14 ปีความทรงจำและการเรียนรู้ จากงานชายแดนใต้ (ตอน 2)

   14 ปีความทรงจำและการเรียนรู้ จากงานชายแดนใต้ (ตอน 2)

การจะเป็นผู้สื่อข่าวที่ดี  มีคุณภาพได้นั้นต้องเป็นผู้มีความรู้ที่มากเพียงพอ ขอพูดซ้ำ..ความรู้ที่มากเพียงพอ..เท่าไหร่จึงจะเพียงพอ..ยิ่งในปัจจุบันที่มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีในการสื่อสารทำให้การบีบอัดข้อมูลได้ทีละจำนวนมากๆ   การตัดต่อ  ทำซ้ำหรือโอนถ่ายข้อมูลสะดวกและง่ายภายในเสี้ยวเวลาแค่กระพริบตา โลกยุค 4G , 5G ที่พลเมืองชาวโลกทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไม่จำกัด  ด้วยอุปกรณ์สื่อสาร   ดิจิตอลแบบพกพาที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้    การเกิดของนักข่าวพลเมือง (Citizen  reporter) ทำให้บทบาทของสื่อมวลชนลดลง  เมื่อใครก็สามารถหยิบอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาอย่างโทรศัพท์มือถือมาถ่ายภาพเหตุการณ์และอัพโหลดเข้าสู่โลกสาธารณะ ยิ่งถ้ามีความสามารถในการเขียนข้อความที่โดนใจ เร้าอารมณ์ถูกจริตกลุ่มคนต่างๆ  ก็สามารถสร้างเรตติ้งได้เพียงแค่ไม่กี่วินาที   สื่อมวลชนวันนี้จึงต้องปรับตัวคือทำหน้าที่เป็นสื่อกระแสหลักควบคู่ไปกับการสร้างตัวตนในลักษณะนักข่าวพลเมือง  มีแฟนคลับ มีคนติดตามจึงจะสามารถมีชื่อเสียง  มีตัวตนอยู่บนเวทีของการสื่อข่าวได้  ไม่เช่นนั้นก็จะค่อยๆ สูญหายไปจากสังคมเพราะถูกคลื่นของเทคโนโลยีที่โถมทับจนกลืนหายไป  มาถึงคำถามว่า.. “ผู้สื่อข่าวจะเอาความรู้มากจากที่ไหน  จึงจะมากเพียงพอ”  มีหลายวิธีด้วยกันที่จะต้องทำจึงจะมีข้อมูลที่มากกว่าประชาชนทั่วๆ ไป วิธีแรก  ที่ผู้สื่อข่าวมีโอกาสมากกว่าคนอื่นคือ "การเข้าถึงข้อมูลเชิงประจักษ์" ได้แก่  การมีโอกาสได้ลงพื้นที่ไปอยู่ในที่เกิดเหตุ  เข้าถึงสถานที่ที่มีการควบคุม  เข้มงวด  มีโอกาสได้พูดคุยซักถามกับแหล่งข่าว  สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงหรือบุคคลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการดำเนินการในเรื่องสำคัญ  ดังนั้นจุดนี้ผู้ที่เป็นนักข่าวก็ต้องใช้ความสามารถในการเป็นเหยี่ยวข่าวคือ  มีหูไว ตาไว ช่างสังเกต มีไหวพริบดี  มีจิตวิญญาณของการเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน (Watch Dog)  จมูกดีในการตรวจสอบ  ค้นหาความจริงในเรื่องต่างๆ ซึ่งวิธีการนี้ผู้ที่มีอาชีพนักข่าวต้องปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่วิธีการหาความรู้ในลักษณะนี้คงไม่เพียงพอ  การมองเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ตรงหน้าเพียงอย่างเดียวบางครั้งไม่สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ  ได้อย่างครอบคลุม  ผู้สื่อข่าวที่จะสามารถทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนได้เจาะลึก คงต้องมีวิธีหาความรู้ที่มากกว่าการลงพื้นที่  ดังนั้นการอ่านหนังสือ  การอ่านงานวิจัย  ค้นคว้าข้อมูลใหม่ๆ  การ  เปิดรับสื่อต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเป็นผู้สื่อข่าวในยุคปัจจุบัน ความแตกต่างอีกประการของผู้สื่อข่าวมืออาชีพกับนักข่าวพลเมืองคือวิธีการคิดในเชิงวิชาชีพ นักข่าวพลเมืองอาจรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมได้  แต่ถ้าเป็นผู้สื่อข่าวมืออาชีพจะต้องมีความรับผิดชอบ มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม  คำนึงถึงหน้าที่ของสื่อมวลชน  ไม่เพียงแค่รายงานภาพเหตุการณ์แบบผิวเผิน  แต่ต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่ตรวจสอบแล้วว่าเชื่อถือได้  เป็นความจริง  มีการกำหนดกรอบหรือแง่มุม (Frame  Setting) ที่ผ่านกระบวนการคิดแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม  ชั่งน้ำหนักแล้วว่าเหมาะสมจะให้สาธารณะได้รับรู้ในแง่มุมนั้น  