เรื่องเล่าคนทำงาน สุขภาพชุมชน "อย่าตัดสินใครโดยที่เรายังไม่ได้รู้จักเขาดีพอ......"

Kamrapis
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โดย... รัตน์ชรีญาภรณ์ ฤทธิศาสตร์

อย่าตัดสินใครโดยที่เรายังไม่ได้รู้จักเขาดีพอ......

หนึ่งในผู้สร้าง สภาโทกค่า 22 ทองคำ

                        วันนี้แล้วซินะ.... ที่คนในหมู่บ้านรอคอย “วันเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้าน”  ไม่ว่าแต่ชาวบ้าน พยาบาลชุมชนอย่างเราในใจก็ลุ้นระทึกเพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะชี้ว่า เราต้องทำงานด้านสุขภาพร่วมกับใคร ผู้ลงแข่งครั้งนี้เป็น 2 ท่าน หนึ่งท่านแรกเป็นบุคคลที่พวกหมอๆรู้จักดี เพราะเป็นประธานอสม.ของหมู่บ้านนี้ทำทำงานบุกเบิกด้านสุขภาพ ร่วมกับเรามาตั้งแต่แรกเริ่ม ดิฉันเองสนิทสนมและคุ้นเคยเป็นอย่างดี จนในใจแอบไม่เป็นกลางที่จะเชียร์ ส่วนอีกท่าน ดิฉันไม่สนิทสนมเอาเสียเลย ท่านเป็น อปพร. แต่ไม่ค่อยเจอกันในงานด้านสุขภาพเท่าไหร่นัก และท่านก็เป็นคนพูดน้อยซะเหลือเกิน แถมยังสูบบุหรี่จัดมากๆ ต่างจากหมออนามัยอย่างเราๆที่เรียกได้ว่า พูดเป็นต่อยหอย ฉันจึงมองว่าเป็นคนละขั้วกับเราๆแน่ๆ

ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงสี่สิบห้าแล้ว จวนแล้วซินะ บอกตัวเอง “ ภาวนาซิ อยากให้ใครเป็น ” ไม่ใช่ว่าผู้ลงสมัครท่านที่  2 ไม่ดี แต่ด้วยความคุ้นเคย และคิดถึงปฏิสัมพันธ์ที่เอื้อต่อการประสานการทำงานด้านสุขภาพที่จะง่าย ประกอบกับเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดิฉันเองแอบเชียร์ท่านแรกอย่างสุดใจ รวมถึงเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆถ้าให้เดาก็คงคิดเช่นเดียวกัน  เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนที่นี้ก็สนิทกับท่านประธานคนนี้ทุกคน  กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น จากพี่หัวหน้ารพ.สต.พร้อมกับข่าวประกาศผลการเลือกตั้งที่ทำให้ฉันเองต้องตกใจ พร้อมกับ คำพูดตัดพ้ออย่างท้อใจระหว่างฉันกับพี่สุชาดา คำบอกกล่าวนั้นคือ พี่ประธานอสม.ไม่ได้นะแต่เป็นอีกท่านหนึ่ง  ทำไงดี งานของเราคงลำบากกันหลายอย่าง เสียงนั้น ทำให้ความรู้สึกฉันราวกับเหมือนถูกแฟนทิ้งไปมีคนใหม่ เพราะทั้งผิดหวังเสียใจและเจ็บใจ แต่สุดท้ายก็พูดกันว่า เอาเถอะรอดูไปก่อนท่านคนนี้อาจจะไม่เป็นเหมือนที่เราคิดก็ได้

สอง สาม เดือน หลังจากนั้น  สิ่งที่สอนให้ฉันได้เรียนรู้ว่าการมองคนมุมใหม่ จึงเกิดขึ้น เรื่องเริ่มมาจาก ว่าพี่อนามัย นักวิชาการสาธารณสุข มาชวนฉันว่า “ น้องกุ้งอยากทำอะไรให้ตำบลของเราน่าอยู่มั้ย” ฉันตอบอย่างไม่คิดอะไรต่อ เพราะคิดว่าเป็นคำถามทั่วไปเพราะเราก็ทำงานอยู่ในตำบลนี้ เรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองเลยก็ว่าได้  จึงตอบไปว่า “อยากซิค่ะ ” พี่อนามัยคงเตรียมประโยคต่อไปไว้แล้วเพราะรู้ว่าฉันต้องตอบแบบนี้ จึงรีบพูดสวนกลับมาทันที “แต่เราต้องช่วยกันนะ แบ่งกันเตรียมโครงการคนละหมู่บ้าน โอเคป่าว” ฉันตกลงทันทีเพราะคิดว่า ทุกหมู่บ้านมีผู้นำที่เราสนิทสนมมานานอยู่แล้ว ยกเว้นแค่บ้านโทกค่าหมู่ 2 หมู่เดียวที่เพิ่งเลือกตั้งไปเมื่อไม่นาน แต่ยังไง ตำบลก็มีตั้ง 4 หมู่ คงไม่ได้ทำงานร่วมกับหมู่ 2 หรอก ในระหว่างนั้น ฉันก็รับคำอย่างสบายใจเพราะคิดว่า เป็นเรื่องง่ายที่เคยทำๆกันมาอยู่แล้ว อีกสองวันหลังจากนั้น พี่อนามัยเอารายละเอียดทั้งหมดมาให้ดู จริงๆแล้วเป็นโครงการของสสส.