วิจารณ์เรื่องสั้น
เรื่อง เทวดา
ยายบอกว่ามีเพียง “ผีฟ้า” ที่จะสามารถบันดาลทุกสิ่งได้ ตั้งแต่การเกิดการตาย ตลอดจนเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของมนุษย์ ยายบอกอีกว่าผีบรรพชนกับผีฟ้านั้นมีความสัมพันธ์กัน ยายเอามือทาบลงกลางกระหม่อมของมาลัยแล้วบอกว่ามนุษย์มีขวัญประจำตัวอยู่ทุกคน มาลัยก็มี เมื่อตายลงขวัญจะออกจากร่างไปพบบรรพชนและจะเดินทางไปยังเมืองฟ้าเพื่อไหว้ผีฟ้า ยายมักบอกมาลัยเสมอว่าสิ่งที่ทำนี้เป็นบุญที่ยายรำผีฟ้าทุกวันนี้คือนอกจากจะได้ช่วยคนให้พ้นทุกข์แล้วยังถือเป็นการบวงสรวงบูชาผีฟ้าเทวดาที่นับถืออีกด้วย ยายบอกว่าเมื่อเราตั้งใจทำให้ท่าน ท่านชอบใจท่านเทวดาก็ย่อมดลดาลให้อยู่เย็นเป็นสุขให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล...
ข้อความข้างต้นเป็นบทความจากตอนหนึ่งที่เล่าถึงความเชื่อในเรื่องของผีฟ้า ซึ่งเป็นความเชื่อของทางภาคอีสานว่า ผีฟ้าสามารถบันดาลทุกสิ่งได้ ตั้งแต่การเกิด การตาย เป็นผู้กำหนดโชคชะตาของมนุษย์ รักษาอาการเจ็บป่วยหรือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ตลอดจนทำให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งการที่จะทำให้ผีฟ้าดลบันดาลในทุกสิ่งที่กล่าวมานั้น จะต้องมีการรำบวงสรวงบูชาผีฟ้า
เทวดา ได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการ “ประกวดเรื่องสั้นส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เนื่องในงานราชภัฏบุรีรัมย์มหกรรมวิชาการและวัฒนธรรมนานาชาติ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ผู้เขียนคือ นายนนทพัทธ์ หิรัญเรือง นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
เทวดา เป็นเรื่องสั้นที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางด้านผีฟ้าของคนในภาคอีสาน โดยเป็นเรื่องราวของมาลัย ซึ่งเป็นหญิงสาวที่เติบโตมากับการที่มียายเป็นนางรำผีฟ้า เมื่อมาลัยโตขึ้นก็ได้หนียายไปทำงานในเมืองกรุงกับพี่แช่มเพราะทนความแห้งแล้งของภาคอีสานไม่ไหว หลายปีต่อมามาลัยได้คบหากับเทียน ทั้งสองเตรียมที่จะสร้างธุระกิจร้านอาหารด้วยกัน แต่ก็ต้องมีเรื่องเข้ามาให้มาลัยต้องคิดหนัก เพราะยายต้องการให้มาลัยกลับไปเป็นนางรำผีฟ้าผู้สืบทอดต่อจากยาย ด้วยความที่มาลัยหมดศรัทธาในความเชื่อเรื่องเทวดาผีฟ้า และคิดว่าเทวดาที่จะทำให้ชีวิตสุขสบายคือเงิน จึงได้ตอบปฏิเสธเรื่องที่จะเป็นผู้สืบทอดนางรำผีฟ้ากับยายไป
กลวิธีในการแต่งนั้น เป็นการเล่าเรื่องโดยผ่านทางผู้เขียน ซึ่งทำให้เราสามารถมองเห็นความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้หลากหลายตัวและหลายมุมมอง มีการเล่าเรื่องโดยการเล่าย้อนไปในอดีตสลับกับการดำเนินเรื่องในปัจจุบัน ในด้านของเนื้อเรื่อง เป็นการสมมุติตัวละครขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้เนื้อเรื่องกับความเชื่อมีความสอดคล้องกัน เนื่องจากผู้เขียนได้มีการลงพื้นที่ศึกษาพิธีกรรมรำผีฟ้าและสอบถามจากบุคคลใกล้ชิด ทำให้การเล่าเรื่องนั้นมีความน่าเชื่อถือและน่าสนใจ ส่วนการใช้ภาษาของเรื่องนั้น มีการใช้คำที่เรียบง่ายในการดำเนินเรื่อง สามารถข้าใจเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการใช้ภาษาถิ่นอีสานในการดำเนินเรื่องโดยแทรกไว้ในบทสนทนา เช่น
“มาลัยเอ้ย..หล่าเคยศรัทธาในผีฟ้าเทวดามากกว่านี้” ยายพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“แม่นแล้วใหญ่..ข้อยเคยศรัทธาผีฟ้าเทวดามากกว่านี้...”
