๊ะ เล่าเรื่องที่ท่องเที่ยว เด็กๆ ลงเครื่องก่อนเที่ยง แป๋งงงงง การท่องเที่ยวเริ่มขึ้น ณ บัดนี้

สามล้อเครื่องหน้าโรงแรมเป็นพาหนะในการอออกรอบทัวร์เมือง  ราคาเหมาพร้อมจอดรอ 500 บาทสำหรับจุดท่องเที่ยวในตัวเมือง 3 จุด คิดเบ็ดเสร็จแล้วน่าจะคุ้มกว่าการเรียกรถไปกลับในแต่ละจุด ที่สำคัญช่วงปลายเดือนมีนาคมของปี 2561 อากาศมันร้อนมาก ต้องลดเวลารอรถ

เย็นนั้นเรานัดเจอกันที่ ร้านซีฟู้ดปิ้งย่าง

เป็นบริการบุฟเฟ่ต์ที่ใครๆ กล่าวถึงว่ามันคุ้มมาก...ริมน้ำซีฟู้ด  เอ่อ...ของมันก็เยอะ สดใหม่ คนแยะและต้องเดินเยอะเพื่อบริการตัวเอง...ต้องอย่าลืมว่าเราไปฐานะวัยรุ่นจะใช้เด็กมากไม่ได้ กระนั้นยังแอบใช้ไปหยิบตักอาหารตั้งหลายที...

บอกตรงๆว่า ไม่ค่อยปลื้ม การเดินบริการตัวเองตั้งแต่จานช้อนแก้ว ทิชชู่ ทำเอาฉันทานอาหารได้น้อยกว่าที่คิด...และที่สำคัญในอิ่มมื้อนั้นฉันหาน้ำที่เป็นที่มาของชื่อร้าน "ริมน้ำ"ไม่เจอ

บนโต๊ะอาหาร เราได้ถามว่าทริปมื้อบ่ายว่า เด็กๆไปไหนกันมั่ง ...

Senario ประมาณ กินข้าวหมกไก่เสร็จ แล้วไปนั่งเคเบิลคาร์ชมเมืองแบบ 360 องศาที่เขาคอหงส์ ข้ามไปอีกฝั่งเพื่อสักการะศาลเจ้าแม่กวนอิม  

กลับลงมาไปวัดถาวรวนาราม ซึ่งเป็นวัดจีนที่ชาวมาเลเซียนิยมมากราบไหว้ขอพร จุดนี้จัดให้พี่ฟ้า ต่อจากนั้นพากันไปหาอะไรเย็นๆกินและไปดูของที่ตลาดสันติสุข

ฟังแล้วดูน่าสนุก ฉันขอชมรูป...ทั้ง 3 คน โชว์ภาพที่ถ่ายที่มีเพียง 9 รูปเท่านั้น...วัยรุ่น 3 ที่ 3 คน  9 รูป 555+  

วันที่ 2   เด็กๆ ใช้รถตู้ไปเที่ยวสงขลา  ค่ารถเช่ารวมน้ำมัน 2600 บาท เพราะเราตกลงจะไปสะทิ้งพระด้วย ซึ่งไปกลับก็หลายกิโล


--ส่งคณะไปเที่ยว ในขณะที่อิป้าต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบอันสูงลิบลิ่ว--

--นายโฟล์คเป็นเด็กที่สุภาพมาก ...ถอดรองเท้าขึ้นรถตู้ ฮร่าาาาาาา--

เด็กๆเช้าเริ่มจากอาหารเช้า ร้านโชคดีแต้เตี้ยมกะบากุดเต๋ของขึ้นชื่อเมืองหาดใหญ่ ...ได้ข่าวว่าสั่งจนได้ห่อ 5555+

จากนั้นเข้าไปในเมืองสงขลา- ถนนนางงาม   ชมหาดสมิหลา  ขึ้นชมวิวเมืองและวิวทะเลมุมสูงจากเขาตังกวน ข้ามไปเกาะยอ มีพี่ปูที่เดินทางมาสมทบตั้งแต่เมื่อคืน แผนว่ายังงั้น

เด็กๆ เริ่มที่ถนนนางงาม  ฉันของโชว์ภาพ Set แรก ที่ไปก่อนเมื่อแวะไปก่อนเมื่อมาทำงานสัปดาห์แรก

ฉันอุตส่าห์บิ้วท์เรื่องเมืองเก่าถนนนางงามบ้านนครนอก นครใน โรงสีแดง ทั้งร้านน่านั่ง ของกิน จุดถ่ายรูป แต่ดูเหมือนว่า วัยรุ่นจะไม่เดินไกล และด้วยอากาศร้อน ทำให้ไม่ค่อยบิ้วท์กัน หรืออาจเพราะเป็นช่องว่างระหว่างวัย....ทำให้ไม่ได้เชคอินหลายจุด

