ในขณะที่กำหนดรูปในอริยา่บถใดก็ตาม อันความนึกคิด และการฟุ้ง ความรำคาญ จะเกิดขึ้น โดยมากเป้นอารมณ์ที่คิดถึงอดีตและอารมณ์ที่ชำนาญ ขณะนั้นการกำหนดรูปไม่เผลอความคิด และฟุ้งเกิดขึ้นไม่ได้แต่ก็เป็นบางคราว บางคราวเกิดขึ้นได้ ดังนี้<p> ผุ้ปฏิบัติกำลังดูอาการของรูปนั่งอยู่อย่างไม่เผลอเลย และเป็นเวลกกำหนดได้ผลดีอยู่ขณะน้นนามคิดเกิดขึ้น ความไวของสติสัมปชัญญะได้กำหนดนามคิดนั้นพร้อมกับการเกิดความคิดขึ้นนั้น มีความรุ้สึกอย่างแรง ความเสณ้าสลดใจจะเกิดขึ้นอย่างแรง (ทัน) </p><p> ดังนั้น เหตุผลในการกำหนดอารมร์วิปัสสนานี้จึงชี้ให้เห็นว่า การกำหนดนามทางใจก็ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะของอริยาบท ๔ จำพวกนามทางใจนี้ ถ้าเผลอจากการกำหนดรูป เป็นโอกาสให้นามคิด นามนึกและฟุ้งเกิดขึ้น เลยเตลิดออกไปจากการกำหนดที่รูปหรือนามในขณะนั้น ถ้าผูปฏิบัติวปิัสสนานี้แสดงให้เห็นว่า อิริยาบถ ๔ คือ นอน นั่ง ยืน เดินเป็นสำคัญที่สุด ดังได้แสดงมาแล้ว การกำหนดนามทางตา หู กาย ใจอย่างใดอย่างหนึ่งและรูปทางจมูก ลิ้น กายและรูปในอริยาลบถย่อยเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะในอิริยาบถใหญ่ ๔ เท่านั้น การกำหนดอารมณ์วิปัสสนานี้ เมื่อเข้าใจก็ต้องทำถูกต้องในอริยาบบถใดอริยิยาบถหนึ่งแล้ว ก็มีความเข้าใจในอริยาบถอื่นเช่นเดียวกันเพียงแต่ต่างอาการเท่านัน และอริยาบพใหญ่ ๔ อย่างนี้เป็นสถานที่สร้างควมชำนาญความไวของสติ สัมปชัญญะ วิริยะ และสมาธิให้สมบูรณ์ หรือให้ชินเคยคล่องแคล่วในการกำหนดอารมณ์ทุกทวาร และทุกอิริยาบถ ทั้งรุปและนาม กับทั้งเป็นการรูแนวทางที่จะเข้าถึงรูปนามได้ </p><p> การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐานนี้ เมื่อทำการกำหนดจนถึงภาวนามยปัญญา มีสตมยปัญญา และจินตมยปัญญา เป้นปัจจัยให้เกิด หมายความว่า สตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา เป็นผุ้รู้อนุมาน และอนุมานใกล้เคียง ส่วนภาวนามยปัญญา เป็นผุ้รู้สภาพความจริง ถ้าปฏิบัตินั้นไม่ถึงชั้นภาวนามยปัญญา จะไม่รู้ความจริงในเรื่งอของรูป นาม จะรู้ได้เีพยงอนุมานของรูปว่า มีอาการอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้น</p><p> หมายเหตุ การฟุ้งและความคิดต่างดๆ ตลอดถึงทุกอย่างที่เป็นนามเกิดทางใจ ล้วนแต่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาทั้งสิ้น ถ้าไม่รู้ จะเป็นเครื่องกั้นความดี ถ้ารู้ จะให้คุณมากหลาย ถ้เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัตแล้ว และผุ้นั้นเคยเห็นรูป นามมาแล้ว คือโดยผุ้นั้นมีสติสัมปชัญญะเจริญขึ้นถึงภาวนา ผุ้ปกิบัตินั้นจะรู้เท่าทันเรื่องของปรูป นามที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง</p><p> แต่ทั้งนี้ นามคิด นามฟุ้ง และรำคาญ อยาก โกรธ ก็สามรถเกิดขึ้นแ่ผุ้นั้นได้ นามเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอารมณ์ให้ผุ้ปิบัติกำหนดรูปเป็นกัมัฎฐานเสมอ ยิ่งฟุ้ง ยิ่งกล่้ม และคิดนึกมากเท่าไร ก็ย่ิงทำให้ผุ้ปกิบัติเกิดปัญญารู้เท่าทันนามเหล่านั้น การฟุ้งเป็นต้นจึงเป็นประดยชน์แก่ผุ้ปฎิบัติได้มากเฉพาะผู้ที่เข้าใจ แต่ทว่าผุ้ปกิบัตินั้น กำหนดรูปก็ดีนามก็ดี ที่เกิดขึ้นดังกล่าวแล้วนั้นก็ดี เมื่อกำหนดอาการของรูปและนามเหล่านัี้น มีความรู้เห็นอาการของรูปและนามและเข้าใจว่าทำถูกแล้วก็ดี จะเกิดความยินดี เมื่อมีความยินดี เกิดขึ้น ตัวมานะ ปรากฎเด่นขึ้น แล้ว กามราคะจะเกิดขึ้นติดตามมา</p><p> ถ้าผุ้ปฏบัตินั้นไม่รู้ทัน พึงเข้าใจว่า จินตญาณ ภาวนาญาณ บังไม่เกิดแก่ผุ้นั้น ถ้ารู้ทันสาภวะ ที่เกิดขึึ้น แต่ละขณะ ได้ผลคือ ความรู้เท่าทันความจริง และจะรู้วิ๔ีทางเดินของการปกิบัติไปสู่ธรรมชั้นสูงต่อไป</p><p> นามผุงเกิดแก่ผุ้ปฏิบัติคร้งแรก นามฟุ้ง นามคิด เหล่านี้เป็นเครื่องทำลายจิตใจผุ้ปฏิบัติ เรพาะไ่รุ้ว่าเป็นตัวกัมมัฎฐาน (อารมณ์) ก็จะปล่อยให้อำนาจยิวรณ์ธรรมเข้าข่มขี่ทนไม่ไหวออกจากห้องไป ความสำคัญในการปฏิบัติขึ้นแก่ความเข้าใจ และ้วปฏิบัติ๔ุกต้องถ้ายังไม่เข้าใจก็คือทำไม่ถุก… บางส่วนจาก วิปัสสนากัมมัฎฐาน แนวปฏิบัติ มีรูป นามเป็นอารมณ์</p><p> </p>
สรุป (วิธีการปฎิบัติสาย รูป นาม)
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
