Dong Hoi ตอนที่ 1 ตะลุยถ้ำ Paradise cave & Dark cave

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
แม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่ความสนุกและความประทับใจ ยังคงอยู่มิรู้เลือน ลองเปลี่ยนเป็นเที่ยวธรรมชาติบ้าง เพราะโลกยังคงเป็นที่ที่อบอุ่น โดยเฉพาะที่นี่ Dong hoi...

Dong hoi Trip 13-16 Apr 2018

เคยไปไหม ดองฮอย...

หลายๆ คนถามว่า สงกรานต์นี้ไปเที่ยวไหน พอบอกว่าจะไป Dong hoi ก็มีตามมาทันทีว่า ห้ะ ที่ไหนเหรอ Dong hoi ไม่เคยได้ยินนะ? นั่นสิ เราเองก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันจ้า ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะว่าเจ้าซันไปเจอตั๋วราคาไม่แพงจาก sky scanner ซึ่งเป็น flight จากเชียงใหม่ โดยสายการบิน Jetstar ราคาไปกลับก็ประมาณ 4400 บาท และเวียดนามฟรีวีซ่าค่ะ

พยายามหาอ่านรีวิว ในพันทิปก็มีสักประมาณ 2-3 รีวิว ที่มีคนไป Dong hoi ต้องไปหาอ่านจากรีวิวของฝรั่ง ซึ่งก็ไม่ได้มีมากนัก พวกเราไปกัน 4 คน เป็นทริปเล็กๆ ประมาณ 3 วัน 3 คืน ช่วงวันหยุดสงกรานต์ จากนั้นเราก็เสาะหาที่พัก ก็ไปเจอที่นึง ชื่อว่า The Paddy Shack ก็เลยจองผ่าน booking.com ไปราคา 65 USD ต่อคืน เป็นบ้าน 1 หลัง ซึ่งคิดถัวๆ ต่อคนก็ประมาณ 500 บาทเท่านั้นเอง แล้วก็จองทัวร์ 2D1N จาก Trip Advisor สำหรับการไปเที่ยวถ้ำ ราคาต่อคน 4900 บาท และจองที่พักวันสุดท้ายที่ Bao Ninh Resort โดยที่นี่เราจองเป็นห้องพักคู่ 2 ห้อง ราคาคิดเป็นเงินไทยก็ 948.90 บาท ต่อห้อง เบ็ดเสร็จทั้งหมด 1898 บาทไทย โดยมี booking no คือ 1594902021 ทำไมเราต้องบอกถึง booking no. ด้วย เดี๋ยวคอยอ่านตอนจบว่าเป็นยังไง

เราเริ่ม Trip โดยเดินทาง 16.55 น.จากเชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม กับอีก 40 นาที ผู้ร่วมทริปนี้มีกันอยู่ 4 คน

เราเดินทางด้วยเครื่องบินลำนี้ของ Jet star pacific

ใกล้ถึงสนามบินที่ Dong hoi ละ มองลงไปข้างล่างเห็นบ้านเมืองเค้าเขียวไปหมด ธรรมชาติสุดๆ

ถึงละ สนามบิน Dong hoi เป็น international airport เชียวนะคะ โดยมีเครื่องบินของสายการบิน Jet star ที่บินมาจากเมืองไทย ลำเดียว สนามบินเป็นสนามบินเล็กๆ กระทัดรัด เราก็ทะยอยกันลงมาจากเครื่อง แล้วเดินเข้าไป

เข้าไปด้านในก็ต้องผ่าน ตม. กันก่อน แถวค่อนข้างแน่นมี ตม. 2 ช่อง แต่ใช้เวลาไม่นานเท่าใดนัก จาก ตม ก็มารอกระเป๋าที่สายพาน ซึ่งมีจำนวน 1 สายพาน

