การอบรมพยาบาลให้คำปรึกษาเอชไอวีวันที่ 3 เกิดการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการฟัง เพื่อนำไปใช้ในการให้บริการปรึกษา ที่จริงมีประสบการณ์การทำงานพยาบาลมานาน ถ้านับอายุราชการก็เป็นวัยผู้ใหญ่ตอนต้นแล้ว แต่ส่วนใหญ่การฟังใช้น้อยกว่าการพูด เพราะบุคลิกส่วนตัวชอบพูด แถมคุณพยาบาลก็มีหน้าที่บอกสอน และบอก และสอน ทำมาจนชิน แต่ต่อไปนี้คงใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าจะบอก ก็ต้องเป็นเรื่องที่สำรวจแล้วว่าผู้ฟังไม่รู้จริง ๆ รู้ไม่ถูก หรือสิ่งที่รู้หากนำไปใช้อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจะบอกและสอน

ทำอย่างไรจึงจะเข้าใจและรับทราบว่าผู้รับบริการรู้หรือไม่รู้ ก็ต้องฟังอย่างมีมาตรฐาน เลยนึกเปรียบเทียบกับการให้บริการพยาบาลอื่น ๆ ที่ใช้เครื่องมือวัด เช่น การชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่ง จะต้องมีการปรับให้เครื่องชั่งสมดุลก่อนแล้วจึงชั่ง และมีหน่วยงานภายนอกมา calibrate ว่าเครื่องชั่งนั้นเที่ยงตรง จึงพอจะเชื่อได้ว่าน้ำหนักที่ได้นั้นเป็นจริงตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือแม้แต่ปรอทวัดไข้ ก็น่าจะกำหนดมาตรฐานว่าเครื่องมือนั้นวัดได้แม่นยำจริง

การให้คำปรึกษาเป็นการประเมินปัญหาเกี่ยวกับความคิด อารมณ์ ความรู้สึก เครื่องมือที่แท้จริง คือ ผู้ให้คำปรึกษาที่มีมาตรฐานเรื่องความคิด อารมณ์และความรู้สึก แล้วจะสร้างเครื่องมือนั้นได้อย่างไร การเฟ้นหาบุคคลที่ born to be counselor นั้น เท่าที่ทราบยังไม่มีผู้ใดทำ คงเป็นการกำหนดผู้รับผิดชอบแล้วอบรมให้ความรู้ ฝึกทักษะ นำไปปฏิบัติ และควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เปรียบเสมือนการ calibrate เครื่องมือนั่นเอง ซึ่งทักษะจำเป็นประการหนึ่งที่ควรฝึกและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ Active listening: การฟังอย่างตั้งใจ ผู้ฟังจึงจำเป็นต้องมีสมาธิ สนใจผู้พูด เปิดหูและเปิดใจ ไม่ใช้ข้อมูลเดิมใด ๆ มาเป็นตัวตัดสิน ไม่ว่าจากผู้พูดหรือผู้ฟัง เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงมาประมวลว่าการฟังเรื่องนั้น ผู้พูดมีความคิด อารมณ์ ความรู้สึกอย่างไร

***เมื่อตั้งใจตรงแล้วจึงจะสามารถวัดใจได้อย่างมีมาตรฐาน***

                                                                      DAENG...D