จากบทสนทนาที่เป็นภาษาถิ่นจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน และเพิ่มความสมจริงให้กับเรื่องได้เป้นอย่างดี
การสร้างตัวละครนั้น ผู้เขียนสามารถสร้างตัวละครได้สอดคล้องกับเนื่อเรื่องเป็นอย่างดี เพราะการรำผีฟ้านั้นต้องใช้ผู้หญิงในการรำ โดยในเรื่องนั้นผู้เขียนได้สร้างตัวละครที่เป็นหญิงสาวและตัวละครที่เป็นยาย ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างทางด้านรู้สึกนึกคิดของตัวละครทั้งสองได้ชัดเจนจากความแตกต่างระหว่างวัย
ตัวละครหลักในเรื่องเทวดาคือมาลัย ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มีความอดทนและสู้ชีวิต จะเห็นได้จากข้อความที่บอกว่า
“มรสุมอันเกรี้ยวกราดในเมืองหลวงได้ทดสอบมดงานหลายชีวิตด้วยการ
ซัดสาดพายุอุปสรรคความยากลำบาก ลูกแล้วลูกเล่า ตัวใดที่ไม่แกร่งสู้การกระหน่ำ
ก็จำาเป็นจะต้องล่าถอยกลับภูมิลำเนาไป พี่แช่มคือหนึ่งคนที่ถูกพายุอันเกรี้ยวกราด
พัดไปตกยังบ้านเกิดที่จากมา ส่วนมาลัยนั้นอาศัยความถึกทรหดอดทน ดิ้นรนตีนถีบ
ปากกัดอยู่ถึงเก้าปีจนมีวันนี้..”
มีอีกหนึ่งลักษณะนิสัยที่สำคัญของมาลัยคือ มีความเชื่อมั่นในตัวเองและไม่เชื่อในสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ จะเห็นได้จากตอนที่มาลัยพูดกับยายว่า
“ยายอยากให้อิหล่ากลับบ้านเฮา กลับมาช่วยอีแช่ม กลับมาเยี่ยมยาย”
“แล้วงานทางนี้เด้ยาย ข้อยสิเอาเงินมาแต่ทางได๋ ปีนี้ข้อยก็ใช้สิทธิ์ลาไปจนครบแล้ว ถ้าข้อยกลับไปบ้านก็ต้องถูกหักรายได้ ทุกมื้อนี้เขาบ่รำผีฟ้ารักษาคนกันแล้ว คนเรายามถึงที่ก็ต้องไป เทวดาฟ้าไหนก็ช่วยบ่ได้ดอกยาย”
จากข้อความจะเห็นได้ว่ามาลัยไม่เชื่อเรื่องการรักษาโดยการรำผีฟ้า ซึ่งประโยคในบทสนทนาทำให้เรารู้จักลักษณะนิสัยของตัวละครได้เป็นอย่างดี
ตัวละครรองของเรื่องคือยาย ลักษณะนิสัยของตัวละครยายนั้น เป็นตัวละครที่มีความเชื่อความศรัทาในเรื่องของผีฟ้าจะเห็นได้จากข้อความที่ยายพูดว่า
“มันก็บ่แน่นักดอกมาลัยเอ๋ย ยายรำผีฟ้ามาเจ็ดสิบกว่าปี เห็นคนไข้คนเจ็บมาเป็นหมื่นแสน
บางรายมองดูบ่น่ารอด พอแถนท่านช่วยก็กลับมามีกำลังวังชาเหลือเชื่อ ของแบบนี้หล่าเองก็เคยเห็นมาแล้วบ่แม่นรึ?”
จากข้อความจะเห็นได้ว่า ยายมีความเชื่อและความผูกพันกับการรำผีฟ้ามาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลนี้ผู้เขียนจึงนำความเชื่อมาสร้างเป็นปมให้ขัดแย้งกับตัวละครหลักในเรื่อง ทำให้เนื้อเรื่องมีความสนุกและมีปมให้ติดตามไปยังบทสรุปของเรื่อง
ฉากและบรรยากาศของเรื่องนั้น ผู้เขียนใช้เป็นฉากชนบทในตอนที่มาลัยยังเป็นเด็ก และติดตามยายไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อดูยายรำผีฟ้า ซึ่งผู้เขียนนั้นบรรยายฉากและบรรยากาศได้ไม่ดี ขาดรายละเอียด ทำให้เนื้อเรื่องขาดอรรถรสในด้านนี้ และฉากที่เป็นในเมืองนั้น ไม่มีการใส่รายละเอียดย่อยเข้าไป ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน ส่วนบรรยากาศภายในเรื่องนั้นผู้เขียนสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้จากข้อความที่ว่า
ฝ่าเท้าทั้งสองข้างวางนิ่งไม่ไหวติงแนบติดกับกระเบื้องบนระเบียงตอนนี้เวลาค่อนข้างสายแล้ว แสงแดดอันระอุสาดทอเล็ดลอดผ่านฉากตึกและกระจุกสายไฟทาบทาลงบนแผ่นกระเบื้อง กระเบื้องยามนี้ไร้ซึ่งความเย็นอันเป็นวิสัยของกระเบื้องหลงเหลืออยู่เลย ช่างร้อนเหลือเกิน...หากจะเย็นอยู่บ้างก็คงเย็นน้ำตาของมาลัยที่ไหลหยดนองพื้นอยู่ขณะนี้..
จากข้อความทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้เป็นอย่างดีว่าตัวละครมีความเศร้า และบรรยากาศช่วยให้เข้าถึงความรู้สึกของตัวละครได้ดีขึ้น
สาระสำคัญของเรื่องนี้ ผู้เขียนมุ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางด้านความคิดของคนทั้งสองแบบ โดยในแบบแรกจะมีความเชื่อในเรื่องผีฟ้าว่าเป็นเทวดาที่สามารถดลบันดาลทุกสิ่งให้กับผู้ที่เคารพบูชา ช่วยทำให้ใช้ชีวิตมีความสุข ส่วนในแบบที่สองจะมีความเชื่อว่าเงินคือเทวดาที่ช่วยให้ชีวิตมีความสุขความสบาย ทำให้เห็นว่าคนเรานั้นมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ในเมื่อต้องมาอาศัยอยู่ในสังคมเดียวกันก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวยอมรับซึ่งกันและกันจึงจะสามารถอยูร่วมกันได้อย่างมีความสุข
การประเมิณค่าของเรื่องนั้น มีความเกี่ยวข้องกับคุณค่าทางด้านสังคม คุณค่าทางด้านครอบครัว และคุณค่าทางด้านความเชื่อ ดังนี้
๑. คุณค่าทางด้านสังคม
ในเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับสภาพสังคมอย่างชัดเจน จะเห็นได้จากคนในชนบทเมื่อทนอยู่กับความแห้งแล้งและความยากจนไม่ไหว ก็จะพากันเข้ามาทำงานในเมืองกรุง ทำให้ต้องปล่อยให้พ่อแม่หรือผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านตามลำพัง ซึ่งในปัจจุบันทำให้ภาคอีสานเป็นเป็นสังคมของผู้สูงอายุ เพราะคนวัยหนุ่มสาวส่วนมากจะเข้าไปทำงานในเมืองกรุง
๒. คุณค่าด้านครอบครัว
ในเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างยายกับหลานที่ค่อนข้างที่จะห่างเหินกัน ไม่เหมือนกับความรักและความสัมพันธ์ของลูกกับพ่อแม่ที่จะมีความใกล้ชิดและผูกพันกันมากกว่า ดังนั้นในการเลี้ยงดูลูกควรที่จะให้พ่อกับแม่ที่แท้จริงเป็นคนเลี้ยง เพราะจะทำให้ลูกได้รับความรักและความอบอุ่นที่ดีกว่าการให้คนอื่นเลี้ยงให้
๓. คุณค่าด้านความเชื่อ
ความเชื่อที่พบได้จากเรื่องนี้คือการรำผีฟ้า ซึ่งมีให้เราได้พบเห็นในปัจจุบันค่อนข้างน้อย เพราะด้วยวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้ความเชื่อเหล่านี้เริ่มสูญหายไปด้วย จึงควรที่จะมีการเก็บรักษาความเชื่อและพิธีกรรมเหล่านี้ไว้เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไป
บทสรุป
ความเชื่อนั้นเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้คนเราได้เป็นอย่างดี แต่ละกลุ่มชนต่างมีความเชื่อและความศรัทธาเป็นของตนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย ประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดความเข้มแข็งทางจิตใจของคนที่มีความเชื่อและศรัทธา ช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะเป็นการช่วยเสริมกำลังใจให้คนไม่ย่อท้อและเป็นที่พึ่งในยามที่ท้อแท้
เรื่องสั้น เทวดา เป็นเรื่องที่ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของความคิดและความเชื่อของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน การเปลี่ยนแปลงของเวลาทำให้ความเชื่อต่าง ๆ เปลี่ยนไปด้วย เนื่องจากวิทยาศาสตร์เข้ามาพิสูจน์ข้อเท็จจริงหลาย ๆ อย่าง ซึ่งในเรื่องนี้ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงความคิดของคนในสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจนที่ว่าเงินคือเทวดาที่จะมอบความสุขให้แก่เรา
ดังนั้นการที่เราไม่ได้มีความเชื่อเรื่องเดียวกันกับคนเหล่านั้น เราก็ไม่ควรที่จะไปลบหลู่หรือหาข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกปลูกฝังมาเป็นเวลานาน ยากที่จะนำข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ไปขัดแย้งได้ ความเชื่อไหนที่ส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็ควรที่จะส่งเสริมเพื่อที่จะได้เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศของเราในภายภาคหน้า