เจ้าของเคสที่ 3: อ.อี (เคสฝ่ายเด็ก)

รายละเอียด

      เป็นเด็กอายุ 3 ขวบ ที่ยังพูดไม่ได้ (พัฒนาการด้านการสื่อสารอยู่ที่ 1 ขวบ) แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติก (Autistic disorder) ระดับปานกลาง (moderate) (Diagnostic clinical reasoning) ที่เลือกเล่าเคสนี้เพราะเป็นเคสที่ยังติดต่อกันอยู่ เห็นความเป็นไปของเด็กผ่านโซเชียลมีเดีย และพ่อของเด็กมีอายุใกล้เคียงกัน

      อ.อีเริ่มต้นการประเมินด้วยการถามความต้องการของพ่อแม่ โดยใช้เทคนิค Interactive clinical reasoning รับฟังเรื่องราวและปัญหาของเด็ก (narrative clinical reasoning)จนได้เป้าประสงค์ออกมา

      จากนั้นจึงเริ่มการประเมินโดยให้ผู้รับบริการเลือกหยิบของเล่นมาเล่นเอง (Free play) โดยผู้รับบริการเลือกของเล่นที่ให้เรียงตัวอักษรตั้งแต่ ก-ฮ อ.ถามว่าอันนี้ตัวอะไร ก ตอบได้ จ ตอบได้ ต่อไปเลือก A-Z และ 1-10 ถามว่าตัวอะไรก็ตอบได้ สรุปได้ว่าเด็กมี cognitive ดี แต่ปัญหาคือเด็กจะเลือกหยิบแต่ของเล่นซ้ำๆ (เรียงตัวอักษรหรือตัวเลข ซึ่งมีรูปแบบการเล่นแบบเดียวกัน)

      นอกจากนั้นเด็กยังมีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเองซ้ำๆ โดยการทำเสียง “อืออออ” พร้อมหมุนตัว และอ.อีได้ให้ผู้ปกครองทำแบบประเมิน SI ซึ่งเป็นแบบคัดกรองพฤติกรรมภาวะการบกพร่องทางการเรียนรู้ ขณะผู้รับบริการเล่นก็สังเกต แล้วประเมินว่ามีผลต่อชีวิตประจำวันแค่ไหน ตอนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลผู้รับบริการเล่นคนเดียว ไม่สนใจใคร เล่นซ้ำๆ โดยไม่เดือดร้อนคนอื่น

      ความถี่ในการฝึก ผู้รับบริการจะฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน เมื่อฝึกได้ 1 ปีจึงเริ่มพูดสองคำติดกัน จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคม จน 4 ขวบเริ่มมีทักษะทางสังคม สื่อสารกับผู้ใหญ่ได้ บอกความต้องการได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารกับเด็กวัยเดียวกันได้ ไม่ชวนคุย จึงเริ่มปลี่ยนแปลงความถี่ ให้ฝึกเดี่ยวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และให้เริ่มทำกิจกรรมกลุ่ม จนสามารถเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ จึงทำการส่งผู้รับบริการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม (Discharge)

      ปัจจุบันเรียนได้เหมือนเด็กปกติ มีพัฒนาการตามวัย อาจจะช้ากว่าเล็กน้อย ไม่เข้าใจ โดนเพื่อนแกล้งจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่สามารถสื่อสารกับคุณครูได้ดี

      ปัญหาการทานข้าว จากการประเมินพบว่า ผู้รับบริการมีปัญหาที่ Tactile sense แปลผลสิ่งเร้าในปากแบบ hypersensitive เวลาทานข้าวจะรูสึกระคายเคือง เมื่ออายุ 4 ขวบ เกือบ 5 ขวบจึงสามารถทานข้าวได้ โดยเพิ่มความหนืดไปเรื่อยๆ พร้อมกับให้ทานตอนดูทีวี อ.แนะนำให้ผู้ปกครองผสมข้าวเข้าไปในนม ผสมกับพิซซ่า โดยพ่อตั้งเงื่อนไขว่าถ้ากินข้าวได้จะให้ไปญี่ปุ่น (Interests) เด็กจึงเริ่มทานข้าวได้

 

ปัญหา

  • การสื่อสาร (ผู้รับบริการพูดไม่ได้)
  • ดื่มแต่นมไม่ยอมทานข้าว


เป้าประสงค์ (Goals)

  • เด็กพูดได้
  • ทานข้าวได้
  • เรียนได้ตามวัย


สิ่งที่นักกิจกรรมบำบัดทำให้ผู้รับบริการ (Procedural clinical reasoning)

  • ถามความต้องการของพ่อแม่ เพื่อนำมาใช้วางแผนในการให้บริการทางกิจกรรมบำบัด
  • วางแผนและตั้งเป้าประสงค์ร่วมกัน ระหว่างนักกิจกรรมบำบัด ผู้รับบริการ และครอบครัว โดยยึดความต้องการหรือความจำเป็นของผู้รับบริการเป็นหลัก (Client-factor)
  • ทำการแก้ปัญหาตามที่ได้วางแผนเอาไว้ ดังนี้
    • ฝึกทำกิจกรรมเดี่ยว เมื่อเริ่มพูดได้จึงให้ทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเพิ่มทักษะการเข้าสังคม
    • เพิ่มความหนืดของอาหารไปเรื่อยๆ โดยใช้ความสนใจของผู้รับบริการเป็นเงื่อนไขในการทานอาหาร
  • ติดตามผลการรักษา

 

ความสำเร็จ

      ผู้รับบริการสามารถกลับไปเรียนหนังสือร่วมกับเด็กวัยเดียวกันได้อย่างปกติ แม้จะมีการทะเลาะกันเล็กน้อยระหว่างเด็กเล็ก

 

โมเดลหรือกรอบอ้างอิงที่ใช้ (Model/FoR)

  • PEOP
  • MOHO ดูความสนใจของผู้รับบริการ (volition)