เรื่องรักที่ปกปิดกับประตูที่ปิดตาย
ประตูที่กั้นอยู่ระหว่างห้องเขาและห้องหล่อนจะปิดหรือเปิดเมื่อใด
หล่อนมิได้สนใจอีกแล้ว เพราะจิลลารู้ดีว่าแม้มันจะปิดหรือเปิดก็ตาม
แต่บัดนี้ มันได้ “ปิด” ไปแล้ว เกือบจะเด็ดขาด
ข้อความตอนหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครหลักในเรื่อง “ประตูที่ปิดตาย” ได้เป็นอย่างดี เมื่อเธอเคยคิดว่าหากเธอรักเขามากพอ เธออาจเปลี่ยนแปลงเขาได้ แต่เธอก็ตระหนักในเวลาต่อมาว่าเขาไม่มีวันเปลี่ยนได้ เพราะ โรคนี้เป็นแล้วไม่มีวันหาย
ประตูที่ปิดตาย เป็นนวนิยายที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมทางเพศของคนที่เรียกกันว่าเพศที่สามซึ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นตามบริบทและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านชีวิตคู่ของจิลลากับนพี ซึ่งเต็มไปด้วยความปวดร้าว ขมขื่น อย่างไม่มีที่สิ้นสุดผู้อ่านจะได้เห็นอีกด้านของโลกที่ถูกซ่อนเร้น มากขึ้นอาจเป็นได้ทั้งสิ่งที่สวยงามหรือดำมืด แต่เป็นภาพแปลกใหม่และต่างไปจากนวนิยายเล่มอื่น ๆ อีกทั้งยังส่งความรู้สึกอัดอั้น บีบคั้น มาเป็นระลอก กระทบใจผู้อ่านให้กล้ำกลืนฝืนทน พะอืดพะอมไปพร้อม ๆ กับตัวละคร ที่จำเป็นต้องเลือกประตูทางออกสักบานหนึ่ง เพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าได้ดีที่สุด
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ กฤษณา อโศกสิน นักประพันธ์สตรีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในด้านการประพันธ์นวนิยาย เธอมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานด้วยความประณีต อุดมไปด้วยลักษณะวรรณศิลป์ และสุนทรียภาพตามทฤษฎี แห่งการสร้างสรรค์วรรณกรรม เป็นผู้มีอุดมคติและรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะนักประพันธ์ โดยได้นำหลักธรรมทาง พุทธศาสนามาประกอบการสร้างนวนิยายในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้ผลงานได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักอ่าน โดยเฉพาะ "ประตูที่ปิดตาย" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เพศที่สาม” ปรากฏครั้งแรกในสตรีสาร เมื่อปี 2517-2518 เพื่อถ่ายทอดชีวิตจิตใจของคนกลุ่มนี้ที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมทั้งในแง่ ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ที่น่ารักและน่าเกลียด ด้วยความเห็นใจคนที่เป็น...ไม่ว่าจะเป็นโดย ‘เกิดมาเป็น’ หรือเป็นโดยการเลี้ยงดู โดยสิ่งแวดล้อม โดยความผิดหวังอื่น ๆ ใด ๆ ก็ตาม กฤษณายอมรับในพฤติกรรม ส่วนบุคคลของเขาผู้นั้น ตราบเท่าที่เขายังเป็นคนดี มีประโยชน์ทั้งส่วนครอบครัวและส่วนรวม แม้เวลาจะล่วงเลยไปกว่า 40 ปี แต่นวนิยายเรื่องนี้ยังคงมีเนื้อหาร่วมสมัยอิงวิถีชีวิตของกลุ่มเพศที่สามในสังคมไทยปัจจุบันได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนนัก
ประตูที่ปิดตาย เป็นเรื่องราวของจิลลาสาวสวยผู้เพียบพร้อม ตัดสินใจแต่งงานกับกับนพีหนุ่มนักเรียนนอกผู้มีฐานะดี มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูง จิลลาวาดฝันถึงคืนแรกของการแต่งงานที่หวานและโรแมนติก แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น จิลลาจึงเริ่มระแวงว่านพีจะเป็นโฮโมอย่างที่เขาลือกันมา กระทั่งจิลลาท้องนพีก็ให้ความสนใจ เอาอกเอาใจ ประคับประคองเธอไม่ห่าง แต่พร้อม ๆ กันก็ห่างหายจากการทำหน้าที่สามี โดยอ้างเรื่องลูกในท้อง เมื่อจิลลาทนความอึดอัดไม่ไหวจึงถามนพีตรง ๆ ทำให้รู้ว่าสามีของเธอเป็นไบเซ็กชวลซึ่งหนักไปทางเพศเดียวกัน จิลลารักนพีจึงพยายามทำ ทุกอย่างเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ของเธอกับเขาแต่ประตูใจของนพีก็ไม่ค่อยยอมเปิดให้จิลลาเป็นได้มากกว่า “แม่ที่ดีของลูก” จิลลาจึงต้องทำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยหัวใจและสามัญสำนึกของแม่และภรรยาธรรมดา ๆ ที่ถูกใช้งานหนักเป็นสองเท่าของผู้หญิงอื่น โดยประตูที่ปิดตาย จะเล่าถึงชีวิตและสภาพจิตใจของตัวละครที่ได้ประสบพบเจอทั้งของจิลลาและนพี แต่ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางจิลลาเสียมากกว่า ทำให้เห็นบริบทและสภาพสังคมในสมัยนั้นว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงปรากฏเพศที่สามมากขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมมากนัก จึงทำให้นพีต้องเผชิญกับการต่อต้านพฤติกรรมทางเพศที่ต่างจากบรรทัดฐานของสังคม แม้เขาต้องขมขื่นใจที่ถูกติฉินนินทาแต่ก็ไม่อาจยุติพฤติกรรมเช่นนี้ได้ เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้รับในวัยเยาว์ประกอบกับการเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิงและไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อทำให้นพีมีพฤติกรรมทางเพศเป็นแบบนั้น นพีจึงหาทางออกให้กับตัวเองด้วยการแต่งงานกับผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างจิลลาเพื่อปิดบังสังคมและลบปมด้อยของตน เพราะ นพีมีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับสูงและเขาก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์ เป็นเหตุให้จิลลาชอกช้ำใจเป็นอย่างมากแต่จิลลาไม่คิดที่จะหย่าร้าง เพราะ นพีเป็นคนนิสัยดี ทำหน้าที่สามีได้ดีทุกอย่างหากตัดปัญหาเรื่องเพศออกไป จิลลาทำได้เพียงแต่พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างสามีภรรยาที่เขาปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปมปัญหาในชีวิตคู่ของจิลลากับนพีที่ต้องแก้กันไม่ตก ว่าทั้งสองจะทำอย่างไรเพื่อให้การอยู่ร่วมกันนั้นยืนยาวต่อไปและมีความสุข โดยต้องอาศัยทั้งความฉลาดและสามัญสำนึกเท่านั้นที่จะช่วยให้ทั้งคู่ผ่านพ้นเรื่องราวต่าง ๆ ได้ เรื่องนี้จึงจบลงด้วยความหดหู่ ชวนให้สงสารในชะตาชีวิตของตัวละครโดยเฉพาะจิลลา เมื่อจินตนาการเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับสามีโฮโมของเธอ ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าสุดท้ายแล้วบทสรุปของเรื่องจะเป็นเช่นไร นับว่าเป็นการสร้างตัวละครในการดำเนินเรื่องได้อย่างสมจริงและสอดคล้องกับชีวิตจริงของคนในปัจจุบัน ที่มีผู้ชายหลายต่อหลายคนหลอกผู้หญิงแต่งงาน เพื่อปิดบังปมด้อยของตัวเองอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพอย่างชัดเจน เห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่แสวงหาสิ่งดี ๆ ตามความอยาก ความต้องการให้กับตนและพยายามบดบังด้านมืดเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ฉากในสถานเริงรมย์สำหรับเพศที่สาม ช่วยเสริมให้เห็นว่านพีชอบเพศเดียวกันมากกว่าและยากที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้เป็นบรรยากาศแห่งความหลงใหล ความสุข และแรงปรารถนา ที่ผู้หญิงไม่สามารถมอบให้นพีได้ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของคำว่า “ประตูที่ปิดตาย” ยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงประตูจริง ๆ แต่มีนัยยะแฝงถึงจิตใจหรือทางเลือกของคนที่ตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งแล้วไม่คิดจะเปลี่ยนหรือพยายามที่จะเปลี่ยนมัน เพราะ คนที่เข้าไปไม่อยากออกมา
