หมู่นี้ข่าวเกี่ยวกับการทุจริตปะทุขึ้นมาในหลากหลายวงการ    บางเรื่องเหตุการณ์บ่งบอกอ้อมๆ ด้วยนาฬิกา     หลายเรื่องเป็นทุจริตแบบโจ่งแจ้ง เช่นหวยสามสิบล้าน ที่คล้ายๆ ตำรวจ (บางคน) เป็นโจรเสียเอง    เรื่องเงินช่วยเหลือคนจน ที่ทำกันเป็นขบวนการเกือบทั่วประเทศ    เรื่องเงินช่วยเหลือนักเรียนที่ข้าราชการ ซี ๘  สพฐ. ออกมาสารภาพว่าทำคนเดียว ซึ่งคนก็ไม่เชื่อ

ดูเสมือนว่าความทุจริตจะเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย    ไม่ใช่เป็นผลจากการที่ข่าวสารมีการเผยแพร่ได้กว้างขวางรวดเร็วเพียงอย่างเดียว    ผมเชื่อว่าทุริตเพิ่มขึ้นจริงๆ

ผมขอชี้ให้เห็นว่า สภาพที่สังคมไทยเรามีความซื่อตรงน้อยลง เป็นเพราะการศึกษาเป็นเหตุ   

วงการศึกษาไทยมีความไม่ซื่อสัตย์สุจริตรุนแรงกว่าภาพรวมของสังคมไทยหรือไม่ เป็นโจทย์วิจัยที่น่าทำมาก    เพราะหากคำตอบจากงานวิจัย (ที่น่าเชื่อถือ) บอกว่า “ใช่” เราจะได้ช่วยกันยกเครื่องวงการศึกษากันอย่างขนานใหญ่

เรื่องทุจิตที่กำลังฉาวโฉ่ ๓ เรื่องเกี่ยวข้องกับคนในวงการศึกษาทั้งหมด ในต่างรูปแบบ  ต่างบทเรียน 

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของบันทึกนี้    ที่บอกว่า การศึกษาเป็นต้นเหตุทำให้สังคมไทยมีความซื่อสัตย์น้อยลง   

แต่ต้องย้ำว่า คำว่า “การศึกษา” กับ “วงการศึกษา” มีความหมายแตกต่างกัน    โดยคำแรกมีความหมายกว้างกว่ามาก    หมายรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก  วงการศาสนา  สื่อมวลชน  และคนในสังคมทั้งมวล    ในความหมายนี้  “การศึกษา” หมายถึง “การเรียนรู้” และการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นในห้องเรียนเพียง 1/3 ของการเรียนรู้ทั้งหมด    ที่เหลืออีก 2/3 เกิดขึ้นที่บ้าน  จากการเสพสื่อ  จากการเล่น และทำกิจกรรมต่างๆ  และจากการปฏิสัมพันธ์ในสังคม

ผมขอฟันธงว่า สังคมไทยเราเอาใจใส่การศึกษาเพื่อความเป็นคนซื่อสัตย์น้อยเกินไป    และวงการศึกษาพิถีพิถันในการเลือกครูที่ไม่ด่างพร้อยเรื่องนี้ หรือพิถีพิถันน้อยเกินไปในการเลือกคนที่มีความเข้มแข็งด้านคุณธรรมจริยธรรมมาเป็นครู    รวมทั้งเมื่อพบว่าครูคนใดหย่อนด้านนี้ ก็ไม่เอาจริงเอาจังในการขจัดออกไป   ดังตัวอย่าง “ผู้อำนวยการ เมียจ๋า”

กลับมาที่สังคมไทยในภาพรวมกับการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีความซื่อสัตย์และคุณธรรมด้านอื่นๆ    ผมฟันธงว่า “ประเทศไทย ๔.๐” เกิดขึ้นไม่ได้ หากระดับคุณธรรมในสังคมตกต่ำ    ผมจึงถือว่าเรื่องนาฬิกาหรูเป็นเรื่องสำคัญต่อสังคมไทย    และในฐานะพลเมืองที่รักชาติบ้านเมือง ต้องช่วยกันกอบกู้สังคมออกจากความชั่ว  

เราต้องไม่โยนความรับผิดชอบไปให้วงการศึกษาเท่านั้น    เราทุกคน ในฐานะเป็นพ่อแม่  เป็นคนในวงการวิชาชีพ  เป็นนักประชาสัมพันธ์ เป็นนักสื่อสารภาคประชาชน (อย่างที่ผมกำลังทำอยู่นี่แหละ)  เป็นคนทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฯลฯ ต้องช่วยกันบ่มเพาะความดีงามขึ้นในเยาวชนคนรุ่นต่อไป    ด้วยการปฏิเสธความชั่วและการทำชั่วในรูปแบบต่างๆ    รวมทั้งช่วยกันเตือนสติซึ่งกันและกัน    อย่างที่ผมออกมาเอ่ยเรื่องนาฬิกาบ่อยๆ ก็เพื่อเตือนสตินี่แหละ   แต่จะเป็นการสีซอหรือไม่    ผมไม่ได้ใส่ใจ  

ความซื่อสัตย์สุจริตต้องเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหรือการเรียนรู้    และทุกภาคส่วนในสังคมต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตสำหรับไปเป็นพลังสร้างสรรค์ของแผ่นดิน  สู่ประเทศไทย ๔.๐   ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

 วิจารณ์ พานิช                       

๒๑ มี.ค. ๖๑