เหยื่อ

           


เช้าที่เคยสดใส ทำไมวันนี้กลับดูมืดมัว มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนนั่งก้มหน้า และร้องไห้คร่ำครวญ แกรก! แกรก! แกรก! เสียงคนเดินลาก โซ่ตรวน ขนาดใหญ่ ชายหนุ่มร่างเล็ก อายุราว 32 ปี  มีรอยสักตรงข้อมือ ผิวสีแทน เขาเดินช้า ๆ แล้วมานั่งข้างผม

เสียงจากผู้คุม “ฝากดูแล เพื่อนใหม่ด้วยล่ะ”

เขามองหน้าผมแล้วถามว่า “นายโดนข้อหาอะไรมา”

สิ้นประโยคคำถาม ผมนั่งน้ำตาไหลอยู่พักหนึ่ง ผมพูดไม่ออกครับ                 

สิ่งที่ผมทำลงไปมันติดตาตรึงใจของผมมาก      

“นายยังไหวอยู่ใช่ไหม” เสียงแว่วเข้ามาผ่านม่านหู ทำให้ผมสะดุ้ง  แล้วพูดออกมาว่า

 “ผมมันเป็นคนเลว” ขณะที่ผมเหม่อ และร้องไห้ออกมา                  

  ชายหนุ่มพยายามเรียกสติผม

“นาย นาย มีสติหน่อย นายยังไหวอยู่ใช่ไหม”  

ผมพยายามดึงสติ แล้วปาดน้ำตาที่กำลังนองหน้าของผมนั้น                               

ผมก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง


เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพ   ผมชื่อนัท ครับ ครอบครัวของผมมี 4 คน ผมมีน้องสาว 1 คน ผมรักครอบครัวผมมาก ผมพยายามหางาน หาเงิน ผมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว และส่งน้องสาวเรียนหนังสือ   ผมไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยท้อเลยครับ ผมกลับมาจากที่ทำงานผมเจอหน้า พ่อ แม่ แล้วก็น้องสาวแค่นี้ก็ทำให้ผมมีกำลังใจสู้ต่อแล้วครับ

“แลดูนายก็รักครอบครัวนะนัท” ชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมา 

“เพราะผมรักครอบครัวมาก จนผมขาดสติไงครับ ผมทำให้ชีวิตของผมพัง และทำให้ครอบครัวผมต้องผิดหวัง และเสียใจ” นัทได้พูดตัดพ้อตัวเอง

“นายพอจะเล่าต่อได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัยว่าทำไมนัทถึงได้โดนจับมาอยู่ที่เรือนจำบางขวาง เพราะนักโทษแต่ละคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ ต้องไปทำคดีที่ร้ายแรงมา

“งั้นผมเล่าต่อนะ” ช่วงเดือนตุลาคม เป็นฤดูที่ชาวนาต้องทำนา หว่านข้าว ซึ่งครอบครัวของผมไม่มีเงินทุนเหลือจากการทำนาในหน้าที่แล้ว เพราะราคาข้าวต่ำมาก เกวียนละ 6,000 บาท นาผมมี 5 ไร่ ครับ ผมเกี่ยวข้าวหน้าที่แล้วได้ 3 เกวียนเอง ตกอยู่ 18,000 บาท  ไหนจะค่ารถที่ใช้เกี่ยว ค่ารถที่ปั่นนา ค่าปุ๋ย ค่ายาฉีด อีกสารพัดที่จะต้องจ่าย ไอ้นุ่น น้องสาวผมก็ต้องเรียน ทำให้ผมต้องทำงานหาเงินเพิ่มอีก ผมจึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพ เพื่อไปหางานทำ ผมได้งานส่งของแบกของในตลาด ได้วัน 400 บาท ผมส่งให้ครอบครัวผมทุกเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้เจอกับเบียร์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าผม เบียร์ชวนผมไปทำงานด้วย เบียร์บอกว่างานที่มันทำอยู่สบาย ได้เงินเร็ว เมื่อกิเลส ความโลภอยากได้เงินครอบงำผม ทำให้ผมตอบตกลงเบียร์ไปในทันที                              

“เฮ้ย!! ไอ้นัท เอ็งพร้อมทำงานให้ข้าคืนนี้เลยไหม” เสียงห้วน ๆ และดุดันจากเพื่อนเก่า

