จากผู้สื่อข่าวที่ทำงานลงพื้นที่ เพราะต้องการมีความรู้ให้ทันต่อสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ต้องการฟังมุมมองที่หลากหลาย...ต่อประเด็นข่าว ทำให้ต้องกลายเป็นนักอ่าน ถึงแม้ว่าในปี 2547 จะมีการเกิดขึ้นของ Social Network แล้ว แต่การสืบค้นข้อมูลหรือการแบ่งปันข้อมูล การใช้ Social Media ยังไม่กว้างขวางมากนักในประเทศไทย จึงอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ เป็นหลัก เดินเข้าเวทีเสวนา สัมมนาทางวิชาการเพื่อฟังอย่างตั้งใจ สมัยปี 2547 สื่อมวลชนแบ่งประเภทกันชัดเจนว่าใครเป็นนักข่าวทีวี นักข่าววิทยุ นักข่าวหนังสือพิมพ์ ยังไม่มีการหลอมรวมหรือ Convergence กันแบบในปัจจุบันที่แทบไม่แยกกันแล้วว่าเป็นนักข่าวของสื่อใด วันนี้นักข่าวคนหนึ่งรายงานทั้งทางทีวี ทั้งทาง New Media ของหน่วยงาน (Official) และของส่วนตัว
เมื่ออ่านเยอะ ฟังเยอะก็เขียนเยอะตามไปด้วย..ก็เริ่มกลายเป็นนักเขียน....สมัยก่อนสื่อมีจำนวนไม่มากเหมือนวันนี้. ฟรีทีวีก็มีเพียงแค่ 6 ช่อง นักข่าวคนไหนที่ลงไปทำงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้บ่อยๆ ก็มักจะได้รับเครดิตถูกหน่วยงานต่างๆ เชิญไปเป็นวิทยากร ไปบรรยาย รวมทั้งกลายเป็นผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ (Key Informant) ของผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับภาคใต้ทั้งหลายและในที่สุดก็ก้าวมาถึงขั้นของการเป็นผู้ทำวิจัยเอง แน่นอนล่ะเป็นนักข่าวก็ต้องสนใจเรื่องข่าวมากที่สุด เคยเรียนรู้มาแล้วล่ะว่า ข่าวคือการรายงานเหตุการณ์จริงของผู้สื่อข่าวผ่านสื่อไปยังผู้รับสาร จำนวนมากๆ แต่การรายงานเหตุการณ์มีรายละเอียดลึกๆ อีกมากมายให้ศึกษา จึงสนใจในมิติของการกำหนดกรอบข่าวสาร ( Frame Setting ) อันเป็นขั้นตอนที่ลึกไปกว่าการกำหนดประเด็นข่าวสาร (Agenda Setting) ซึ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนในสังคมจะเข้าถึงต้นตอของข่าวสาร แต่พวกเขาจะรับรู้จากการวาดภาพเหตุการณ์ของสื่อ ความจริงของคนรับข่าวสารจึงเป็นความจริงขั้นทุติยภูมิ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตีความ การปรุงแต่งความจริงจากนักข่าวที่เห็นหรือประสบกับเหตุการณ์ อันเป็นความจริงขั้นปฐมภูมิได้ การมองด้วยตาเนื้อของมนุษย์หรือของนักข่าวแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันตามมุมมอง ตามแผนผัง กรอบแว่นหรือประสบการณ์ที่อยู่ในใจของแต่ละคน อันนี้ไม่นับด้วยว่ามองเหตุการณ์นั้นๆ ในช่วงเวลาใดอีกต่างหาก จำได้ว่าช่วงการทำข่าวความขัดแย้งทางการเมือง หลายคนตั้งคำถามหรือกล่าวหาสื่อมวลชนว่า “โกหก” “เต้าข่าว” สำหรับผู้เขียนแล้วสื่อมวลชนคือผู้ที่ทำหน้าที่ในการรายงานข่าวในนามของต้นสังกัด ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในสังคมมายาวนาน มีความรับผิดชอบ มีพื้นที่ในการนำเสนอข่าวชัดเจน ผ่านกระบวนการในการผลิตสื่อที่มีการกลั่นกรองทางวิชาชีพ มีผู้รับผิดชอบตั้งแต่ ผู้สื่อข่าว บรรณาธิการ คงไม่สามารถชุ่ย โกหกแบบไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่มาที่ไป มานำเสนอสู่สาธารณะได้ ( แต่จะเป็นคนละแบบกับนักข่าวพลเมืองหรือนักข่าวออนไลน์ที่มีโอกาสจะเขียนบันทึกให้ได้อ่านกันภายหลัง ) ผู้เขียนเชื่อว่าสื่อมวลชนไม่ได้โกหก เพียงแต่ผู้รับสารต้องพิจารณาด้วยว่าความจริงที่เขาหยิบยกขึ้นมานั้นเป็นช่วงเวลาใด มองด้วยมุมไหน “ภาพ ๑ ภาพแทนคำล้านคำ” อาจไม่ใช่เสมอไป ...ยกตัวอย่างเมื่อผู้คนได้เห็นภาพของเจ้าหน้าที่เทศกิจกำลังยกตะกร้าของแม่ค้าอยู่ภายในตลาด ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจกำลังจับกุมแม่ค้า เนื่องจากภาพประสบการณ์ในใจของเราบอกเอาไว้อย่างนั้น แต่ถ้ามาดูภาพก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ถ้าได้เห็นว่าแม่ค้าหญิงชรากำลังยกของหนัก เจ้าหน้าที่เทศกิจเดินมาเห็นแล้วมีน้ำใจจึงช่วยยกตะกร้าให้ หรือเห็นภาพหลังเหตุการณ์นี้ที่แม่ค้ายิ้มแย้มกล่าวขอบคุณในน้ำใจของเจ้าหน้าที่เทศกิจ คำอธิบายเหตุการณ์ก็คงแตกต่างกันออกไป ผู้รับสารต้องพิจารณาว่าใครคือแหล่งข่าว หากเราวิเคราะห์ได้ว่าแหล่งข่าว,ผู้สื่อข่าวและต้นสังกัดข่าวนั้นมีปูมิหลังอย่างไร ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าเพราะอะไรสือถึงรายงานข่าวอย่างนั้น ใครคือตัวจริงในการกำหนดกรอบข่าวสาร สือทำหน้าที่ในการถ่ายทอดวาทกรรมทางการเมืองของบุคคลสาธารณะที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจในประเด็นทางสังคม หากมองสื่ออย่างผิวเผิน ก็คงตัดสินพิพากษาสือว่าไม่ดีไปเสียหมด .