เราอาศัย wifi free ที่สนามบิน Dong hoi ส่งข้อความถึง คุณดวง (Mr. Duong) ซึ่งเป็นเจ้าของ The Paddy Shack ว่าเรามาถึงแล้ว เค้าก็ตอบมาทันทีว่า เค้ารออยู่ที่สนามบินแล้ว พอได้กระเป๋าแล้ว ออกมาก็เจอกับคุณดวงเลย  ตอนแรกเราคิดว่า เค้าจะขับรถมารับเรา แต่ไม่นะ เค้ามาโดยมอไซค์ แต่เค้าเตรียมแท็กซี่ที่สนามบินไว้ เพราะต้องขนกระเป๋าไปยังที่พักของเค้า ซึ่งไม่ได้ไกลจากสนามบิน ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำไป ขณะนั้นก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว ที่พักของเค้าน่ารักมาก เค้าบอกเราว่า บ้านนี้เป็นของ Grandmother ของเค้า และเค้าทำชั้นบนต่อขึ้นไป และตกแต่งทั้งหมดเอง หลังจากเอากระเป๋าไปเก็บยังที่พักแล้ว เค้าก็พาเราไปยังที่กินอาหาร เป็นร้านอาหารเล็กๆ อยู่ริมทะเล ให้ 2 คนนั่งรอ ส่วนเรากับเจ้าซันก็ไปกะเค้าเพื่อซื้อ Sim card และ แลกเงินดอลลาร์ที่เราแลกมาจากเซนทรัลแอร์พอร์ต เชียงใหม่ เป็นเวียดนามดอง (VND) นี่เป็นบรรยากาศในเมืองตอนประมาณทุ่มกว่าๆ

การซื้อ Sim card คุณดวงเค้าช่วยใช้ ID Card ของเค้าในการซื้อ Sim card จำนวน 3 sim ราคาทั้งหมด 15 USD เท่านั้น โดยเป็น sim ที่ใช้เฉพาะ Data หรือเฉพาะ internet เท่านั้น ได้มาคนละ 7 GB เชียวนะ แต่ทว่า ร้านแลกเงินในเมืองปิดหมดแล้วจึงยังไม่สามารถแลกเงินดองได้เลย เหตุที่เราไม่ได้แลกเงินดองมาจากสนามบินเพราะคุณดวงได้แนะนำให้มาแลกในเมืองจะได้เรทที่ดีกว่าสนามบินมากมายนัก สรุปว่าขณะนี้เรามีแต่เงินดอลลาร์ คุณดวงบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวเค้าจะเป็นคนจ่ายให้พวกเราหมดเลย แล้วเราค่อยจ่ายเค้าทีหลัง ห้ะ แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ

กลับจากในเมืองด้วยรถแท็กซี่ ซึ่งมีมากมายในดองฮอย พวกที่รออยู่ที่ร้านอาหารก็ชะเง้อชะแง้รอเพราะว่าไปกันนานมาก พอกลับถึงร้านก็พอดี อาหารมา เป็นอาหารทะเลที่สดมากกกก อร่อย กินกันแบบเยอะมาก จนอิ่มหนำสำราญ ซึ่งคุณดวงก็ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการไปสั่งอาหาร และแนะนำวิธีการรับประทานให้กับพวกเรา ซึ่งก็ไม่พลาดที่จะกินอาหารทะเลที่ห่อด้วยแป้งแผ่น จิ้มกับน้ำจิ้มสไตล์เวียดนามล้วนๆ ราคาอาหารมื้อนั้นคิดเป็นเงินไทยแล้วประมาณ 2400 บาท ซึ่งไม่แพงเลยกับสิ่งที่เรากินกันเข้าไป เรากินกันด้วยความหิวจนลืมถ่ายภาพอาหาร

อิ่มแล้วก็กลับเข้าที่พัก โดยรถแท็กซี่เหมือนเคย ก่อนกลับไป คุณดวงบอกว่าพรุ่งนี้เวลา 06.30 เค้าจะมารับเราไปกิน breakfast โดยเราจะปั่นจักรยานไป อยู่ไม่ไกลจากที่พัก จากนั้นทัวร์ที่จองไว้จะมารับเราเวลา 07.30 น. พอดวงบอกเช่นนั้นเราก็งง ว่าเอ๊ะ เค้าประสานงานกันยังไง ดวงเค้าบอกว่า พอเรา book ทัวร์ แล้วแจ้งทัวร์ว่าให้รับเราจากที่พักที่ The Paddy Shack ทัวร์ก็โทรหาดวงเลยว่า  ที่พักนี่อยู่ตรงไหนและนัดแนะเวลากันเรียบร้อย ขณะเดียวกันทัวร์เองก็ประสานงานกับซันทาง e-mail เกี่ยวกับการเตรียมตัว สถานที่ และเวลาที่จะมารับจากที่พัก ภาพ The Paddy Shack หลังจากเรากลับมาถึง