@บรรยากาศถนนนางงาม--หน้าร้อน ควรมาตอนเช้าจะได้ไม่ร้อนมาก หาของกิน  หรือมาเจอวันเสาร์-อาทิตย์  หากไม่ชอบแดดก็อาจจะเป็นตอนค่ำย่ำตอนเย็น ชมพระอาทิตย์ตกทะเล....ไม่งั้นต้องสู้กับพลังแสงอาทิตย์

ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูที่ฉันอุตส่าห์แนะนำ@ถนนนางงาม ใต้โรงงิ้ว...น้ำซุปอร่อยมาก ฉันไปถึงเส้นหมดได้ลองแต่น้ำซุป...เน้นให้ลองทาน แต่คณะทัวร์นี้บอกอิ่มติ่มซำอยู่ จึงไม่ได้กิน

ผลงานของนักท่องเที่ยววัยรุ่นคือภาพ Set ข้างล่าง

รูปข้างล่างเป็นร้านน่ารักๆ ร้านหนึ่งในเมืองเก่าแถวถนนนางงาม ชากุหลาบ ขนมเปี๊ยะกุหลาบอร่อย หอมกรุ่น ผนังถ่ายภาพสวย แต่คนไปจำชื่อไม่ได้

ระหว่างที่ก๊วนมาใหม่เที่ยวถนนนางงาม รถตู้ก็กลับมารับฉันที่เลิกประชุมไปสมทบ มีพี่แอ๋ว และพี่หน่อยไปด้วย วันที่ 2 ของทริปคนเยอะ ก็น่าจะมีรูปเยอะกว่าเมื่อวาน

พอทั้ง 2 พร้อมหน้า เราก็หาข้าวเที่ยงกิน ที่ร้านริมชายหาดที่คนรถแนะนำ อาหารสด แต่รสชาติหวานไปนิดไม่ถูกใจอิป้า ราคาพอใช้ ไม่แพงเว่อร์เหมือนบางแห่ง


อิ่มแล้ว เดินย่อยที่หาดสมิหลา ณ หาดสมิหลา ยังคราคร่ำไปด้วยผู้คน เสน่ห์แห่งนางเงือกไม่มีเสื่อมคลาย สถานที่มีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย 

--ปลาพะยูนจากขอนแก่น---ไปเยี่ยมนางเงือก ฮร่าๆๆๆ

เห็นบริการขี่ม้าก็น่าประทับใจ อดนึกถึงทริปเก่าๆเด็กๆ คงจำได้...ที่ทริปปราณบุรี เป็นประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้ขี่ม้าครั้งแรก ในขณะที่พวกอาไม่เคยได้ขี่เลยแม้กระทั่งตอนนี้...ถ้าขี่ สงสัยม้าจะหลังหัก

หน้าร้อนแบบนี้ลูกตาลเยอะ...ต้องลองลูกตาลลอยแก้วแถวๆ หาดสมิหลานะ หอม หวาน อร่อย สะอาด ราคาถูก แก้วในมือราคา 20 บาท อร่อยกว่าแบบแช่แข็งที่ขายตามร้านอาหารดังๆ เยอะ ลองชิิมอาหารรถเข็นริมทางดูบ้าง

หลังทานข้าว นั่งรถมาไม่ถึง 5 นาที รถก็จอดให้เราไปเที่ยวเขาตังกวน

มีค่าบริการขึ้นลิฟท์...โชคดีที่มีลิฟท์ งั้นคงไม่ได้เชคอิินกับเค้าหรอก ค่าบริการลิฟท์จำไม่ได้

เรารอขึ้นลิฟท์ไปบนเขาตังกวน เขาบอกมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ดีหน่อยที่เรามาเป็นบ่ายวันศุกร์นักท่องเที่ยวไม่เยอะเท่าไหร่

ทางขึ้นมีลิงเยอะ...เด็กชอบไหม ฉันไม่รู้ แต่ฉันกลัว 5555+ ฉันว่าลิงที่นี่ไม่ดื้อเท่าลิงลพบุรี

ขึ้นถึงจุดสูงสุดปุ๊บ อิป้าพาเด็กยกมือไหว้ประภาคารซะงั้น....อ้าวนึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ที่นี่คนเค้านิยมมาอธิษฐานให้ความรักยาวนาน โดยใช้กุญแจคล้องเป็นสัญลักษณ์...ไม่ต้องไปไกลถึงเกาหลีแล้ว บ้านเราก็มี

กุญแจมีจำหน่ายชุดละ 60 บาทเอ๊ง มีแต่แบบน่ารักๆ 

รักกัน...ก็ฉันรักเธอ.. "10 คำอธิษฐาน 100 ลูกกุญแจผูก ก็ไม่เท่าใจเราผูกคน...จะรักใครให้ใช้ใจผูก"

รักต้องเอาใจใส่และถนอม ฮร่าาาาาา... 

