ผ่านไปอีก ๑ เดือน ผมต้องมานั่งทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมานั้น มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และมีสิ่งดีๆ อะไรให้คนอย่างผมได้ชื่นชมบ้าง

๑) การจัดการตัวเองกับความรับผิดชอบ : พบว่า

   ก. วันที่ ๒๕ และ ๒๖ พฤศจิกายน ผมได้ฝากให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองในชั้นเรียน โดยให้สมาชิกในห้องเลือกตัวแทนนักศึกษา ๑ คนทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนในชั้นเรียน และให้ผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเลือกผู้บันทึก ๑ คน (คุณลิขิต) เพื่อบันทึกบรรยากาศการเรียน สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและรายละเอียดเนื้อหาในห้องเรียนทั้งหมด โดยให้ผู้ที่ไม่ถูกเลือกเป็นผู้รายงานความรู้จากการค้นคว้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับความรู้จากกลุ่มอื่นๆ สิ่งที่ผมบกพร่องคือ ผมได้ปลีกตัว (ขออนุญาตผู้เรียนก่อน) ไปศึกษางานที่ ม.เกษตรฯ เกี่ยวกับงานวิจัยด้านเศรษฐกิจพอเพียง  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผมปล่อยให้ผู้เรียน จัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และผมได้ความรู้จำนวนหนึ่งที่จะนำไปบอกกับนักศึกษาในกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากหัวข้อในชั้นเรียนที่ผ่านมาคือ การสร้างสันติสุขส่วนบุคคลและส่วนสังคม ซึ่งผมจะต้องสรุปให้ฟังพร้อมทั้งยกตัวอย่างในเรื่องที่ไปสังเกตเรียนรู้นั้นให้กับนักศึกษากลุ่มนี้

   ข. ผมได้เขียนบทความอันหนึ่งค้างไว้เมื่อประมาณกลางเดือน บทความนี้ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว จะรวมให้เป็นเล่มหนึ่งภายใต้ชื่อว่า คนเลือกเกิดไม่ได้จริงหรือ ๓ ปีที่ผ่านมา เพิ่งเขียนได้เพียง ๒ บท พอมาเริ่มบทที่ ๓ ผมต้องค้างไว้ ทั้งที่รู้ดีว่า การทำอะไรค้างไว้นั้น จะส่งผลเสียต่อการสานต่อในภายหลังเสมอ กว่าจะสานต่อได้ต้องปรับอารมณ์และความรู้สึกใหม่กว่าจะเข้าร่องเข้ารอย นั่นเอง นัยมงคลชีวิตจึงบอกว่า การทำงานคั่งค้างไม่เป็นมงคล เหตุที่ต้องค้างไว้เพราะต้องรีบเร่งมารับงานจากหัวหน้างาน เกี่ยวกับการร่างโครงหนังสือเพื่อเขียนเป็นตำรา ผมใช้เวลาประมาณ ๕ วันในการค้นคว้า (น้อยมากกับเวลา) จากห้องสมุด ผมพบว่า อะไรก็ตามที่ถูกจำกัดด้วยเวลา เป็นการยากยิ่งที่จะให้เกิดความสมบูรณ์ เมื่อได้โครงจำนวนหนึ่ง ต่างคนก็นำมาเข้าที่ประชุม และสังเคราะห์เป็นโครงใหม่ ซึ่งก็มีร่องรอยของผมอยู่มาก ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ประชุมปรับโครงอยู่ ๒ วัน และเมื่อวานต้องมาเริ่มทำใหม่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัยเลือกให้ซึ่งก็คือหัวหน้ากลุ่มที่ไม่ได้ร่วมประชุมจากการเขียนโครงครั้งก่อนเข้ามาชี้แนะ ดังนั้น เวลาที่ผ่านไปถือว่าสูญไป แต่ที่ได้คือ ผมได้คิด ได้เขียน ได้ค้นคว้า ถือเป็นการเรียนรู้ เมื่อคืนจึงนั่งเขียนโครงใหม่ ประเด็นที่เกิดข้อพิพาทในใจคือ โครงเดิม ผมเข้าใจว่า คำอธิบายรายวิชาที่ทางหน่วยงานกลางให้มานั้น เราต้องมาตีให้แตกจากนั้นจึงตั้งเป็นประเด็นสำคัญ กว่าปัญญาน้อยๆ ของผมจะคิดได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร ที่ประชุมก่อนนั้นคิดว่า ควรเป็น ๑๓ บท เพื่อให้สอดคล้องกับ ๑๕ สัปดาห์ แต่เมื่อวาน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อย่าไปทำอะไรให้ยาก เขียนใหม่ตามลำดับคำอธิบายรายวิชา โดยตัดคำอธิบายรายวิชาเป็นหัวข้อๆ ไป จึงได้เป็น ๘ หัวข้อ ท่านให้เหตุผลหลักคือ เพื่อง่ายต่อการประเมินในภายหลัง และแล้วผมก็ทำเสร็จ แต่วัดไม่ได้ว่าดีหรือร้ายอย่างไร