ในห้วงเวลาของการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้เมื่อปี ๒๕๔๗  ที่ผู้เขียนต้องมีส่วนในการทำหน้าที่สื่อมวลชนของประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นมีเพียงสืื่อกระแสหลัก มีฟรีทีวี ๖ ช่อง  ในการวาดภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ปลายด้ามขวานให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้  เวลานั้นผู้เขียนมีอาชีพเป็นผู้สื่อข่าวสายทหารมาแล้ว  ๘ ปี  มีประสบการณ์ในวิชาชีพพอสมควร  แต่ยังถือว่าการรายงานข่าวหรือการเขียนข่าวที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องยาก มีความซับซ้อน  มีข้อมูลเฉพาะเท่าที่ตาเนื้อหรือตาของมนุษย์อย่างเราๆ เห็นไม่เพียงพอ จึงต้องค้นคว้าอ่านหนังสือ พบปะผู้คนหลากหลายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้  ข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์  ค้นหาและหาโอกาสเข้าไปรับฟังเวทีประชุม  สัมมนาทางวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องเท่าที่จะทำได้    ข้อมูลมากมายที่ได้รับจากทุกหนทาง  ถือเป็นข้อมูลดิบที่ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้  ต้องนำมากลั่นกรอง  คัดเลือก  จัดเรียงให้เป็นระบบ  แต่ยอมรับว่าที่มีน้อยมากน่าจะเป็นข้อมูลของ  ชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับตัวผู้เขียน  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ  ผู้เขียนก็เคยมีประสบการณ์มีโอกาสเดินทางไปทำข่าวยังประเทศอื่นๆ  ที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับประเทศไทย  แต่ก็ไม่เคยพบว่าความไม่เหมือนนั้นจะเป็นอุปสรรค  บางประเทศไม่เข้าใจภาษาไทย หรือไม่ได้สืื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากล  อวัจนะภาษาอย่างภาษากาย ภาษามือ  ท่าทางหรือรอยยิ้มก็สามารถ      เชืื่อมโยงคนทั่วโลกให้สื่อสารกันได้  การลงพื้นที่ทำข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของผู้เขียนจึงมีขีดจำกัดไม่สามารถสื่อสารหาข้อมูลจากคนในพื้นที่ได้ทั้งหมด  ที่คุยได้สะดวกก็จะมีเจ้าหน้าที่รัฐ  ชนชั้นนำทั้งทางด้านศาสนา  การศึกษา  การปกครอง  แต่ถ้าเป็นประชาชนนั้นจะมีคนไทยพุทธที่ไม่กลัวนักข่าว  มีจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าฟังและพูดภาษาไทยไม่ได้  ต้องสืื่อสารผ่านล่ามซึ่งส่วนใหญ่ชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครองในพื้นที่จะช่วยถามหรือสืื่อสารให้แทน  แต่พอชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องกลางบ้านปรากฏว่าทั้งบัง (พี่ชาย) และก๊ะ (พี่สาว) ก็กำลังนั่งดูละครโทรทัศน์จากฟรีทีวีแท้ๆ   อย่างไรก็ตาม..ต่อมากองทัพบกจึงมีนโยบายให้ทีวีช่อง ๕ ออกอากาศเป็นภาษามลายูท้องถิ่นบางช่วงเวลา  เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  แต่นั่นไม่ใช่การมีทีวีภาษามลายูท้องถิ่นเป็นครั้งแรกเพราะเมื่อก่อนกรมประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยก็เคยมีการออกอากาศโทรทัศน์เป็นภาษาท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ  เพียงแต่ภายหลังอาจจะด้วยนโยบายไทยเดียวหรือความยุ่งยากในการผลิตและไม่ได้รับความนิยมก็ทำให้สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์เลิกออกอากาศภาษาท้องถิ่นไป      


       

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จันทร์เจ้า

คำสำคัญ (Tags)#โทรศัพท์มือถือ#ชายแดนใต้#นักข่าวพลเมือง#มลายูท้องถิ่น#ผู้สืื่อข่าว#Citizen reporter#อุปกรณ์ดิจิตอล

หมายเลขบันทึก: 646489, เขียน: 16 Apr 2018 @ 15:45 (), แก้ไข: 16 Apr 2018 @ 16:06 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)