คำถามคาใจผมมาตลอด..ที่ผมพยายามหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาเด็กในปีต่อไป..นั่นก็คือ..เมื่อรู้ว่าเขาเป็นเด็กพิเศษ..เราได้สอนเขาด้วยวิธีพิเศษหรือยัง?

        ๒๓  มีนาคม  ๒๕๖๑ นักเรียนทุกชั้นมาโรงเรียนเป็นวันสุดท้าย..ก่อนจะมาอีกครั้ง..ในวันประชุมผู้ปกครอง ศุกร์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑..

        ในวันนั้น..นักเรียนจะได้รับทราบผลการเรียน รับเงินฝากออมทรัพย์และอาหารเสริม(นม) ส่วนผู้ปกครองจะได้พบครูประจำชั้น และรับทราบแนวนโยบายของโรงเรียน

        ก่อนจะถึงวันประชุมฯ..จะเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ป.๖ ไปสมัครสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.๑ ในโรงเรียนมัธยมฯประจำอำเภอ..

        ผมทำแบบนี้..มาทุกปี ไม่มีงาน”บัณฑิตน้อย” ไม่มีกิจกรรมอำลาอาลัย เพราะไม่มีสิ่งใดต้องเศร้าโศกเสียใจ ทั้งครูและนักเรียน..ได้ทำหน้าที่ของตนเต็มที่แล้ว..

        ยิ่งเรียบง่ายเท่าใด..ก็จะยิ่งรู้สึกเป็นโรงเรียนที่พอเพียงจริงๆเสียที ที่ไม่ต้องเบียดเบียนตัวเองและผู้ปกครอง..ทุกสิ่งทุกอย่างเดินไปตามครรลองที่เหมาะสม..

        ภาพรวม..ของปีการศึกษา ๒๕๖๐ ที่กำลังจะผ่านไป ประเมินดูแล้ว เหนื่อยน้อยกว่าปีที่ผ่านมา..แต่ถ้าจะหนักใจ..ก็มีอยู่ชั้นเดียวที่ต้องทำใจมาตลอดทั้งปี นั่นคือ ป.๖...

        ในรอบ ๑๐ ปี..ป.๖ รุ่นนี้..ไม่เหมือนทุกรุ่นที่ผ่านมา..เรียนอ่อนที่สุด ผมต้องปลอบใจตัวเองอยู่เสมอ..ว่าต่อไปนี้..จะไม่มีเด็กแบบนี้เหลืออยู่ในโรงเรียนอีกแล้ว...

       แค่ปลอบประโลมใจคงไม่พอ..ผมต้องเก็บข้อมูลเอาไว้ ว่ามีปัจจัยใด ที่ทำให้ผลผลิตป.๖ ปีนี้..ไม่ดีเท่าที่ควร..ถึงแม้ผลการสอบโอเน็ตยังไม่ออกก็ตาม..

        ป.๖..มีทั้งหมด ๙ คน..มีทุกรูปแบบ..มีทั้งพ่อแม่ติดยาเสพติดและหย่าร้าง บางคนมีปัญหาแล้วย้ายมาจากโรงเรียนอื่น และบางคนเรียนรู้ช้า สมาธิสั้น (LD)..

         ที่สำคัญอย่างยิ่ง..เด็กเหล่านี้..เมื่อ ๔ – ๕ ปีก่อน..อยู่ในช่วงที่โรงเรียนวิกฤติ “ขาดครู”อย่างหนัก..บางช่วงบางตอน การเรียนรู้ของนักเรียนจึงถูกทอดทิ้ง อย่างช่วยไม่ได้

        ผมรู้สึกเมตตาและสงสารพวกเขามาตั้งแต่ชั้น ป.๕ ..แต่ด้วยบทบาทที่ต้องอำนวยการและมีหน้าที่นิเทศติดตาม จึงต้อง..จริงจังและขับเคี่ยว..เพื่อให้เด็กฮึดสู้..