   ค. ช่วงนี้ผมกำลังคิดอะไรบางอย่าง และคิดตลอดเวลานอกจากเรื่องตำราที่จะต้องร่วมกันเขียน แต่ใจหนึ่งไม่ค่อยจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเรายังไม่เห็นหนังสือแต่งตั้งเป็นกรรมการเขียน เห็นแต่เพียงหัวหน้ากลุ่มผู้เขียน และหัวหน้ากลุ่มผู้เขียนก็คือผู้เชี่ยวชาญภายนอก เรื่องนี้ให้นึกแปลกใจพอสมควร แต่อย่าไปคิดอะไรมาก สิ่งที่ต้องคิดมากคือ ผมจะวางแผนข้างหน้าอย่างไรดี ในเมื่อผมต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย ผมจึงถามอาจารย์นิสาว่า "ผมมีความสามารถพอหรือไม่กับสิ่งที่จะเดินไป" ถ้าคำตอบคือ ชีวิตคือการเรียนรู้ และชีวิตพัฒนาได้ นั้นผมย่อมมีความสามารถ "เดินๆ ๆ ถ้าหวังก้าวหน้าขอให้พากันเดิน...." เพลงนี้ผมฟังตั้งแต่เด็ก ว่าถ้าหวังก้าวหน้าต้องพากันเดิน

๒) การจัดการตัวเองกับการส่งเสริมสุขชีวิต เดือนนี้ผมเริ่มตั้งใจมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเช้าวิ่งไม่ไหวเพราะเจ็บน่อง เมื่อวานวิ่งมากเกิน ผมมีความรู้สึกว่า สมองของผมมันตึงแปลกๆ อาจารย์วุฒินันท์ บอกว่า การวิ่งทำให้เราหยุดคิดอะไรบางอย่าง ดูสกั้งสิ  ผมก็บบอกว่าใช่ ผมชอบหนังเรื่องนี้ นายสกั้งเขาวิ่ง ส่วนเป้าหมายและแรงขับของการวิ่งมันมี เพียงแต่เราเอ่ยถึงไม่ได้ เพราะไม่มั่นใจว่านั้นคือเป้าหมายตามความคิดของสกั้งหรือไม่ และวันหนึ่งเขาก็หยุดวิ่ง ผมได้ข้อคิดว่า การทำอะไรสักอย่าง ต้องบ้าให้ถึงที่สุด (สุดโต่ง) จึงจะประสบความสำเร็จ นี้เป็นวัฒนธรรมฝรั่ง ทีนี้มาย้อนดูสายพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเคยสุดโต่งถึงกับเกือบสิ้นลม แต่พระองค์บอกว่า ไม่ใช่ทางที่จะให้บรรลุเป้าหมาย เราจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไรดี ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หรือว่าสุดกำลังแรงเกิด งานบางอย่างต้องวิ่งสุดแรงเกิดเพราะเวลามันจำกัด หากมัวอ้อยอิ่งจะตามไม่มัน แต่เต่าก็ยังประสบความสำเร็จได้กว่ากระต่าย หรือว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความคิดของคนเชื่องช้า เดือนนี้นอกจากผมหันมาวิ่งแล้ว ผมก็เริ่มเอาของเก่ามาให้กับตัวผมเอง นั่นคือนั่งสงบจิตเท่าที่เวลา ความรู้สึก บรรยากาศจะมีให้ได้ ในด้านของอารมณ์ ถ้าเกิดมันเริ่มจะฉุนๆ ขึ้นมา ผมต้องเตือนตัวเองว่า ฉุนไปทำไม มีประโยชน์อะไร บางคนถามว่า คุณโกรธหรือ ผมก็ตอบว่า โกรธให้โง่หรือ ข้อคิดคือ จงมองเป้าหมายที่จะไปเท่านั้น ระหว่างทางอาจมีอะไรหลายอย่างดึงเรา แต่นั้นเป็นเพียงดอกไม้ ขวากหนาม ก้อนหินและสายลม

ขออนุโมทนาให้กับตัวเองที่พยายามทำสิ่งดีให้กับชีวิตที่พ่อแม่ให้มา และสิ่งที่บกพร่องไป ผมจะพยายามทำให้ดีต่อไป