ที่ให้ทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการหมู่บ้านน่าอยู่ ซึ่งสสส.จะสนับสนุนโครงการให้กับหมู่บ้านที่จะดำเนินโครงการหมู่บ้านละ 200,000 บาท แต่ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการ ฟังดังนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าด้วยคำพูดโน้มน้าวของพี่อนามัยหรืออะไรดลใจไม่ทราบ ฉันก็ดันไปตกปากรับคำโดยที่ไม่รู้ว่างานข้างหน้าจะหนักหนาเพียงใด ข้อตกลงสุดท้าย คือแบ่งงานกันให้แต่ละคนไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านว่าจะดำเนินโครงการหรือไม่ โดยเราเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ช่วยในเรื่องการดำเนินโครงการ  และสุดท้าย ดังโบราณว่า เกลียดอะไร ก็ได้อย่างนั้น คงเป็นจริง เพราะในฐานะที่ฉันอายุน้อยสุด และมาใหม่สุดในหน่วยงาน ทุกคนคงเป็นห่วง จึงลงมติว่าให้ทำหมู่บ้านที่มีประชากรน้อยๆละกัน จะได้ไม่ยากเกินไป ฉันดีใจมากเพราะหมู่บ้านที่มีประชากรน้อยๆก็มีสองหมู่บ้าน คือ บ้านโทกค่า กับบ้านป่าแดงใต้ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วบ้านป่าแดงใต้มีประชากรน้อยกว่าบ้านโทกค่า แต่ด้วยความเป็นห่วงของพี่ๆมีต่อไปอีกว่า ถ้าเทียบการเดินทางกลับบ้านของเรา เพราะอาจจะต้องมีการดำเนินกิจกรรมในช่วงเย็น หรือประชุมในช่วงกลางคืน เอาหมู่บ้านที่เป็นทางผ่านดีไหมจะได้ไม่ลำบาก ซึ่งหมู่บ้านนั้นก็คือบ้านโทกค่าหมู่ 2 นี่เอง ฉันจำเป็นต้องตอบรับเพราะเกรงใจในความเป็นห่วงของพี่ๆนี่เอง ความรู้สึกตอนนี้อยากบอกว่า หากย้อนเวลาได้ ไม่ตกปากรับคำแต่แรกก็คงดี แต่ในเมื่อเดินหน้าแล้วต้องไม่ถอยหลัง ในใจคิดอีกอย่างว่า ท้าทายก็ดีนะ ทำงานจะได้ไม่เบื่อ คืนนั้นกลับมาถึงบ้าน เป็นคืนที่สองแล้วที่นอนไม่หลับไม่ใช่เพราะคิดว่างานจะหนักหรือจะทำโครงการอะไร แต่เพราะคิดว่า ไม่รู้จะเริ่มคุยกับท่านผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ว่าอย่างไร อีกอย่างเราไม่ชอบที่ท่านสูบบุหรี่จัดเอาเสียเลย ไม่อยากเข้าไปใกล้ๆด้วยซ้ำ คำตอบที่ให้กับตัวเอง คือ เอาเป็นว่าไปคุยดูก่อนละกัน ดีไม่ดีถ้าผู้ใหญ่ไม่โอเค ก็ดีจะได้ไม่ต้องร่วมงานกัน วันรุ่งขึ้น ด้วยความที่เตรียมใจไว้แล้วจึงไปหาผู้ใหญ่ที่บ้าน ตั้งใจไว้ว่าจะรีบพูด ได้คำตอบแล้วก็จะรีบกลับและคงไม่ได้ทำต่อเพราะจากมุมมองของเราผู้ใหญ่ไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์ด้านสุขภาพเท่าไหร่คงไม่รับปากหรอก กลัวจะมาพ่นควันบุหรี่ใส่เราอีก เมื่อถึงบ้านผู้ใหญ่ สิ่งที่ฉันคิดไว้กลับตรงกันข้ามหมด ผู้ใหญ่ให้การต้อนรับอย่างดี