“ได้เลย เพื่อน ที่ไหน เมื่อไหร่” น้ำเสียงนัทคือกำลังดีใจ                                   

“เดี๋ยวข้าจะเขียนแผนที่แล้วไปตามนี้ เข้าใจไหม”

ขณะเดียวกันทางตำรวจก็ได้วางแผนเพื่อล่อซื้อยาบ้า  และเตรียม  จัดกองกำลังเพื่อเข้าบุกจับผู้ต้องหา ผมโดนตำรวจจับพร้อมของกลางยาบ้า 5000 เม็ด ส่วนไอ้เบียร์เพื่อนผมก็หนี เมื่อนายของมันเจอก็ได้สั่งให้ลูกน้องฆ่าไอ้เบียร์ เพื่อปิดปากไม่ให้ตำรวจสาวเรื่องถึงตัวการใหญ่ แต่ไอ้เบียร์มันเคยบอกผมนะว่า ตัวพ่อของวงการยาเสพติดเขาเป็นคนใหญ่คนโต ตำรวจก็ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก   

 “ส่วนผมเป็นเพราะความโลภ ความอยากมีเงินของผมเองแหละครับ อันที่จริงงานเดิมที่ผมทำในตลาดผมก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ได้เล่น ได้หัวเราะกับพวกบรรดาแม่ค้า เฮ้อ!!!” เสียงนัทเหมือนคนไร้ความรู้สึกและหมดกำลังใจ  

“เอาหน่านายเองก็อยากทำเพื่อครอบครัว อยากให้ครอบครัวสบาย ในส่วนที่ผิดเราก็รับโทษไป นายก็ถือว่าเป็นลูกที่กตัญญูคนหนึ่ง ไม่มีใครรู้เรื่องของเรา เท่ากับตัวของเราเองหรอก” ชายหนุ่มพูดให้กำลังใจนัท  ทำให้นัทยิ้มได้                                       

  

   “แล้วนี่นายจะทำอย่างไรต่อไป” ชายหนุ่มถามด้วยความเห็นใจ

“อีกไม่กี่วันผมก็ต้องเข้าแดนประหารแล้วครับ ความผิดของผมมันรุนแรง ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องตกเป็นทาสพวกยานรกนี่” จากรอยยิ้มเปลี่ยนมาเป็นน้ำตา  และน้ำเสียงหดหู่อีกครั้ง 

“นายก็เป็นลูกที่กตัญญู แค่มีอารมณ์อยากได้เพียงชั่ววูบเท่านั้น นายลองร้องขอต่อศาล สิ ถ้านายทำความดี ช่วยเผยแพร่ข้อเสียของยาเสพติด หรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับตำรวจ  นายอาจจะได้ลดโทษครึ่งหนึ่งก็ได้”  ชายหนุ่มแนะแนวให้แก่นัทด้วยความเป็นห่วง  

“ผมขอขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยแนะนำผม ผมจะรอวันที่ศาลเรียกผมอีกครั้ง” นัทเองก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา “โชคดีนะนัท” ชายหนุ่มยิ้มมุมปากแล้วเดินจากไป

14 มิถุนายน 2545 วันพิพากษาของนักโทษแดน ๑๐                                   

  คือนักโทษที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด นัทได้ทำใจไว้ก่อนแล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง  ผู้คุมให้พวกผมกินอาหารมื้อสุดท้าย ข้าวมื้อนี้ถ้าอยู่ในร้านอาหาร อยู่กินกับครอบครัวของผมอย่างพร้อมหน้าพร้อม คงเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด แต่ตอนนี้ผมกลับกินข้าวมื้อนี้ไม่ลง  ผมได้แต่นั่งมองอาหาร  และคิดถึงหน้าครอบครัว เมื่อศาลได้มีการเรียกนักโทษที่สามารถลดหย่อนโทษได้ ซึ่งผู้ที่ได้รับโอกาสนี้ไม่ใช่นักโทษทุกคนที่จะได้รับ และหนึ่งในรายชื่อนั้นมีชื่อของนัทอยู่ด้วย คงเป็นเพราะว่านัทตั้งใจที่จะช่วยเผยแพร่โทษของยาเสพติด  และไม่ได้ตั้งใจที่จะมายุ่งเกี่ยวกับยาพวกนี้ และด้วยความจำเป็นที่จะต้องทำคงเป็นเพราะการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้น ราคาสินค้าจึงสูงขึ้นตามภาษี จึงมีการกดค่าแรงงานให้ต่ำลง เมื่อค่าแรงต่ำ แต่ทำงานหนักคงไม่มีใครชอบ ก็มีแต่คนอยากสบายด้วยกันทั้งนั้น ใช่!! ผมคิดเช่นนี้ ผมถึงได้มานอนอยู่ในสถานที่นี้เกือบ 20 ปี แต่ละวันของผมมันช่างนานแสนนาน