        จึงเป็นรุ่นพิเศษ..ที่ใช้เวลาซ่อมเสริมและเติมเต็มมากที่สุด ตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แม้จะไม่ค่อยเห็นพัฒนาการเท่าที่ควร..แต่ครูทุกคนก็ระดมสรรพกำลังกันอย่างเต็มที่..

        โดยมีเป้าหมายหลักๆอยู่ที่..ความไม่รู้..ที่ออกอาการหนัก..จะได้เป็นเบา ไม่เป็นปัญหาแก่ครอบครัวและสังคม หากเรียนต่อ..จะได้ไม่ออกกลางคัน..

        บางครั้ง..ผมก็ลืมเลือนเรื่องผลสัมฤทธิ์โอเน็ตไปโดยปริยาย..ท้ายที่สุด..ผลออกมายังไงก็ได้..เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว คงหนีความจริงไปไม่พ้น...

            ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ..พื้นฐานเด็กแต่ละปีไม่เหมือนกัน และเด็กก็มาจากครอบครัวที่มีปัญหา..น่าสงสารอยู่แล้ว..จึงไม่ต้องคาดหวังด้วย..คะแนน..

            และไม่ต้องนำคะแนนมาเป็นเครื่องชี้วัด..คุณค่าและความสำเร็จ..ในตัวเขา มันจะทำให้กดดันทั้งครูและนักเรียน ตลอดจนไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องของการเรียนรู้ในยุคนี้..

            คำถามคาใจผมมาตลอด..ที่ผมพยายามหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาเด็กในปีต่อไป..นั่นก็คือ..เมื่อรู้ว่าเขาเป็นเด็กพิเศษ..เราได้สอนเขาด้วยวิธีพิเศษหรือยัง?

            สิ่งที่น่าภูมิใจมากของเด็ก ป.๖ รุ่นนี้..ก็คือ..ความรับผิดชอบ..ในงานที่ครูมอบหมาย งานนั้น..จะออกมาดีหรือไม่..แต่ครูพบว่า..เขาทำสุดความสามารถแล้ว..

            บ่อยครั้ง..ที่ผมพานักเรียนป.๖ ไปเรียนรู้และปฏิบัติ..นอกห้องเรียน..ทั้งงานเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์..งานพัฒนาอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม..ครูทุกคนต่างยอมรับ..

            ทำเป็นตัวอย่างให้น้องๆได้ชื่นชม สมกับที่เป็นรุ่นพี่ มีความคิดสร้างสรรค์งานเหมือนผู้ใหญ่..ทำงานด้วยความรักความสนใจ..ไม่เคยสร้างภาระให้แก่ครู..

           วันนี้..เด็กป.๖ รุ่นนี้..กำลังจะไปต่อ..นอกเหนือจากมุมมองใหม่ ที่ผมมองด้วยความรักความเข้าใจ..ให้อภัยและเมตตา..ไม่ถือสาแม้ว่าเขาจะเรียนไม่เก่ง..

           แต่เชื่อว่า..เด็กทุกคนเอาตัวรอดได้ ด้วยทักษะที่เขามี เป็นเครื่องมือสำคัญแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต..เพราะเด็ก ป.๖ รุ่นนี้ทุกคน..อ่านคล่อง และหลายคนเขียนได้ดีด้วย..

            สักวัน..วัฒนธรรมในการวัดและประเมินผลการเรียนจะเปลี่ยนไป การตีค่าคนด้วยข้อสอบและคะแนน(เกรด)..จะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องอีกแล้ว..

            ผมขอเพียง..เด็กป.๖ รุ่นนี้..ประสบพบเจอ..วิถีแห่งการเรียนที่ถนัดและสนใจ กล้าที่จะเรียนรู้สู้สิ่งยาก..และมีความพยายาม..”ความสำเร็จ” จะอยู่ไม่ไกลเลย..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๔  มีนาคม  ๒๕๖๑

           

 

       <p></p><p></p>        <p></p><p></p><p>
</p><p></p><p>
</p><p></p><p>
</p><p></p> <p></p>