คนจะเป็นครูไ้นั้น จิตวิญญาณและใจรักเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้รับบริการคือเด็กเขาต้องการความเมตตา

ฉันไปเยี่ยมคนรู้จักซึ่งทำงานสอนในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง (ครู+นักเรียนรวมกันไม่เกิน 120) เราคุยกันนานจนเด็กๆเริ่มทยอยตั้งแถวมาทานข้าว กับข้าวหม้อใหญ่เป็นไข่พะโล้ของโปรดของเด็กๆ เด็กๆทุกคนมีห่อข้าวเล็กๆสำหรับตัวเอง แต่จะได้กับข้าวเพิ่มจากทางโรงเรียน 

สักครู่มีเสียงดังแว่วผ่านหูฉันว่า "ใครไม่ห่อข้าวมาไม่ต้องมาเอา" เมื่อเพื่อนของฉันตักแกงให้เด็กๆเสร็จ จึงมีโอกาสได้คุยกัน 

ฉัน : อ้าวเด็กต้องมีข้าวเท่านั้นหรือจึงมารับแกงได้

เพื่อน : อืม เดี๋ยวมันจะกินแต่กับเล่น

ฉัน : เอ้า แบบนี้ก็แย่สิ ไม่มีข้าวแถมไม่ได้กินอะไรเลยด้วย

เพื่อน : โอ้ยยให้ไม่ไหวหรอกมึง เดี๋ยวมันก็ไม่พากันห่อมา มาเอาแต่กับไปกิน ไม่ใช่โรงทานนะมึ'

ฉัน :    . . .


โปรดรู้ไว้เถิดว่าการห่อข้าวของเด็กในชนนบทที่พ่อแม่ต้องไปรับจ่างแต่เช้ามืดนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆบางบ้านข้าวสารไม่เหลือพอกรอกหม้อด้วยซ้ำ ระยะทางหรือแม้กระทั้งหม้อหุ้งข้าวก็เป็นอุปสรรคนะ แต่ส่วนใหญ่เด็กๆหุ่งข้าวเป็นตั้งแต่ ป.2 ป.3 แล้ว ซึ่งจะอย่างไรก็ตามที่สุดแล้วเราที่เป็นครูไม่ใช่หรือ เป็นพ่อแม่คนที่สองเป็นที่ปรึกษานอกจากคนในครอบครัวไม่ใช่หรือ ที่จะต้องเป็นที่พึ่งให้กับเขา นอกจากเราจะไม่ใช่เพราะตั้งใจมาแค่ตักตวงและใช้อาชีพนี้เป็นฐานสู่ความสำเร็จอื่นที่วางไว้ใช่ไหม หากคิดเช่นนั้นอย่าได้เห็นแก่ตัวอีกเลยโปรดออกไปหาช่องทางของท่านเถิด ไข่ฟองเดียวยังห่วงได้ เห็นแก่ตัวเป็นครูไม่ได้หรอกนะเลือกใหม่เถอะ ...เพราะการสอบบรรจุไม่ได้วัดค่าของจิตวิญญาณครู