จุดหมายต่อไป เราไปต่อที่เกาะยอกัน ระหว่างทางรถตู้ก็ขับพาเราเลียบหาดสงขลา ชมพญานาคพ่นน้ำ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ กำลังว่าจะข้ามแพขนานยนต์ หรือข้ามสะพาน แต่ด้วยปริมาณรถที่มาก เราก็เลือกข้ามสะพาน


เราหาชื่อจริงของเกาะยอ ว่า คงเป็น เกาะใบยอ เกาะยกยอ เกาะบ้ายอ หรือว่าอย่างไร แต่อะไรก็ช่าง วันนี้เกาะยอฟ้าครึ้ม ฝนกำลังจะตก



เกาะยอไปหลายคนก็สนุก  ที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา เด็กๆ สนุกกับเรื่องราวของกริช และกระต่ายขูดมะพร้าว ผู้ใหญ่ก็สนุกด้วย 

สถาบันนี้กว้างขวาง มีห้องแสดงหลายห้อง  เผื่อเวลาไว้เยอะๆ  

"Folklore"=คติชน ส่วน "Folk-หราาา" คือหลานชายขาเกรียน ปีหน้า มอ 6. แล้วนะเอ็ง เอาตัวให้รอด...บอกได้แค่นี่หล่ะ

ต่อจากนั้นเราบอกอยากได้ผ้าพื้นเมือง คนรถพาไปยังกลุ่มทำผ้า น่าเสียดายที่เจ้าของไม่อยู่ เลยไมไ่ด้เสียเงิน

4 โมงเย็นเราโผล่ไปนั่งจิบกาแฟชมทะเลที่ร้านเล็กๆ ใกล้กับวัดท้ายยอ @Cafe in

ร้านเล็กๆ ริมทะเลสาบสงขลา จัดบริเวณหลังบ้านให้เป็นร้านกาแฟน่ารักๆ นอกจากเครื่องดื่มแล้ว มีอาหารและของว่าง

นั่งที่นี่อย่าใจร้อน ใจเย็นๆ ปล่อยชิววว วันที่เราไปมีเจ้าร้านเพียงคนเดียวทำหน้าที่ดูแลลูกค้า อาจใช้เวลานิดหนึ่งในการกินกาแฟ

ใกล้ค่ำมากแล้ว  แต่หลายคนยังอยากแวะวัดท้ายยอ  เด็กวัยรุ่นอาจจะไม่ชอบเรื่องราววัฒนธรรมความเป็นอยู่นัก แต่ก็เห็นเค้าลงไปกัน ส่วนฉันไม่ลงค่ะ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนฉันมาเดินเที่ยวท่อมๆ คนเดียวแบบถึงกึ๋นเลย ที่นี่มีความเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมและกระเบื้องมุงหลังคา ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นมาตั้งแต่โบราณ

ต่อจากนั้นเราแวะกราบพระที่วัดจันทร์พ้อ ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อมาจากสงขลาแล้วสัมผัสเกาะยอ แค่ข้ามมาปลายสะพานก็จะเห็นพระองค์ใหญ่

เกือบทุ่ม รถตู้มาส่งเราที่หาดใหญ่  ผู้ใหญ่บางคนอยากกินข้าวต้ม เด็กจะชอบหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ปกติกินแต่ไก่ทอด555+ ฉันบอกเค้าว่า หาดใหญ่คนจีนเยอะ คนจีนขึ้นชื่อว่าทำอาหารอร่อย ต้องลองชิมดู เลือกได้ร้านข้าวต้มร้านนึง ไม่เอาร้านนักท่องเที่ยว ขอเป็นร้านชาวบ้านทานกัน  

--คับบะ เมนูที่เชียร์ให้โฟล์คเลือกแล้วเรารอกินด้วย...ชื่อแปลกดี มันคือหมูอบแล้วเอามาตุ๋นกับผักกาดดอง--

ร้านที่เราเลือกคนก็เยอะเสียด้วย จำชื่อไม่ได้ เราให้แต่ละคนสั่งอย่างน้อยก็คนละเมนู เล่นเอาท้องอิ่มแปล้

ขากลับเราต้องเรียกรถสามล้อเครื่อง เพราะเกรงใจคนขับรถตู้ ไม่ได้ให้เค้ารอ เดี๋ยวจะดึกเกินไป 