คืนนั้นเราก็พักผ่อนกันเต็มที่ และเตรียมกระเป๋าสำหรับพัก 1 วันไว้ ส่วนของที่ไม่ได้ใช้ ฝากไว้ที่บ้านพักนี่เลยเพราะคืนสุดท้ายก็กลับมาพักที่เดิมอีก บ้านพักของดวงมีห้องน้ำ 2 ห้อง ห้องนอน 2 ห้อง มีครัว และห้องนั่งเล่น สะดวกสบายมากๆ  อากาศเย็นสบายกำลังดี พวกเราตื่นกันแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปกินอาหารเช้า บ้านพักของดวงช่างเงียบสงบ และเย็นสบาย

ดวงมารับพวกเราตามเวลาที่นัดไว้  และเอาจักรยานออกมาให้พวกเราคนละคัน 

จากนั้น ดวงก็ขี่นำพวกเราออกไป และแน่นอนว่า เราเป็นคันรั้งท้าย (ขี่เก่งมาก) 

ปั่นตามกันมาเรื่อยๆ แป้ปเดียวก็ถึงร้านอาหาร เป็นร้านอาหารเล็กๆ ติดกับโรงเรียนที่คาดว่าเป็นโรงเรียนประถม  

ดวงสั่งอาหารคล้ายก๋วยเตี๋ยวน้ำให้พวกเรา กินกันคนละชาม อิ่มแล้วดวงก็จ่ายเงิน 555 

จ่ายเงินเสร็จแล้ว ดวงก็พาขี่จักรยานเข้าไปตามทางเล็กๆ ที่มีสองข้างทางเป็นท้องทุ่งสีเขียว และมีตัวควายเป็นองค์ประกอบ ธรรมชาติล้วนๆ

เด็กแถวนี้ท่าทางจะปั่นกันเก่งมาก

ชื่นชมธรรมชาติและความเขียวกันสักพัก ดวงก็ชวนกลับเพราะใกล้เวลานัดแล้ว

กลับถึงบ้านพัก รถของทัวร์ก็มารับเราพอดี หลังจากขนของขึ้นรถเสร็จ ก็ออกเดินทาง ทัวร์บอกว่าใช้เวลาประมาณ 45 นาที จากเมืองดองฮอยไปถึงอุทยานแห่งชาติฟองญา (Phong Nha National Park) โดยจะต้องแวะรับคนเพิ่มใน group อีกรวมๆ ก็ประมาณ 10 กว่าคน เราเดินทางกันโดยรถมินิแวนคันนี้

โดยเราซื้อทัวร์จาก Tripadvisor ทัวร์ก็คือ Phong nha discovery เป็นทัวร์ 2D1N ค่าทัวร์ 4900 บาทโดยจะรวมค่าอาหาร ที่พัก และค่าเข้าชมทุกที่  รถมาเรื่อยๆ ก็เข้ามาในเมืองและมาจอดรอกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จองไว้เช่นกัน ไกด์บอกว่าเราสามารถเข้าห้องน้ำได้ด้วย ก็เลยพากันไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางก็เจอของเล่น ซันไม่รอช้า เข้าไปเล่นซะหน่อย

ที่แรกที่ทัวร์พาแวะก็คือ  8 Ladies cave รถจะมาจอดจอดบริเวณจุดพัก โดยก่อนที่เราจะเข้าไปจะต้องทำการใส่ผ้าคลุมยาวๆ สำหรับคนที่ใส่ขาสั้นทั้งหญิงชาย ต้องใส่หมด ยกเว้นคนที่ใส่กางเกงขายาวมาไม่ต้องใช้  ไกด์ก็ทำการสาธิตวิธีใส่ให้

แต่งตัวเสร็จก็พากันเดินขึ้นดอยไปอีกนิดหน่อย

และก็มีสิ่งนี้อยู่ด้านขวา ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน

เด็กหญิงพีรัช ก็มา...ใส่กระโปรงยาวเชียว

เดินตามกันมาเรื่อยๆ ก็ถึงละ

ไกด์ซึ่งภาษาอังกฤษดีมาก ก็ได้อธิบายบรรยายให้พวกเราฟัง ฟังประวัติจากไกด์เหมือนว่าช่วงที่มีสงคราม ทหารสหรัฐทิ้งระเบิดลงมาทำให้มีหินหล่นมาปิดทางออกที่เป็นทางเดียวของถ้ำแห่งนี้ ขังผู้หญิง 8 คน โดยได้มีการพยายามช่วยเหลือ ส่งน้ำเข้าไปให้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยออกมาได้ ในถ้ำไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป ได้แต่มองจากด้านนอกเข้าไปเท่านั้น

สักพักก็เดินกลับลงมา

แล้วก็ไปรอที่จุดที่รถจอด ซึ่งจะมีเหมือนเป็นที่นั่งพักให้ด้วย มีห้องน้ำให้เข้า ก็จัดการธุระกันเสียให้เรียบร้อยเพราะว่ากำลังจะไป Paradise cave กันแล้ว

จากที่นี่ก็ไปถ้ำแรกก็คือ Paradise cave พอไปถึง ไกด์ก็ดำเนินการเรื่องตั๋ว แล้วก็แจกตั๋วให้พวกเราคนละใบ

จากนั้นเดินตามกันมายังทางเข้า ตรงนี้เลย

มีกฎระเบียบแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบ

เข้าแถว เดินตามกันไปเรื่อย ยื่นตั๋วให้กับเจ้าหน้าที่ทีละคน เรียงกันเข้าไป

ไกด์พาเดินเพื่อไปยังปากทางเข้าถ้ำ  ซึ่งการไปถึงตรงนั้น เราสามารถนั่งรถกอล์ฟไปก็ได้ แต่ไกด์บอกว่า เราเดินกันดีกว่า ขากลับค่อยนั่งรถ ก็โอเค้ เดินได้สบายมาก  แต่ก็เรียกเหงื่อได้เช่นกัน เพราะว่าทางเป็นทางแบบนี้จ้า

ใกล้ถึงทางเข้าละ ตรงนี้เป็นเหมือนที่พัก มีอาหารและน้ำดื่มรวมทั้งไอติมขายด้วย ไกด์บอกให้เข้าไปนั่งพักในนี้ก่อน รอเพื่อน

พอมากันครบ ก็นำไปที่ทางเข้า ถ้ำนี้มีทางเข้าและทางออกที่เดียวกัน นี่เลย เข้าไปทางนี้ 

ด้านในถ้ำ กว้างใหญ่โตมาก มีทางเดินลงไปถึง 5 ชั้น เราก็เดินลงไปตามทางเรื่อยๆ ชมความงามของหินงอกหินย้อย คือ มันอลังการมากๆ น่าอัศจรรย์จริงๆ ธรรมชาตินี่ สร้างอะไรแบบนี้ได้ยังไง  อากาศในถ้ำเย็นมาก

เดินชมความงามจนหนำใจ จนใกล้เวลานัด ก็เดินออกมายังจุดนัดพบ  พอครบทุกคนไกด์ก็พาเดินลงมาเพื่อไปขึ้นรถกอล์ฟ กลับเข้ารถของทัวร์ซึ่งเป็นมินิแวนเพื่อไปยังถ้ำต่อไปนั่นก็คือ Dark Cave กินข้าวกลางวันที่นี่  อาหารเป็นแบบเวียดนามสไตล์ เช่นเคย มีแป้งแผ่นให้ห่อผัก จิ้มน้ำจิ้มอร่อยเช่นเคย ที่นี่น้ำดื่มไม่ include ดังนั้นต้องหยิบน้ำออกมาจากรถของทัวร์ด้วยนะคะ

กินอาหารเสร็จก็พากันกลับมาที่รถของทัวร์เพื่อเอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนเป็น bikini อ้อ ลืมบอกว่า ทางทัวร์ได้ประสานงานไว้แล้วว่า การแต่งกายสำหรับ Dark Cave สำหรับผู้ชายให้ใส่ swim wear ส่วนผู้หญิงให้ใส่ bikini เค้าบอกว่าเป็น Regulaiton ของ Dark Cave  ซึ่งพวกเราก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้วเพื่อการนี้  สำหรับ Dark cave เค้ามีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้โดยแยกหญิงชาย  ห้องก็ไมไ่ด้มิดชิดอะไรมาก กั้นด้วยมู่ลี่ไม้ไผ่ ตอนเดินเข้าไปก็อึ้ง แต่ฝรั่งข้างๆ ถอดหมดทุกอย่างแล้วเริ่มใส่ bikini เห็นแล้วก็อึ้งอีก ว่าแล้วก็จกผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวก่อนแล้วก็ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้า 555 เราเตรียมพร้อม

พวกผู้ชาย เปลี่ยนบนรถเลย  พอเครื่องแต่งกายพร้อมก็มาที่ group แล้วก็รับเสื้อชูชีพจากไกด์มาใส่ จากนั้นใส่อุปกรณ์สำหรับ Ziplining ซึ่ประกอบด้วยสายรัดและตะขอ  ดูแล้วค่อนข้างปลอดภัยและรัดกุมมาก โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยในการใส่อุปกรณ์  เสร็จแล้วก็เดินมายังหอคอย  เดินขึ้นบันไดเวียนหอคอยเพื่อไปยังที่จะต้องปล่อยตัว  ฝรั่งที่ต่อแถวก่อนเราถามว่า เคย Ziplining มาก่อนไหม นี่ส่ายหัวอย่างเดียว เค้าบอกสนุก เค้าเคยไปที่ไหนสักที่ แต่เค้าบอกว่าสนุกมาก

ถึงคิวเราละก็เอาวะ เดินขึ้นไปยืนตรงจุดปล่อยตัว เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามาจากไหน พูดเวียดนามได้ไหม ชวนคุยโน่นนี่นั่น พอเค้าเอาตะขอเกี่ยวกะเชือกเสร็จ ก็บอกว่าเอนตัวมาข้างหลัง Relax แล้วก็ GOOOO นี่กรี๊ดดด แต่สนุกมากเลย ตัวเราลอยผ่านแม่น้ำสีฟ้า มีป่าไม้สองข้างฝั่งน้ำ ทิวทัศน์ที่ไม่เคยเห็น สวยสุดๆ กรี๊ดไป 1 ลูกยังไม่ถึงปลายทาง  ก็เลยกรี๊ดอีก 1 ลูก ก็เริ่มเห็นปลายทางละ มีคนรอรับอยู่ที่ปลายทางจริงๆ ด้วย แต่ทว่า ตัวเราเบา ไม่สามารถไปจนถึงสุดปลายเชือกได้ เค้าต้องใช้วิธีโยนก้อนน้ำหนักขึ้นมาตามเชือกให้เราเกี่ยวไว้ แล้วก็เค้าก็สาวเชือกดึงเราเข้าไป ถึงฝั่งโดยสวัสดิภาพ 555 ภาพนี้ถ่ายโดยซัน จะเห็นว่าเส้นทางนั้น ไม่เห็นจุดสุดท้ายเลย แต่วิวด้านข้าง สวยสุดๆ

คนที่ตามมาคือซัน และคนอืนๆ ตามลำดับ  ถ้าถ่ายจากด้านล่างขึ้นไป สภาพพวกเราก็คงไม่ต่างจากนี้

พอมากันครบแล้ว ไกด์ก็ให้ว่ายน้ำไปยังปากถ้ำ ระยะทางประมาณ 20 เมตร ก็ถึงละ คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นแบบเราก็เลยนั่งบนเรือ พวกก็เลยช่วยผลักเรือให้จนถึงปากถ้ำเลย

ถึงแล้วก็หยิบ Helmet เป็นหมวกนิรภัยที่มีไฟติดอยู่ข้างบนมาสวม คาดสายรัดให้พอดีกับคาง

แล้วก็เดินตามกันเข้าไปยังถ้ำ  เรียงแถวกันเดินเข้าไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละ

ก่อนที่จะเดินเข้าไปถ้ำจริงๆ ต้องถอดชูดชีพเสียก่อนค่ะ  ในถ้ำมืดมาก สมกับชื่อ Dark Cave มืดจริง อาศัยแสงไฟจากหมวก เดินตามกันไปเรื่อยๆ เส้นทางมีเพียงทางเดียว เดินไปเรื่อยๆ เพื่อกิจกรรม Mud Bath นั่นเอง และแล้วก็เข้ามาถึง บ่อโคลนลึกประมาณอกถึงคาง แต่ที่แปลกคือ มันลอย คือตัวเราลอยได้ ไม่จม ทีนี้พอลอยก็กลับมายืนยากมาก ไกด์บอกว่า โคลนทำให้ผิวดี ฝรั่งก็พากันเอาโคลนมาป้ายตามหน้าตา ตามตัว นี่ก็เลยถึงบางอ้อว่าทำไมการมาทีนี่จะต้องสวม bikini เพราะไม่งั้นโคลนก็จะติดตัวเราออกมาเยอะมากนั่นเอง คนที่สนุกที่สุดเห็นจะเป็นเจ้าซัน ดำผุดดำว่าย ไหลไปไหลมา

อยู่ที่บ่อโคลนสักพักก็ได้เวลากลับออกไป ตอนออกไปก็ต้องไปเป็นกลุ่ม เดินตามกันออกมา  จะถึงแอ่งน้ำขนาดใหญ่ก่อนออกจากถ้ำ ไกด์ให้เราล้างโคลนกันที่นั่น ก็พยายามล้างกันใหญ่  จากนั้นเดินกลับออกมาทางเดิม  หยิบชูชีพมาสวม  แล้วก็ถึงทางออกที่จะลงไปยังน้ำ 

