https://goo.gl/oF5SZD<p>พุทธวิธีในการสอน </p><p>ดร.ถวิล  อรัญเวศ </p><p>รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4 </p><p>บทนำ </p><p>        เราคงได้ยินบทสวดที่ว่า  สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (พระพุทธจ้าทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย — the teacher of gods and men) </p><p>         อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำโดยง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่นพึงตั้งธรรมห้าอย่างไว้ในใจ คือ </p><p>        1. เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ </p><p>        2. เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ </p><p>        3. เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา </p><p>        4. เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส </p><p>        5. เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น      (องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๕๙/๒๐๕)</p><p>       พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระบรมครู ยอดครูของผู้สอนคน พระองค์ทรงมีหลักการในการสอนมากมายหลายหลักการ ที่เรียกกันว่า “หลัก 4 ส” เพราะแต่ละข้อขึ้นด้วยอักษร ส คือ </p><p>           1. สันทัสสนา อธิบายให้เห็นชัดแจ้ง เหมือนจูงมือให้มาดูด้วยตาพูดอธิบายให้ผู้ฟังแจ้งจางปาง ไม่มีข้อสงสัยว่าอย่างนั้นเถอะ เรียกสั้นๆ ว่า “แจ่มแจ้ง”</p><p>          2. สมาทปนา ชักจูงให้เห็นจริงเห็นจังตาม ชวนให้คล้อยตามจนยอมรับเอาไปปฏิบัติ เรียกสั้นๆ ว่า “จูงใจ” </p><p>          3. สมุตตเตชนา เร้าใจให้เกิดความกล้าหาญ มีกำลังใจ มั่นใจว่าทำได้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคที่พึงมีมา ไม่ว่าจะใหญ่และยากสักปานใดก็ตามเรียกสั้นๆ ว่า “หาญกล้า” </p><p>          4. สัมปหังสนา มีวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้ฟังร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนพึงได้รับจากการปฏิบัติ เรียกสั้นๆ ว่า “ร่าเริง” </p><p>         มีเรื่องเล่าจากพุทธประวัติว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ไม่นาน พระองค์ทรงพิจารณาด้วยพระองค์เองว่า หลักธรรมที่ได้ตรัสรู้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน ยากที่คนจะเข้าใจได้ แต่ก็ทรงเห็นว่า ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เคยไปบำเพ็ญเพียรกับอาฬารดาบส กาลามโคตรและอุทกดาบส รามบุตร แต่ท่านทั้งสองได้ถึงแก่กรรมแล้ว จึงทรงหวนระลึกถึงพระปัญจวัคคีย์ ที่ได้เคยรับใช้พระพุทธองค์ จึงทรงตัดสินพระทัยว่าจะไปแสดงธรรมโปรดพระปัญจวัคคีย์ คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ และหลังจากทรงแสดงธรรมจบ พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน นับเป็นพระสงฆ์รูปแรกในทางพระพุทธศาสนา </p><p>  </p><p>พุทธวิธีในการสอน </p><p>        พุทธวิธีในการสอนหรือวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสิกา อุบาสิกา จนได้รับยกย่องว่า  สตฺถา  เทวมนุสฺสานํ  ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นั้น พระองค์มีวิธีในการสอนดังนี้ (วศิน อินทสระ, 2538 : 8-37)  </p><p>          1. ทรงสอนโดยวิธีเอกังสลักษณะ คือทรงสอนยืนยันไปข้างเดียว เช่น ความดีมีผลเป็นสุข ความชั่วมีผลเป็นทุกข์  หรือกุศลเป็นสิ่งที่ควรบำเพ็ญ  อกุศลเป็นสิ่งที่ควรละเว้น </p><p>          2. ทรงสอนโดยวิธีภัชชลักษณะ คือทรงแยกประเด็นให้เห็นชัดเจน  เป็นปัญหาที่ไม่สามารถตอบโดยประเด็นเดียว แต่ต้องแยกตอบให้เห็นได้อย่างชัดเจน </p><p>          3. ทรงสอนด้วยปฏิปุจฉาลักษณะ คือ ปัญหาที่ควรตอบโดยย้อนถามเสียก่อน  เช่น จักษุฉันใด โสตะฉันนั้น  โสตะฉันใด  จักษุก็ฉันนั้น  ใช้ไหม..?  พึงย้อนถามว่ามุ่งความหมายในแง่ใด  ถ้าถามโดยหมายถึงแง่ให้ดูหรือเห็น  ก็ไม่ใช่  แต่ถ้ามุ่งหมายแง่ว่าไม่เที่ยงก็ใช่ </p><p>           4.  ทรงสอนด้วยฐปนลักษณะ  คือ  พักปัญหาไว้ไม่พึงพยากรณ์  คือปัญหาที่พึงยับยั้ง  หรือพับเสีย  ไม่ควรตอบเรื่องนั้น  เช่น  ถามว่า  ชีวะกับสรีระ  คือสิ่งเดียวกัน ใช่ไหม..? </p><p>           5. ทรงสอนด้วยอุปมาลักษณะ   คือทรงสอนแบบเปรียบเทียบ  เช่นทรงเปรียบเทียบภิกษุด้วยผ้าเปลือกไม้และผ้ากาสี  ทรงเปรียบเทียบมักขลิโคศาลว่าเหมือนผ้าที่ทำด้วยผมคน  ซึ่งเป็นวิธีการที่ทรงใช้บ่อยมากที่สุด  เพราะทำให้ผู้ฟังมองเห็นภาพและเข้าใจง่าย  โดยไม่ต้องใช้เวลามากและยาวนาน  คำอุปมาช่วยให้เรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจยากปรากฏหมายความเด่นชัดเจนออกมา </p><p>          6. ทรงใช้กลยุทธ์ในการสอนหลายแบบตามแต่สถานการณ์ เช่น </p><p>               6.1 ทรงสอนอย่างละมุนละม่อม  ดังที่ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจะเป็นความงามหาน้อยไม่  ถ้าพวกเธอผู้บวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีแล้วนี้  จะพึงเป็นผู้มีความอดทน  มีความสุภาพ” </p><p>               6.2 ทรงสอนอย่างเข้มงวดรุนแรง การสอนในลักษณะนี้เป็นการสอนที่รุนแรงของพระพุทธองค์ ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับอุปนิสัยหรืออินทรีย์ของเวไนยสัตว์ทำนองเดียวกันกับช่างเหล็กจะต้องใช้ไฟแรงแก่เหล็กที่แข็งกล้า </p><p>            7. ทรงใช้หลักการสอนให้เหมาะสมกับเนื้อหา ผู้เรียน (คนฟัง) คนฟังมีภูมิหลังอย่างไร ก็จะสอนให้เหมาะสมกับภูมิรู้เดิมของคนนั้น</p><p>  </p><p>เกี่ยวกับเนื้อหาที่สอน </p><p>          1. ทรงสอนจากสิ่งที่รู้เห็นเข้าใจง่ายหรือรู้เห็นเข้าใจอยู่แล้ว ไปหาสิ่งที่เห็นเข้าใจได้ยากหรือยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ </p><p>          2. ทรงสอนตามลำดับเนื้อหา จากธรรมดา ไปหาเรื่องายากที่ลึกซึ้ง หรืออนุบุพพิกถา.. </p><p>          3. ทรงสอนด้วยยกตัวอย่างของจริง ถ้าสิ่งที่สอนเป็นสิ่งที่แสดงได้ก็สอนด้วยของจริงให้ผู้เรียนได้ดู ได้เห็น ได้ฟังเอง อย่างที่เรียกว่าประสบการณ์ตรง </p><p>          4. ทรงสอนตรงเนื้อหา ตรงเรื่อง คุมอยู่ในเรื่อง มีจุด ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไม่ออกนอกเรื่องโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนื้อหา </p><p>          5. สอนมีเหตุผล ตรองตามเห็นจริงได้ อย่างที่เรียกว่า  สนิทานํ </p><p>          6. ทรงสอนเท่าที่จำเป็นพอดี สำหรับให้เกิดความเข้าใจ ให้การเรียนรู้ได้ผล ไม่ใช่สอนเท่าที่ตนรู้ หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มาก </p><p>          7. ทรงสอนสิ่งที่มีความหมาย ควรที่เขาจะเรียนรู้ และเข้าใจ เป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเอง พระพุทธองค์ทรงมีพระเมตตา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสพระวาจาตามหลัก  6  ประการคือ </p><p>             7.1 คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก ที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส </p><p>             7.2 คำพูดที่จริง ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส </p><p>             7.3 คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - เลือกกาลตรัส </p><p>             7.4 คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส </p><p>             7.5 คำพูดที่จริง ถูกต้อง ไม่เป็นประโยชน์ ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส </p><p>             7.6 คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น เลือกกาลตรัส ลักษณะของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้ คือ ทรงเป็นกาลวาที   สัจจวาที  ภูตวาที อัตถวาที ธรรมวาที   วินัยวาที </p><p>  </p><p>เกี่ยวกับผู้เรียน </p><p>         พระพุทธองค์จะทรงสอนใคร ก็จะพิจารณาให้ </p><p>เหมาะสมกับอุปนิสัยพื้นเพเดิมของคนนั้นๆ เสียก่อน เช่น </p><p>         1. ทรงคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และสอนให้สอคล้องกับความแตกต่างนั้น </p><p>         2. ปรับวิธีสอนผ่อนให้เหมาะกับบุคคล แม้สอนเรื่องเดียวกันแต่ต่างบุคคล อาจใช้วิธีสอนต่างกัน </p><p>         3. ทรงคำนึงถึงความพร้อม (วุฒิภาวะ) ความสุกงอม ความแก่รอบแห่งอินทรีย์หรือญาณที่บาลี เรียกว่าปริปาะ ของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นราย ๆ ไปด้วย </p><p>          4. สอนโดยให้ผู้เรียนลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจน แม่นยำและได้ผลจริง เช่น   ทรงสอนพระจูฬปันถกผู้โง่เขลาด้วยการให้นำผ้าขาวไปลูบคลำ… </p><p>           5.  ทรงดำเนินการสอนที่ผู้เรียนกับผู้สอนมีบทบาทร่วมกัน ในการแสวงความจริง ให้มีการแสดงความคิดเห็นโต้ตอบเสรี  หลักนี้เป็นข้อสำคัญในวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งต้องการอิสรภาพในทางความคิด และโดยวิธีนี้เมื่อเข้าถึงความจริง ผู้เรียนก็จะรู้สึกว่าตนได้มองเห็นความจริงด้วยตนเอง และมีความชัดเจนมั่นใจ หลักนี้เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นประจำ และมักมาในรูปการถาม-ตอบ เอาใจใส่บุคคลที่ควรได้รับความสนใจพิเศษเป็นรายๆ ไปตามควรแก่กาลเทศะ และเหตุการณ์… ช่วยเหลือเอาใจใส่คนที่ด้อย ที่มีปัญหา </p><p>          6. เอาใจใส่บุคคลที่ควรได้รับความสนใจพิเศษเป็นรายๆ  ไปตามควรแก่กาลเทศะ  และเหตุการณ์  เช่น  ชาวนาคนหนึ่งตั้งใจไว้แต่กลางคืนว่าจะไปฟังพุทธเทศนา  บังเอิญวัวหายก็รีบออกไปตามหาจนได้วัวกลับมาแล้วก็รีบไปฟังธรรมแต่ก็ช้ามาก  แต่ใจก็มุ่งมั่นคิดว่าทันฟังตอนท้ายหน่อยก็ยังดี  ไปถึงวัดปรากฏว่าพระพุทธเจ้ายังทรงประทับรอนิ่งๆ  ไม่เริ่มแสดง  ยิ่งกว่านั้นยังจัดหาอาหารให้เขารับประทานจนอิ่มสบาย  แล้วจึงทรงเริ่มแสดงธรรม  เป็นต้น </p><p>           7. ช่วยเอาใจใส่คนที่ด้อยมีปัญหา หรือปัญญาอ่อน </p><p>หรือมีลักษณะพิเศษ ก็ให้กำลังใจ กระตุ้น เร่งเร้า </p><p>  </p><p> เกี่ยวกับเทคนิคการสอน </p><p>         1. การเริ่มต้นจุดสำคัญ การเริ่มต้นที่ดีมีส่วนช่วยให้การสอนสำเร็จผลดีเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็เป็นเครื่องดึงความสนใจและนำเข้าสู่เนื้อหาได้ พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก โดยปกติพระองค์จะไม่ทรงเริ่มสอนด้วยการเข้าสู่เนื้อหาธรรมที่เดียว แต่จะทรงเริ่มสนทนากับผู้ทรงพบหรือผู้มาเฝ้าด้วยเรื่องที่เขารู้เข้าใจดี หรือสนใจอยู่ </p><p>        2. สร้างบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่งเพลิดเพลินไม่ให้ตึงเครียด ไม่ให้เกิดความอึดอัดใจ และให้เกียรติแก่ผู้เรียน ให้เขามีความภูมิใจในตัว </p><p>        3.  สอนมุ่งเนื้อหา มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่สอนเป็นสำคัญ ไม่กระทบตนและผู้อื่น ไม่มุ่งยกตน ไม่ </p><p>มุ่งเสียดสีใครๆ… </p><p>        4.  สอนโดยเคารพ คือ ตั้งใจสอน ทำจริง ด้วยความรู้สึกว่าเป็นสิ่งมีค่า มองเห็นความสำคัญของผู้เรียน และงานสั่งสอนนั้น ไม่ใช้สักว่าทำ หรือเห็นผู้เรียนโง่เขลา หรือเห็นเป็นชั้นต่ำๆ </p><p>        5.  ใช้ภาษาสุภาพ นุ่มนวล ไม่หยาบคาย ชวนให้สบายใจ สละสลวย เข้าใจง่าย   พระสมณโคดมมีพระดำรัสไพเราะ  รู้จักตรัสถ้อยคำได้งดงาม  มีพระวาจาสุภาพสละสลวย  ไม่มีโทษ  ยังผู้ฟังให้เข้าใจเนื้อความได้ชัดแจ้ง </p><p>       ขอนำพุทธพจน์แห่งหนึ่ง ที่ตรัสสอนภิกษุผู้แสดงธรรมเรียกกันว่า องค์แห่งพระธรรมกถึก มาแสดงไว้ดังนี้ </p><p>       “อานนท์ การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย ผู้แสดงธรรมแก่คนอื่น พึงตั้งธรรม 5  อย่างไว้ในใจ  คือ </p><p>               1.  เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ </p><p>               2.  เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ </p><p>               3.  เราจักแสดงด้วยอาศัยเมตตา </p><p>               4.  เราจักไม่แสดงด้วยเห็นแก่อามิส </p><p>               5.  เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตน และผู้อื่น </p><p>  </p><p>ลีลาการสอน </p><p>        คุณลักษณะซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลีลาในการสอน  4  อย่าง ดังนี้ </p><p>      1.  ทรงอธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือจูงมือไปดูเห็นกับตาตนเอง (สันทัสสนา) </p><p>      2. ทรงชักจูงใจให้เห็นจริง ด้วยชวนให้คล้อยตามจนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ (สมาทปนา) </p><p>      3.  ทรงเร่งเร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่น ไม่ย่อต่อ </p><p>ความเหนื่อยยาก (สมุตตเตชนา) </p><p>      4.  ทรงชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ และเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากการปฏิบัติ  (สัมปหังสนา) </p><p>       อาจผูกเป็นคำสั้นๆ  ได้ว่า  แจ่มแจ้ง - จูงใจ - หาญกล้า - ร่าเริง   หรือ  ชี้ชัด - เชิญชวน  คึกคัก  -  เบิกบาน </p><p>  </p><p>วิธีสอนแบบต่างๆ </p><p>       วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า มีหลายแบบหลายอย่าง ที่น่าสังเกต หรือพบบ่อย คงจะได้แก่วิธีต่อไปนี้     </p><p>1.  