เมื่อท่านผู้พิพากษาเรียกชื่อผม ผมเหลือบตาขึ้นมอง ผมถึงกับสะดุ้ง ไม่คิดไม่ฝันว่าชายหนุ่ม คนที่มีรอยสัก ผิวสีแทน คนที่ผมนั่งเล่าเรื่องของผมให้ฟัง คน ๆ นั้นคือท่านผู้พิพากษาจริง ๆ หรือ ผมขยี้ตาไปมาคงคิดว่าตาฟาด แต่มันคือความจริง ชายหนุ่มคนนั้นกับผู้พิพากษาต้องเป็นคน ๆ  เดียวกันแน่ ๆ 

“ผม เกริกพล  วัฒนศิริ   เป็นผู้พิพากษาคดีความของนายปฐมชัย บุญวงศ์ หรือ นัท ทั้งนี้กระผมได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับนักโทษ  กระผมจึงได้นำความมาพิจารณาคดี ให้   นายปฐมชัย บุญวงศ์            นั้นช่วยเผยแพร่โทษของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ  ยาเสพติด และมีโทษจำคุกอีก 2 ปี ถ้าหาก  นายปฐมชัย บุญวงศ์  ได้เข้าไปพัวพันเกี่ยวกับยานรกอีก             จะมีโทษประหารชีวิตทันที” เมื่อท่านผู้พิพากษากล่าวตัดสินคดีเสร็จ ผมน้ำตาไหล และได้ตั้งสัจปฏิญาณกับตนเองไว้ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยานรกนี้อีก 

29 พฤศจิกายน 2547 เป็นวันที่ผมมีอิสระอีกครั้งครับ                        

     ผมได้ออกจากสถานที่ ที่ไม่รู้วันตายของตัวเอง ผมกลับบ้านไปหาครอบครัว และหางานทำที่สุจริตทำ ถึงเงินที่ได้จะน้อยแต่ก็ทำให้ผมเจอกับความสุขทุกวัน ปัจจุบันนี้ผมได้เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และชีวิตที่อยู่ในคุกว่ามัน ทรมาน มากแค่ไหน.....

“กลับไปแล้ว ไม่ต้องกลับมาแล้วนะ” เสียงผู้คุมตะโกนบอกผม

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เราคงไม่ต้องเจอกันอีกนะครับ”


สุดท้ายนี้ผมจะขอฝากไว้นะครับ 

“คนเราทุกคนย่อมมีความอยากได้

อย่าให้กิเลสมาครอบงำจนเราเสียอนาคต

และบางทีโอกาสก็ไม่ได้มาหาเราได้ตลอด

เพราะฉะนั้นเราควรพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

มิเช่นนั้นความโลภจะพาลให้เราไปสู่หายนะ

จากนัท...ผู้ที่เคยหลงผิด

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะบอก

ขอบคุณนะคะที่อ่านเรื่องเหยื่อ อุทาหรณ์ สำหรับคนหลงผิด เหยื่อ  เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนให้เห็นถึงความอยากรวยโดยขาดสติ แต่ในความอยากรวย   ของตัวละครก็เพื่อครอบครัว สำหรับใครที่กำลังหลงผิดอยู่ ผู้เขียนเองก็อยากให้ท่านได้เดินออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะโอกาสมันคงไม่ได้มาง่าย ๆ เหมือนอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้ อยากให้ผู้อ่านรักในอาชีพที่สุจริต ไม่หวังรวยทางลัด พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ แล้วชีวิตจะมีความสุข

                                                                                                                                                       เขียนโดย 

นางสาวจุฑารัตน์  ศรีสวัสดิ์

 

 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน งานของรุ่นพี่



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

645540

เขียน

11 Mar 2018 @ 22:22
()

แก้ไข

11 Mar 2018 @ 22:30
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก