บังกาปู 193 ตอนที่ 7

                                                                                                                                                                                                                                                     ..................อธิบายความเป็นมาของภูเขาเล็ก ๆ ข้างทางที่เห็นนั้น  ว่าเป็นเหมืองพลอยมีชื่อเสียง   เราพ่อลูกต้องลงจากรถ เดินถึง 200 กว่าเมตร  ไปขอความช่วยเหลือจากยามหน้าประตูถนนเข้าไปภูเขา   ยามออกมาดูที่รถและสอบถามว่าเราเป็นใคร มาจากไหน จะไปไหนในยามค่ำคืนเช่นนี้  ก็บอกไปตามจริงว่าเป็นคนไทย  มาบวชถวายกุศลให้พระเจ้าแผ่นดิน เช่ารถ ทัวร์กลับกรุงนิวเดลีเอง หลังลาสิกขาบถแล้ว  เมื่อยามรายงานเข้าไปในสำนักงานให้แจ้งตำรวจและแจ้งประวัติและจำนวนคนที่นั่งมาในรถให้หัวหน้าทราบ   หัวหน้าสั่งให้เสมียนในสำนักงานแจ้งเหตุให้ตำรวจทราบ แล้วให้ยามพาคนไทยในรถทุกคนเข้าไปหาหัวหน้าใหญ่    ผม กับลูกชาย  จึงถูกพาตัวเข้าไปยังสำนักงานเชิงเขาที่เห็นแต่แรกพร้อมกระเป๋าเดินทาง  เจ้าของเหมืองบ่อพลอยแห่งนี้ เป็นขาวอินเดียวัยกลางคน ออกมาพบกับสองพ่อลูก  สอบถามอีกครั้งว่าเป็นคนชาติใดมาทำอะไรที่อินเดียกกลางคืนดึก ๆ เช่นนี้ และจะไปไหนกัน  ผมก็ตอบไปตามความเป็นจริงเหมือนกับที่บอกยามไปแล้ว  แต่สังเกตได้ว่าผู้เป็นเจ้าของนี้   มองที่สร้อยข้อมือผมที่อาบังกาปูถอดออกจากมือเขามาใส่ให้ในวันที่ผมช่วยพาอาบังไปทำแผลที่โรงพยาบาลอออออจากการที่ที่อาบังถูกคนวิ่งชนหกล้มหัวแม่เท้าซ้ายฉีกเลือดออกเป็นทาง ๆ เมื่อสิบกว่าปี  ที่อาบังผู้นั้นถอดสร้อยนิลนี้จากแขนตัวเองมาใส่ข้อมือผมไว้เป็นการตอบแทนบุญคุณที่ผมช่วยทำแผล ให้เงินค่ารถกลับบ้านในครั้งนั้นให้เขาฟัง  ชายผู้นั้น  จับข้อมือผมขึ้นดูอย่างพินิจพิเคราะห์ หลายครั้งและขอถอดสร้อยออกมาสั่นกระดิ่งฟังเสียงหลายครั้งแต่ละครั้งก็เงี่ยหูฟังอย่างใกล้ชิด  หนำซ้ำยังเรียกเมียออกมาช่วยฟังอีกคนฟังแล้วต่างก็มองหน้ากัน สุดท้ายผู้สามีก็ พยักหน้ากับผู้ภรรยา ผู้ภรรยาก็ออกไป หายไปครู่ใหญ่ ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมสมุดปกแข็งเก่า ๆ เล่มหนึ่ง   มายื่นให้ผู้สามี ๆ  เปิดสมุดออกอ่าน........(ปรดรออ่านตอนที่ 8 ในตอนหน้า )                                     ......                                    .