สนทนา (แบบสากัจฉา) </p><p>2.  แบบบรรยาย </p><p>3.  แบบตอบปัญหา ท่านแยกประเภทปัญหาไว้ตามลักษณะวิธีตอบเป็น 4 อย่างคือ </p><p>          3.1 ปัญหาที่พึงตอบตรงไปตรงมาตายตัว … </p><p>(เอกังสพยากรณียปัญหา) </p><p>          3.2 ปัญหาที่พึงย้อนถามแล้วจึงแก้ … (ปฎิปุจฉาพยากรณียปัญหา) </p><p>          3.3 ปัญหาที่จะต้องแยกความตอบ … (วิภัชชพยากรณียปัญหา) </p><p>          3.4 ปัญหาที่พึงยับยั้งเสีย  (ฐปนียปัญหา)  </p><p>               ได้แก่ปัญหาที่ถามนอกเรื่องไร้ประโยชน์ อันจักเป็นเหตุให้เขว ยืดเยื้อ สิ้นเปลืองเวลาเปล่า พึงยับยั้งเสีย  แล้วชักนำผู้ถามกลับเข้าสู่แนวเรื่องที่ประสงค์ต่อไป </p><p>4. แบบวางกฎข้อบังคับ   เมื่อเกิดเรื่องมีภิกษุกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเป็นครั้งแรกก็ทรงบัญญัติเป็นวินัยหรือข้อห้ามไว้ </p><p>  </p><p>กลวิธีการสอน </p><p>     1. ทรงยกอุทาหรณ์และการเล่านิทานประกอบ</p><p>การยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย และการเล่านิทานประกอบการสอนช่วยให้เข้าใจความได้ง่ายและชัดเจน  ช่วยให้จำแม่นยำ   เห็นจริงและเกิดความเพลิดเพลิน ทำให้การเรียนการสอนมีรสยิ่งขึ้น… </p><p>     2.  ทรงเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา คำอุปมาช่วยให้เรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจยากปรากฏความหมายเด่นชัดออกมา และเข้าใจง่ายขึ้น โดยเฉพาะมักใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม หรือแม้เปรียบเรื่องที่เป็นรูปธรรมด้วยข้ออุปมาแบบรูปธรรม ก็ช่วยให้ความหนักแน่นเข้า… การใช้อุปมานี้น่าจะเป็นกลวิธีประกอบการสอนที่พระพุทธองค์ทรงใช้มากที่สุด มากกว่ากลวิธีอื่นใด </p><p>     3.  ทรงใช้อุปกรณ์การสอน ในสมัยพุทธกาล ย่อมไม่มีอุปกรณ์การสอนชนิดต่างๆ ที่จัดทำขึ้นไว้เพื่อการสอนโดยเฉพาะ เหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะยังไม่มีการจัดการศึกษาเป็นระบบขึ้นมากอย่างกว้างขวาง หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง ก็คงต้องอาศัยวัตถุสิ่งของที่มีในธรรมชาติ หรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ผู้คนใช้กันอยู่</p><p>      4.  ทรงทำเป็นตัวอย่าง วิธีสอนที่ดีที่สุดอย่างคือการเป็นแบบอย่างโดยเฉพาะในทางจริยธรรม คือการทำเป็นตัวอย่างซึ่งเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอนเป็นทำนองการสาธิตให้ดูแต่ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นไปในรูปทรงเป็นผู้นำที่ดี การสอนโดยทำเป็นตัวอย่าง ก็คือ พระจริยวัตรอันดีงามที่เป็นอยู่โดยปกตินั้นเอง แต่ที่ทรงปฏิบัติเป็นเรื่องราวเฉพาะก็มี… </p><p>     5. ทรงเล่นภาษา เล่นคำและใช้คำในความหมายใหม่   </p><p>การเล่นภาษาและการเล่นคำ เป็นเรื่องของความสามารถในการใช้ภาษาผสมกับปฏิภาณ ข้อนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระพุทธเจ้าที่มีรอบไปทุกด้าน…แม้ในการสอนหลักธรรมทั่วไป พระองค์ก็ทรงรับเอาคำศัพท์ที่มีอยู่แต่เดิมในลัทธิศาสนาเก่ามาใช้ แต่ทรงกำหนดความหมายใหม่  ซึ่งเป็นวิธีการช่วยให้ผู้ฟังผู้เรียนหันมาสนใจ และกำหนดคำสอนได้ง่าย เพียงแต่มาทำความเข้าใจเสียใหม่เท่านั้น และเป็นการช่วยให้มีการพิจารณาเปรียบเทียบไปในตัวด้วยว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิดอย่างไร