ต้องถอดหมวกนิรภัย แล้ววางไว้สำหรับ Group ต่อไป  พอออกมาก็ว่ายน้ำอีกนิดหน่อย เพื่อพายเคือคายัค ไปเล่นกิจกรรมต่อ  

ดูระยะทางพายเรือประมาณ 200 เมตร ไม่ไกลมาก  แต่ปัญหามันอยู่ทีว่า พายกันไม่เป็นนี่สิ คือ ขำมาก พายไปก็วนอยู่ที่ดีเดิม เรือไม่ไปข้างหน้าเลย มีแต่เอียงไปมา หรือหนักสุดคือพายแล้วเรือไปข้างหลัง  อ้าว พอเรือถอยหลัง ผิด ผิด คนพายก็ทำการกลับด้านพายใหม่ คือพายจนเรือไปติดหินโสโครก ขำมาก ดูวีดีโอนี้เมื่อไหร่ก็ขำ สนุกจริงๆ

สุดท้ายก็พายกันไปถึงจุดหมาย  เราต้องขึ้นฝั่งกันตรงนี้เพื่อเล่นกิจกรรมกระโดดน้ำ ฯลฯ

บรรยากาศของนักท่องเที่ยวที่สนุกสนานกับการเล่นกิจกรรมต่างๆ พวกเรานะหรอ ไม่เล่นจ้า เพราะว่าคิวยาว 555

จากนั้นก็พากันไปอาบน้ำ  จะมีห้อง shower แยกหญิงชาย  ในห้องก็จะมีฝักบัวประมาณ 4-5 อัน ก็เข้าไปอาบกันทั้ง bikini อันนี้ธรรมดา ฝรั่งบางคน ถอดเลย คือไม่มีเขินอาย เรื่องปกติ งี้ แต่เราเกรงใจ อาบเสร็จก็ถอยตัวเองเข้าไปในห้องน้ำ ปิดประตูซะหน่อย จะได้เปลียนเสื้อผ้าสะดวก 555

ปิดท้าย Dark cave ด้วยภาพนี้ เป็นที่เที่ยวที่ประทับใจมาก เพราะได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และก็ทำได้เสียด้วย

และแล้วทัวร์วันที่ 1 ก็จบลงด้วยความสนุกและเหนื่อย  เค้าก็พาเราไปพักที่ Phong Nha Homestay ชื่อว่า Coco House Home stay ห้องที่จองไว้เป็นห้องใหญ่ พักได้ 4 คน ค่าห้องรวมในทัวร์แล้ว วันนี้เรากินอาหารเย็นที่นี่ซึ่งทัวร์ได้จัดรายการอาหารไว้ให้แล้ว ไกด์บอกเราว่าให้ไปแจ้งที่เคาน์เตอร์ว่าจะกินอาหารกี่โมงเค้าจะได้เตรียมไว้ให้พอดีเวลา

 ห้องพักค่อนข้างโอเค  แต่ที่โอเคมากก็คือ วิว  เพราะที่พัก ติดกับแม่น้ำ ชื่อว่า แม่น้ำซัน (Son River) วิวหลักล้านจริงๆ หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายกันอย่างละเอียดละออแล้ว  ก็ออกมา Slow life กันข้างนอก  และก็มี 2 คน พากันเดินไปชมเมือง เรานอนเปลญวน กินบรรยากาศ สักพัก ก็ถึงเวลาอาหารเย็น ก็โทรตามพวกที่ออกไปเดินเล่นว่าให้กลับมาได้ละ  อาหารเป็นอาหารกลางๆ ไม่ใช่เวียดนามสไตล์เท่าใดนัก แต่ก็อิ่มหนำสำราญกันดี พวกอยากกินโค้กก็เลยสั่งมากิน แถมกินข้าวเสร็จก็ตบท้ายด้วยไอติมอีกคนละโคน อิ่มอร่อยจริงๆ  หลังอาหารเย็น เราคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ Coco House ว่าจะขอเช่ามอไซค์ เพื่อไปเที่ยวยังหมู่บ้าน บอง ไล (Bon lai) เค้าก็รับปากว่าจะจัดหาให้จำนวน 2 คัน รอติดตามตอนที่ 2 เราจะไปเที่ยวหมู่บ้าน Bon lai สนุกมากมาย เจอกันตอนต่อไปหนา

ขอบคุณภาพจาก ซัน กิตติ และวรพจน์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel



ความเห็น (0)