แถมยังไม่สูบบุหรี่สักมวน ถึงท่านจะพูดน้อย แต่เมื่อฉันพูดรายละเอียดการส่งโครงการผู้ใหญ่มองหน้าฉัน และพูดว่า “เอาเลยหมอผมยินดี ไม่มีปัญหาอะไร หมอจะให้ทำอะไรบอกมาได้เลย ” และยังบอกต่ออีกว่า “ถ้ามีอะไรให้โทรหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง” แถมยังขอรายละเอียดโครงการจากฉันไปอ่านเพื่อศึกษารายละเอียดอีก ถึงตรงนี้ฉันนึกสมน้ำหน้าตัวเอง ที่มองคนๆหนึ่งว่าแย่ ทั้งที่ตัวเองคงแย่กว่าเขาจริงๆ แต่ไม่สมน้ำหน้ามากที่เดียวเพราะผู้ใหญ่คนนี้ก็ยังสูบบุหรี่ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่ชอบอยู่ดี  (อีกใจหนึ่งคิดเข้าข้างตัวเอง) กลับมาจากคุยกับผู้ใหญ่ ในระหว่างที่ฉันยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พี่อนามัยอีกเช่นเดิมที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมกับฉันว่า โครงการของสสส.ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่เคยเสนอขอกันนะผู้พิจารณาเป็นคนละสำนักกัน และต้องไปร่วมอบรม รวมถึง ต้องเข้าไปนำเสนอโครงการกับผู้ทรงคุณวุฒิของสสส.โดยผู้รับผิดชอบต้องเป็นคนนำเสนอ คือ ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านที่อื่นที่เคยดำเนินงานมาแล้วว่ากันว่า หินมากๆ คำถามที่เกิดคือ แล้วเราจะผ่านกันไหม โดยเฉพาะฉันเครียดจังกับผู้ใหญ่เนี่ย ระหว่างนั้น ผู้ใหญ่เข้ามาหาฉัน และปรึกษาโครงการที่จะเขียนเสนอ ผู้ใหญ่ไฟแรงมาก คิดมาให้ฉันเสร็จสับ ว่าอยากทำอะไรบ้าง แต่ขอให้หมอช่วยดูและเขียนเสนอกับทางสสส. ฉันหายเครียดเพราะรู้สึกว่างานคืบหน้ากว่าที่ฉันคิดและผู้ใหญ่ทำได้ จึงเดินหน้าต่อไปได้ ทางทีมรพ.สต.ของเราแบ่งกันช่วยผู้ใหญ่ทุกหมู่ รับผิดชอบหมู่ละ 2 คน ฉันได้ร่วมทีมกับพี่ทันตาภิบาล ในครั้งแรกที่เสนอโครงการตามแบบฟอร์มของสสส. ต้องไปร่วมดูงาน และร่วมปรับโครงการกับพี่เลี้ยง ของสสส. โดยมีผู้ที่ต้องเข้าร่วมคือ ผู้ใหญ่บ้านและที่ปรึกษาโครงการคือฉันและพี่ทันตาภิบาล ครั้งนี้แหละที่ทำให้ความรู้สึกฉันที่มีต่อผู้ใหญ่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จนอยากกลับไปขอโทษผู้ใหญ่ที่เคยมีอคติกับท่านมาตลอด เพราะหลังกลับจากศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบ ต้องเข้าอบรม เพื่อปรับโครงการกับทางสสส. ซึ่งเข้มมาก หลายพื้นที่ที่เข้าร่วมอบรมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เครียดมากจนอยากถอนตัว  สถานการณ์ในระหว่างเสนอโครงการกับสสส. ให้เวลาปรับแก้ตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงเย็น แต่เกือบทุกที่อยู่ต่อจนถึงเที่ยงคืน  ทุกคนเครียดมาก จนบางหมู่บ้านถึงกับน้ำตาไหลเลยทีเดียว เพราะหากผิดต้องแก้ใหม่หลายๆครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ฉันยังนั่งทำต่อไปได้จนถึงเที่ยงคืน คือ คำพูดของผู้ใหญ่ ที่ระหว่างนั่งแก้เอกสารจนเวลาสามทุ่ม ทุกคนเหนื่อยล้ากันมากฉันหันไปบอกผู้ใหญ่ว่า ท่านไปพักก่อนเถอะค่ะ เพราะเป็นเนื้อหาส่วนวิชาการที่ต้องแก้ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของสสส. เดี๋ยวพวกเราทำกันต่อเอง