ขั้นอนุปัสสนา (ถึงะรรมกาย)<p> เมื่อพระโยคาวจรกำหนดองค์บริกรรมนิมิต และองค์บริกรรมภาวนาคู่กันด้วยสติสัมปชัญญะที่มั่นคง เพื่อประคองใจให้อยุดนิ่งตรงศุนย์กลางกายฐานที่ ๗ อยู่นั้น ใจ (ความเห็นด้วยใจ ความจำ ความคิด ความรู้) จะค่อยๆ สงบลงๆ พร้อมกับลมหยใจเข้าออกจะค่อยๆ สั้นเข้าๆๆ จนละเอียดหนักและหยุดิน่งสนิท จะปรากฎ “ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย” หรือ “ดวงปฐมมรค” (หนทางเบื้องต้นไปสู่มรรค ผลนิพพาน) หรือ “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐานใสสวางขึ้นมานั้น</p><p> ”ใจ” (ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้) ดวงเดิมที่ถือเอาปฏิภาคนิมิต(พัฒนาจากบริกรรมนิมิต เป็นอุคคหนิมิต และเป็นปฏิภาคนิมิต) ได้นั้น จะตกศูนย์ พร้อมกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายดวงเดิมที่ใจนั้นตั้งซ้อนอยู่ ได้ละปฏิภาคนิมิตนั้นแล้ว จึงปรากฎ “ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย” หรือ “ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน” ดวงใหม่ ซึ่งมีใจดวงใหม่ซ้อนอยู่ใสแจ่มปรากฎขึ้น เป็นใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส จากกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา อ่อนโยนควรแก่งาาน สมาธิในชั้นนี้เป็นอัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิในระดับปฐมฌานขึ้นไป (แต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะสมาธินทรีย์ที่อบรมมาแก่กล้าไม่เท่ากัน</p><p> เมื่อหยุดนิ่งกลางของกลางดวงธรรมนี้ จะเห็นภายในดวง ประอบด้วยดวงเลล็กๆ หรือศุนย์ ๕ ศุนย์ คือ ศูนย์กลาง หน้า ขวา หลัง ซ้าย ศูนย์กข้างหน้าคือธาตุละเอียดของ “ธาตุน้ำ” ทำหน้าที่ควบคุมส่วนที่เป็นของเหลวในร่างกายให้อยู่ในสภาวะพอเหมะ ศูนย์ข้าขวาคือธาตุละเอียดของ “ธาตุดิน” ทำหน้าที่ควบคุมส่วนที่หยาบแข็ง ศุนย์ข้างหลังคือธาตุละเอียดของ “ธาตุไฟ”ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิ ศูนยืข้างซ้ายคือะาตละเอียดของ “ธาตุลม” ทำหน้าที่ควบคุมลมปราณที่ปรมเปรออยู่ในร่างกายให้อยู่ในสภาวะพอเหมาะ เหล่านี้เป็นธาตุละเอียดของมหาภูมิรูป ๔ ศุนย์กลางเป็น “อากาศธาตุ” ควบคุมช่องว่างภายในร่างกายให้อยู่ในสภาวะอพเหมะ ตรงกลางอากาศธาตุ เป็น “วิญญาณธาตุ” เห็นเป็นดวงใสประมาณเท่าเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร ที่เป็นมรตั้งแต่มาตั้งปฏิสนธิวิญญาณ เป็น “กลลรูป” ที่มดลูกของมารดา และเจรญเติบโตมา เป็น กาย ใจ จิต วิญญาณ เป็นทารกในครรภ์ ดวงธรรมนี้ก็ตั้งอยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมของตัวเอง ตรงศุนย์กลางกายนี้ นี่เอง</p><p> เมื่อธาตุทั้ง ๖ คือ ธาตละเอียดของธราตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุ ยังไม่ประชุมพร้อมกันอย่างนี ปฐมมรรคก็ไม่เกิด หลวงพ่อได้ปฏฺบัติรู้ เห็น ด้วยตาหรือญาณธรรมกาย ท่านจึงกล่าวว่า</p><p> ”ศูนย์กลางคืออากาศธาตุ เครื่องหมายที่ในสะอาดลอยอยู่กลางช่องอากาศพร้อมด้วยความรุ้ ที่เรียกว่า “วิญญาณธาตุ” ศูนย์ข้างหน้าคือะาตุน้ำ ศุนย์ข้างขวาคือธาตุดิน ศูนย์ข้างหลังคือธาตุไฟ ศุนย์ข้างซ้าย คือธาตุลม นิยมพร้อมด้วยธาตุทั้ง ๖ เมื่อแรกเกิดมาก็พร้อมด้วยธาตุทั้ง ๖ เมื่อไปเกิดก็พร้อมด้วยธาตุท้ง ๖ ธาตุไม่ประชุมพร้อมกน ปฐมมรรคก็เกิดไม่ได้ เมื่อไม่ไมีปฐมมรรคมรรคผลนิพพานก็ไปไม่ถูก เหตุนี้จึงต้องทำปฐมมรคคให้เกิดขึ้น</p><p> นี้คือการมีสติพิจารณาเห็นทั้งกายในกาย เห็นจิตในจิต และทั้งเห็นธรรมในธรรม (เบื้องต้น) คือ เห็นธาตุละเอียดเมื่อมาตั้งปฏิสนธิวัญญาณเป็นกลลรูปที่มดลูกมารดา แล้วเจริญเติบโตเป็นกาย ใจ จิต วิญญาณ เป็นเด็กทารกในครรภ์มารดา แล้วคลอดออกมา เจริญเติบโตมาถึงบันนีี้ ก็ด้วยว่า ธาตุละเอียดที่เป็นกลลรูปนั้นเองเป็นที่ตั้งที่รวมธาตุละเอียดของชันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และ ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑๒ ซึ่งตั้งซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ กันเข้าไปข้างใน ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมมนี พร้อมด้วยบันทึกผลของกรรมเดิมที่ได้เคยทำมาทัี้งดีและชั่ว ที่กำลังปรุงแต่งให้ผลในปฏิสนธิและกำลังจะให้ผลในปวัตติกาลต่อๆไป.. “หลักและวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนากัมมัฎฐานเบื้องต้น ถึง ธรรมกาย”</p>
เห็นกายในกาย ถึง ธรรมกาย ตอนที่ ๒
1 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