สำหรับลักษณะเด่นของเรื่อง ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากนวนิยายเรื่องอื่น ๆ ชวนให้ติดตามมีอยู่ 2 ลักษณะ ดังนี้ ลักษณะแรก คือ การใช้สำนวนภาษาที่รุนแรง หยาบคาย และหยาบโลน ในบางบทสนทนาเพื่อเสริม ให้ผู้อ่านเข้าถึง เข้าใจ กับความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมเฉพาะอย่างของเพศที่สาม แม้ถ้อยคำจะหยาบกระด้างเพียงใด แต่เมื่อพิจาราณาตามความเป็นจริงจากสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันแล้วเห็นจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนเหล่านั้น ดังนั้นการที่ผู้เขียนใช้ภาษาที่ดิบเช่นนี้จึงเรียกได้ว่าเหมาะและสมจริง ตามการบรรยายของผู้เขียนที่ว่าภาษาพูดของเกย์ ถ้าไม่พูดชนิดฟังแล้วแสบไปทุกขุมขน ก็ดูเหมือนจะผิดไปจากบุคลลิกของเกย์ที่แท้จริง นอกจากนี้ยังทำให้เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อ มีสีสัน แม้บางตอนจะเข้มข้นไปก็ตาม แต่กระแทกใจผู้อ่านให้รู้สึกสะเทือนอารมณ์ และหน่วงไปพร้อม ๆ กับตัวละครได้เป็นอย่างดี เช่น ตอนที่คู่ขานพีทะเลาะกัน
“อีสัตว์ มาซีวะ มากระทืบกะกู...” ระบิลคำราม “มึงมาแย่งผัวกูทำไม...อีห่า อีดอกกระทือ” ... “วันหลังกูรู้ว่ามาวอแวกับผัวกูอีกละก็...คอยดู...กูจะกระทืบให้เลือดออกทางตูดเชียวมึง” (หน้า163)
ส่วนลักษณะที่สอง คือ การใช้ฉากในสถานเริงรมย์สำหรับเกย์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่แปลกใหม่ ไม่ค่อยมีใครนำเสนอด้านนี้มากนักและยังคงมีอยู่จริงในทุกวันนี้ แต่ซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึง จึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นตะลึงและตื่นตากับโลกที่ไม่เคยเห็นหรือสัมผัสมาก่อน เมื่อนึกเปรียบกับในปัจจุบันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสถานที่ดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน เพราะ สมัยนี้สังคมเปิดกว้างกว่าในอดีตพอสมควร เช่น ตอนที่จิลลาเข้าไปในคลับแห่งหนึ่งกับน้องชาย ผู้เขียนบรรยายฉากนั้นว่า
“บนผนังห้องตรงกันข้ามกับที่เขานั่งอยู่ เป็นรูปวาดของชายเปลือยครึ่งนั่งครึ่งนอนขนาดเท่าคนจริง เปิดเผยรูปพรรณสัณฐานของอวัยวะอันควรปกปิด...เต็มไปด้วยรายละเอียด ที่ละเอียดลออจนแสบตาแสบใจ มิหนำซ้ำรูปเปลือยนั้นก็มิได้อยู่ในอารมณ์ปกติอีกด้วย”…“จิลลาเกือบหยุดหายใจเมื่อผู้ชายคนหนึ่งออกมาเต้นเดี่ยวตามจังหวะเพลงสลัดเสื้อหลุดกระเด็นไปเหลือแต่กางเกงสั้น ท่าเต้นหนักไปทางเพศอย่างเปิดเผย จิลลาหลับตา แข็งใจนั่งต่อทั้ง ๆ ที่ที่นั่งร้อนวูบวาบไปหมด” (หน้า75-77)
ประตูที่ปิดตาย จึงเป็นนวนิยายที่ยังคงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวที่ผู้เขียนถ่ายทอดผ่านถ้อยภาษา ได้เป็นอย่างดี และเนื้อหายังคงร่วมสมัยไม่ผิดเพี้ยนไปจากปัจจุบันนัก ทำให้ผู้อ่านได้เปิดโลกทัศน์ ได้เห็น ได้สัมผัสเรื่องใหม่ ๆ ทั้งที่รู้และไม่เคยรู้มาก่อน เป็นประสบการณ์พร้อมด้วยรสชาติแปลกใหม่ แม้จะมีรสขมก็ตามที เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่สิ่งที่สวยงาม ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ และทุกคนสามารถเลือกประตูสักบานหนึ่งที่คิดว่าจะนำพาชีวิตไปพบเจอแต่ความสุขได้ โดยตั้งอยู่บนหลักสามัญสำนึกอันดีงาม ดังนั้น “ประตูที่ปิดตาย” จึงเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ซึ่งแฝงไปด้วยแง่มุมต่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้ขบคิด ตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกี่ยวกับเพศที่สามที่เพิ่มมากขึ้น และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อเปิดโลก เปิดสังคมให้กว้างยิ่งกว่าที่เคยเป็น