เจ้าของเคสที่ 1: อ.เดียร์ (เคสฝ่ายจิต)
รายละเอียด
เป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนชื่อดัง แต่เมื่อได้เข้าแล้วกลับเกิดปัญหาในการเรียนและการเข้าสังคม ไม่สามารถส่งงานที่อาจารย์สั่งได้ตรงเวลา ไม่สามารถทำงานกลุ่มได้ รวมถึงโดนคนไม่รู้จักหลอกนำเงินไปใช้
อ.เริ่มต้นการประเมินด้วยการพูดคุย รับฟังเรื่องราวด้วยความตั้งใจ (Interactive clinical reasoning) เพื่อให้ได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จนพบว่าผู้ป่วยมีอาการบุคลิกภาพแปรปรวน และเป็น Asperger’s syndrome (Diagnostic clinical reasoning) มีอาการรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และยังมีปัญหาด้านการดูแลสุขอนามัยส่วนตัวอยู่ด้วย
เมื่อรู้สาเหตุแล้วจึงทำการประเมิน เมื่อผู้รับบริการอยากวิ่ง จึงไปวิ่งด้วยกัน (Therapeutic use of self) เพื่อเพิ่มความสนิทและความไว้วางใจ ขณะวิ่ง วิ่งผ่านครูฝึกต่อยมวย ผู้รับบริการมีความรู้สึกอยากต่อยมวย (Interests) จึงให้ไปถามด้วยตัวเอง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง (self esteem) ในการเข้าสังคมของผู้รับบริการ เมื่อได้เริ่มเรียนต่อยมวยจึงได้ใช้เวลาทดแทนเวลาหลังเลิกเรียนที่เป็นสาเหตุของการโดนหลอกเอาเงิน เมื่อเริ่มฝึกจนชำนาญจึงมีกระสอบทรายที่บ้าน คิดค้นท่าต่อยมวยใหม่ๆ ร่วมกับนักโอที ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของร่างกาย (Physiological) และได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า (values) ไปกับสิ่งที่ตนสนใจ
ปัญหาต่อมาคือเรื่องของการส่งงานที่โรงเรียนไม่ตรงเวลา อ.ไปดูสภาพแวดล้อมที่โรงเรียนกับผู้รับบริการและพ่อแม่ เพื่อดูว่าผู้รับบริการมีพฤติกรรมการเรียนเป็นอย่างไร แล้วเริ่มให้ทำตารางส่งงานอย่างเป็นระบบ เมื่อได้ทำตามตารางผู้รับบริการสามารถส่งงานได้ตรงเวลา
ปัญหาต่อมาคือปัญหาการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในห้อง พบว่าผู้รับบริการไม่คุยกับเพื่อน และไม่สามารถทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนๆ ได้ มีความบกพร่องด้านทักษะการเข้าสังคม (Social participation) อ.จึงแนะนำพ่อแม่ให้ชวนเพื่อนมาทำงานกลุ่มที่บ้าน เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นสถานที่ที่คุ้นเคย (environments) ปรากฏว่าผู้รับบริการสามารถช่วยทำงานกลุ่มได้
นอกจากนั้น จากการพูดคุยและฟังเรื่องราวของคนในครอบครัว (narrative reasoning) พบว่า พ่อแม่มีความคาดหวังต่อลูก(ผู้รับบริการ)สูง อยากให้จบมหาวิทยาลัยและเรียนสูงๆ อ.จึงทำการพูดคุยเพื่อปรับลดความคาดหวังของพ่อแม่ลง ลูกอาจไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้โดยวิธีอื่น จากการพูดคุยและตกลงร่วมกันภายในครอบครัว พบว่าผู้รับบริการอยากทำธุรกิจ จึงได้เริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง และมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้
ผู้รับบริการเริ่มการบำบัดตั้งแต่อายุ 15 ปี จนปัจจุบันอายุ 25 ปีแล้ว ในระยะเวลานี้ ช่วงแรกจะนัดพบสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อาจมีการนัดพบกันที่บ้านของผู้ป่วย เมื่ออาการดีขึ้นจึงค่อยๆ ลดลงเป็นเดือนละครั้ง เพื่อให้โอทีและครอบครัวได้มีการวางแผนตัดสินใจร่วมกัน (Conditional clinical reasoning) และให้ผู้ป่วยรู้จักการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเองว่าสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ โดยการโทรหานักโอทีเมื่อมีปัญหา โดยระยะหลังๆ เมื่อเริ่มบรรลุเป้าประสงค์อาจไม่ต้องพบกันโดยตรง แต่มีการให้คำปรึกษาและติดตามการเปลี่ยนแปลงผ่านทางโทรศัพท์และโซเชียลมีเดีย
ปัญหา
- การรับรู้สัมผัสมากกว่าปกติ (Hypersensitive) ต่อการฟังเสียง (auditory), การทรงตัว (vestibular), การรับสัมผัสทางผิวหนัง (tactile), การรับสัมผัสของข้อต่อ (proprioceptive) ต้องดมถุงเท้า/รองเท้าก่อนนอน
- การสานสัมพันธ์เคลื่อนไหว ทรงท่าไม่การมั่นคง อ้วน
- ไม่ส่งงานตรงตามเวลา
- ทำงานกลุ่มกับเพื่อนไม่ได้
สิ่งที่นักกิจกรรมบำบัดทำให้ผู้รับบริการ (Procedural clinical reasoning)
- สร้างความไว้วางใจระหว่างนักกิจกรรมบำบัดกับผู้รับบริการ โดยใช้ตัวเองเป็นสื่อในการรักษา (Therapeutic use of self)
- วางแผนและตั้งเป้าประสงค์ร่วมกัน ระหว่างนักกิจกรรมบำบัด ผู้รับบริการ และครอบครัว โดยยึดความต้องการหรือความจำเป็นของผู้รับบริการเป็นหลัก (Client-Centered)
- ทำการแก้ปัญหาตามที่ได้วางแผนเอาไว้ ดังนี้
- เล่นกีฬา(ต่อยมวย)ตามความต้องการของผู้รับบริการ เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วและประสานงานกันดีขึ้น
- ทำตารางส่งงาน เพื่อแก้ปัญหาส่งงานไม่ตรงเวลา
- ชวนเพื่อนมาทำงานกลุ่มที่บ้าน เพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นสถานที่ที่คุ้นเคย
- ติดตามผลการรักษา โดยการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือนัดพบกันโดยตรง
ความสำเร็จ
แม้จะไม่เป็นไปตามความคาดหวังแรกของผู้ปกครองที่อยากให้เรียนมหาวิทยาลัย แต่ผู้รับบริการสามารถประสบความสำเร็จโดยการดำเนินธุรกิจของตัวเองได้
โมเดลหรือกรอบอ้างอิงที่ใช้ (Model/FoR)
- PEOP
- MOHO ดูความสนใจของผู้รับบริการ (volition)