จึงเห็นได้ว่า คำว่า พรหม พราหมณ์ อริยะ ยัญ ตบะ ไฟบูชายัญ ฯลฯ ซึ่งคำในลัทธิศาสนาเดิม  ก็มีใช้ในพระพุทธศาสนาด้วยทั้งสิ้น แต่มีความหมายต่างออกไปเป็นอย่างใหม่</p><p>     6. ทรงใช้อุบายเลือกคน และการปฏิบัติรายบุคคล การเลือกคนเป็นอุบายสำคัญในการเผยแพร่ศาสนา ใน </p><p>การประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า เริ่มแต่ระยะแรกประดิษฐานพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงดำเนินพุทธกิจด้วยพระพุทโธบายอย่าง ที่เรียกว่าการวางแผนที่ได้ผลยิ่ง ทรงพิจารณาว่าเมื่อจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถิ่นใดถิ่นหนึ่งควรไปโปรดใครก่อน การรู้จักจังหวะ และโอกาส ผู้สอนต้องรู้จักใช้จังหวะ และโอกาสให้เป็นประโยชน์ ความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการ ถ้าผู้สอนสอนอย่างไม่มีอัตตา ตัดตัณหา มานะ ทิฏฐิเสียให้น้อยที่สุด ก็จะมุ่งไปยังผลสำเร็จในการเรียนรู้เป็นสำคัญ  สุดแต่จะใช้กลวิธีใดให้การสอนได้ผลดีที่สุด  ก็จะทำในทางนั้น  ไม่กลัวว่าจะเสียเกียรติไม่กลัวจะถูกรู้สึกว่าแพ้ </p><p>      7. การลงโทษและให้รางวัล การใช้อำนาจลงโทษ ไม่ใช่การฝึกคนของพระพุทธเจ้า แม้ในการแสดงธรรมตามปกติพระองค์ ก็แสดงไปตามเนื้อหาธรรมไม่กระทบกระทั้งใครการสอนไม่ต้องลงโทษ  เป็นการแสดงความสามารถของผู้สอนด้วย สำหรับผู้สอนทั่วไป อาจต้องคิดคำนึงว่าการลงโทษ  ควรมีหรือไม่ แค่ไหน และอย่างไร แต่ผู้ที่สอนคนได้สำเร็จผล โดยไม่ต้องใช้อาญาโทษเลย ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีความสามารถในการสอนมากที่สุด</p><p>      8. ทรงมีกลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นต่างครั้ง ต่างคราว ย่อมมีลักษณะแตกต่างกันไปไม่มีที่สิ้นสุด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมอาศัยปฏิภาณ คือ ความสามารถในการประยุกต์หลัก วิธีการ และกลวิธีต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสม เป็นเรื่องเฉพาะครั้ง เฉพาะคราวไป ฯลฯ </p><p>  </p><p>สรุป </p><p>        พุทธวิธีในการสอนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงใช้หลายวิธีสุดแท้แต่คนที่จะรับฟังธรรมเทศนาว่ามีบารมีแก่กล้ามากน้อยเพียงใด สอนให้สอดคล้องกับบุคคล ทรงหาวิธีสอนเวไนยสัตว์ให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ทรงเปรียบบุคคลไว้เป็นประดุจบัว 4 เหล่า เพื่อที่จะให้ผู้ที่ได้รับฟังสามารถเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย พระองค์ไม่ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียว แต่ทรงใช้หลายๆ วิธีให้เหมาะสมกับอุปนิสัยใจคอภูมิรู้เดิม และความแตกต่างระหว่างบุคคล พยายามใช้สื่อที่มีอยู่ในการเชื่อมโยงความรู้เพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจได้โดยง่าย และประการสำคัญคือการเป็นแบบอย่างที่ดีเพราะแบบอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ทรงทำให้เป็นตัวอย่าง แล้วคนฟังจะปฏิบัติตามและเข้าใจหลักธรรมนั้น</p><p>  </p><p>  </p><p>———————— </p><p>  </p><p>  </p><p>แหล่งข้อมูล </p><p>https://goo.gl/ZVEprv </p><p>https://goo.gl/ix3JDb </p><p>https://goo.gl/jTVFKP </p><p>https://goo.gl/oF5SZD</p>