GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

กฎ 5 ข้อ สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

“Five Disciplines for Building a Learning Organization”
กฎ 5 ข้อ สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้
“Five Disciplines for Building a Learning Organization”
          องค์กรแห่งการเรียนรู้เกิดจากการเรียนรู้ของบุคคลในองค์กรกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ บุคคลเป็นผู้สร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเรียกการสร้างทักษะและความสามารถของบุคคลดังกล่าวว่า “กฎหรือวินัย: Discipline” ทักษะและความสามารถที่จำเป็นของบุคคลสำหรับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้มีดังนี้
กฎข้อที่ 1 : Personal Mastery(ทักษะในการพัฒนาตนเองเพื่อการบรรลุเป้าหมาย)
               Personal Mastery คือ การเรียนรู้เพื่อเพิ่มความสามารถส่วนบุคคล (Personal Capacity) ทำให้บุคคลนั้น ๆ สามารถสร้างผลลัพธ์ (Result) ที่ต้องการ รวมทั้ง สามารถทำให้ องค์กรมีบรรยากาศที่ส่งเสริมให้สมาชิกขององค์กรพัฒนาตนเอง เพื่อทำให้เป้าหมาย (Goal) และ วัตถุประสงค์ (Purpose) ที่ตนต้องการบรรลุผล
กฎข้อที่ 2 : Mental Models (โลกทัศน์)
               Mental Models คือ ภาพสมมติฐานหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเรา บุคคลอื่นและความเป็นไปของโลกที่ฝังลึกในใจเรา (Mental Models) จะคอยกรองสิ่งที่เราเห็นในทำนองเดียวกับกระจกเงาที่อาจสะท้อนภาพให้เกิดความบิดเบือนไปจากเดิม
กฎข้อที่ 3 : Shared Vision Building (การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม)
               Shared Vision Building คือ การสร้างสำนึกของความมุ่งมั่นของกลุ่ม ด้วยการร่วมกันพัฒนาภาพของอนาคตที่กลุ่มต้องการ จนได้ภาพที่มีรายละเอียดชัดเจนและเป็นภาพเดียวกันของทุก ๆ คน ตลอดจนร่วมกันพัฒนาหลักการ (Principle) และวิธีปฏิบัติ (Guiding Practice) ที่จะนำกลุ่ม ให้บรรลุอนาคตดังกล่าว
กฎข้อที่ 4 : Team Learning (การเรียนรู้ของทีม)
               Team Learning คือ กระบวนการที่ทำให้กลุ่มสามารถพัฒนาภูมิปัญญา (Intelligence) และความสามารถ (Ability) ของกลุ่มให้เกิดขึ้นมากกว่าผลรวมของภูมิปัญญาและความสามารถของสมาชิกแต่ละคน (Team Learning) ทำให้ความสามารถของกลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เพราะเป็นกระบวนการประสานและพัฒนาความสามารถของทีมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่สมาชิกของทีมต้องการอย่างแท้จริง
กฎข้อที่ 5 : Systems Thinking (ความคิดเชิงระบบ)
               Systems Thinking คือ วิธีการคิดและภาษาที่ใช้อธิบายและทำความเข้าใจ ปัจจัยต่าง ๆ ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของระบบ (Systems Thinking) ช่วยให้ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกระบวนการทางธรรมชาติและเศรษฐกิจ เป็นวิธีการที่ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น โดยทำให้มองเห็นเหตุ (Causes) และผล (Effects) ของ ปัญหาต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น เป็นผลให้สามารถกำหนดกลยุทธ์และแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น 

ที่มา http://www.ocsb.go.th/uploads/contents/20/attachfiles/F844_FiveRaw.pdf

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): km_class
หมายเลขบันทึก: 64642
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)