เนื่องจากแปลกที่ไม่ชินตำแหน่งรถสามล้อเครื่องวิ่ง เราใช้เวลาเรียกรถนานพอดู แต่ก็ได้มีความทรงจำร่วมกัน การท่องเที่ยวอาจจะไม่สบายเสมอไป แต่ความทรงจำดีดีร่วมกันนั้นสำคัญ


รุ่งขึ้น เป็นวันเดินทางกลับ เราแวะไปตลาดกิมหยงกัน ก็น่าตื่นตาตื่นใจดี

เด็กๆ ได้เห็นอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นชิน ทั้งของกิน ของฝาก ผู้คน และความเป็นอยู่ 

องุ่นแม่มด...ขอนแก่นไม่มีขาย

บะหมี่ไข่ เส้นนุ่มๆ เหนียวๆ หมูเด้งๆ หวานและหอมน้ำซุป

กุ่ยช่ายแป้งบางนุ่ม มีหลายไส้ ปั้นมาก้อนพอคำ ขอนแก่นไม่มีขายเช่นกัน

ที่สำคัญเค้าได้ของฝากกลับไปฝากคนที่บ้านโดยใช้เงินของเค้าเอง---ดีใจที่เค้าเที่ยวสนุก แล้วอย่าลืมคนข้างหลัง--- 

---เวลาออกรอบเย็นมาให้โทรบอกพ่อกับแม่...อย่าให้เค้าต้องห่วง  ไม่มีใครว่าเป็นลูกแหง่หรอกนะ---

หลังหอบหิ้วของฝาก และอิ่มท้องกับอาหารเช้าที่ตลาดกิมหยง 9.30 น. เราเอาตัวมาอยู่สนามบินหาดใหญ่

ฉันบอกวัยรุ่นว่าจะพาไปเล่นกับหมาที่เป็นการ์ดของสนามบิน...น่าเสียดายที่เป็นวันเสาร์หมาไม่มาทำงาน   ไมไ่ด้ตั้งใจหลอกนะ

555+ฉันว่าทริปนี้ไม่ใช่แค่หลอกเด็กนะ   หลอกผู้ใหญ่ด้วย คุยกับพี่ปูว่าจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์มายากล ก็พลาด ด้วยเวลาที่ Set ไว้คือบ่ายวันแรก แต่ก๊วนที่จะไปยังมาไม่ครบ

แต่ที่ผ่านๆ มา เด็กๆก็เต็มใจให้หลอกมาหลายทริปแล้ว นี่นา

-----Footnote----

  • หลายครั้งที่รถตู้ประจำทางจากหาดใหญ่ไปสงขลาจะเสนอตัวรับใช้บริการในราคา 1,800 บาท ...แต่เก้าอี้นั่งสบายต่างกันนะคะ รถที่ฉันเช่าเป็นรถนำเที่ยว--หากไปน้อยคนก็มีประเภทลีมูซีน สำหรับ 3-4 คน รีวิวดูในเว็บหาดใหญ่ได้ (ราคาราวมน้ำมัน)
  • ตารางบินของสายการบิน Low Cost ไม่ได้ไปหาดใหญ่ทุกวัน ตรวจสอบให้ชัวร์ก่อนออกโปรแกรม มิงั้นจะเซอร์ไพร้ส
  • สถานที่ใหม่ๆ กระตุ้นการเรียนรู้ เรายกกล้องให้โฟล์คตัวหนึ่ง ที่มีเทคนิคการใช้มากกว่ากล้องมือถือ...รูปในบันทึกนี้ส่วนหนึ่งเป็นรูปของโฟล์ค 
  • การท่องเที่ยวแต่ละทริปแตกต่างกัน ทริปนี้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการแชร์ การสำรองจ่าย ขอบใจพี่ฟ้าที่ทำหน้าที่เหรัญญิกได้ดี

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกละไม-ใจมีสุข



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สัมผัสได้ถึงความรักความอบอุ่นของสมาชิกในครอบครัว

ทริปนี้น่ารักจังค่ะ

ขอบคุณน้องแม่มดค่ะ เป็นบันทึกที่เขียนยากและยาว และต้องซ่อมมาก ไม่รู้ว่าคอมและอินเตอร์เน็ตเป็นอะไร...แต่คิดว่าบันทึกนี้คงจะกระตุ้นให้ไอ้เด้ก 2 คนได้เรียนรู่้สิ่งที่ได้จากการท่องเที่ยวอ่ะค่ะ

อยากให้มีส่วนร่วม--อยากให้คิดตาม และคิดต่อ แต่ไม่อยากบังคับ

เลยขอให้บันทึกแห่ง G2K เป็นเครื่องมือ