แต่ผู้ใหญ่กลับตอบฉันมาว่า ไม่ไปหรอก จะอยู่เป็นเพื่อนกันจนเสร็จ ช่วยไม่ได้เป็นกำลังใจก็ยังดี ระหว่างนั้นผู้ใหญ่เห็นฉันและทีมเครียดมาก โดยที่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง แต่ที่ผู้ใหญ่แสดงออกให้ฉันเห็นคือ เดินออกไปสูบบุหรี่ หลายครั้งมากเหมือนบ่งบอกว่าผู้ใหญ่ก็รู้สึกเครียดที่เห็นเราทุ่มเทแบบนี้เช่นกัน ในระหว่างนั้นนั่งทำจนถึงเที่ยงคืนก็ยังไม่เสร็จ ต้องมาต่อพรุ่งนี้เช้าและนำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ  ฟังจากกลุ่มก่อนหน้าที่เข้าพบผู้ทรง ผู้ทรงคนนี้เข้มงวดมากและค่อนข้างจะให้ข้อเสนอแนะที่แรงพอดู ยิ่งทำให้เครียดมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี ท่านให้ผู้ใหญ่เล่าความเป็นมาของบ้านโทกค่า และช่วยกันตอบคำถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่อยากทำในพื้นที่ สรุปทีมฉันผ่านฉลุย ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 165,300 บาท เป็นความรู้สึกดีใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำงานมาเลยก็ว่าได้เพราะทั้งผู้ใหญ่ ทีมงานและฉันเหนื่อยมาก รอบสุดท้ายตำบลของเรามี 2 หมู่บ้านจาก 4 หมู่บ้านในตำบลที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางสสส.              

            การดำเนินงานสุขภาพรูปแบบใหม่จึงเกิดขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ “โทกค่าน่าอยู่ มุ่งสู่พอเพียง ตามเสียงพ่อหลวง ”เริ่มการดำเนินงานจากการจัดตั้งสภาโทกค่า เป็นคณะทำงานโครงการ ที่มีสมาชิกทั้งหมด 22 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าหมวดของแต่ละหมวดในหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เกิดเป็น สภาโทกค่า 22 ทองคำ  ดำเนินกิจกรรมภายใต้การเก็บข้อมูลจากการสำรวจปัญหาของพื้นที่ และการประชาคม เมื่อนำปัญหาตามการจัดลำดับความสำคัญและบริบทของชุมชน หมู่บ้านเห็นว่า ปัญหาสำคัญที่มีโอกาสแก้ไขได้ ได้แก่ ปัญหาภาวะอ้วน ปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร ปัญหาการสูบบุหรี่  กลวิธีหลักในการขับเคลื่อนโครงการ คือการขับเคลื่อนด้วยการประสานงานของสภาโทกค่า 22 ทองคำ มีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี กิจกรรมประกอบด้วยกิจกรรมเพื่อลดคนอ้วนในชุมชน ใช้กิจกรรมการการออกกำลังกาย โดยร่วมกันจัดสถานที่สำหรับออกกำลังกาย ปรับใช้อาคารเอนกประสงค์ที่ค่อนข้างเสื่อมโทรมของหมู่บ้านเป็นที่ทำการของสภา ปรับให้เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ตั้งชื่อว่า ลานวัฒนธรรมและจัดให้มีการออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ภายใต้การนำของกลุ่มต่างๆในชุมชน หมุนเวียนกัน ได้แก่ การนำของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอสม. กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเยาวชน ในช่วงแรกที่ดำเนินกิจกรรมผู้นำแต่ละกลุ่มยังมีเขินอายกันบ้าง แต่ก็มีการเปลี่ยนตัวแทนผู้นำ จนสามารถนำการออกกำลังกายได้ กิจกรรมลดคนอ้วนนอกจากออกกำลังกายแล้วยังมีกิจกรรมการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการมีความปลอดภัยไร้สารพิษและสารเคมีปนเปื้อน เริ่มจากการเดินรณรงค์ในพื้นที่ และพัฒนาแกนนำให้มีความรู้ที่สามารถสาธิตการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีความปลอดภัย ไร้สารพิษและสารเคมีปนเปื้อน โดยใช้โมเดลอาหารสาธิต ทำการสาธิตที่ตลาดเย็นของหมู่บ้านทุกวันพุธ   หลังจากนั้น มีการติดตามการประเมินภาวะสุขภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุก 3 เดือนจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสภาโทกค่า ผลปรากฎว่า หลังจากกิจกรรมดำเนินงานไปได้ 1 สัปดาห์มีการขยายวันออกกำลังกายจาก 3 วันต่อสัปดาห์เป็นทุกวัน จากความต้องการของประชาชน และเกิดแกนนำที่เป็นผู้นำด้านการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นในแต่ละกลุ่ม เมื่อกิจกรรมแรกเห็นผลกว่าที่คาดไว้ พวกเราสภาโทกค่าจึงดำเนินกิจกรรมที่สองต่อทันที่ กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ โดยรณรงค์ให้ทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้ในการเกษตร ซึ่งในการณรงค์ครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย ได้แก่ อบต. รพ.สต. ตำรวจ หลังจากรณรงค์ภายในลานวัฒนธรรมเราจัดให้มีศูนย์สาธิตปุ๋ยหมักชีวภาพ และศูนย์สาธิตการเกษตรปลอดสารพิษตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งแปลงสาธิตของศูนย์สาธิตได้ใช้วิธีการตามแนวคิดการเกษตรปลอดสารพิษ ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพจากศูนย์สาธิตปุ๋ยหมักชีวภาพของโครงการ และผักที่ได้เจริญเติบโตสวยงามดีจนครอบครัวฉันและพี่ทันตาภิบาลได้อานิสงค์ อาหารเย็น เป็นผัดผักบุ้งบ้าง แกงผักกาดบ้าง เรียกว่าท้องอิ่มแบบไร้สารด้วยจริงๆ และเพื่อเป็นการสร้างกระแสและกระตุ้นการทำการเกษตรแบบพอเพียง จึงได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายทุกสัปดาห์ เรื่องการจัดให้มีการประกวดหมวดปลูกผักปลอดสารพิษ ภาพที่เห็นถ้าฉันเล่าว่าเกือบทุกบ้านมีการปลูกผักปลอดสารพิษ คงดูเหมือนว่าเข้าข้างงานของตนเอง แต่สิ่งที่บอกได้คือว่ากรรมการผู้ให้คะแนนประกวดที่ได้เข้าสำรวจทุกบ้านในทุกหมวดได้ชื่นชมว่ามีการปลูกผักปลอดสารพิษในครัวเรือนทุกหลังคาเรือน สำหรับกิจกรรมลดคนสูบบุหรี่ในชุมชน ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ถูกใจฉันมากที่สุด แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจผู้ใหญ่หรือเปล่า แต่การดำเนินงานไม่ทำให้ฉันลำบากใจเลยเพราะในวันประชุมหมู่บ้านมีคำพูดที่กินใจจากผู้ใหญ่ท่านลุกขึ้นจับไมค์พูดกับชาวบ้านจนกรรมการของสภาและตัวฉันเองลุกขึ้นปรบมือ ผู้ใหญ่พูดว่า “เรื่องบุหรี่ผู้ใหญ่จะเป็นต้นแบบในการปฏิบัติเอง” ระหว่างนั้นภรรยาผู้ใหญ่กระซิบกับฉันว่า เคยขอร้องเท่าไหร่ก็ไม่เคยทำให้ซะที จะมาเลิกได้เพราะหมอนี้แหละ กิจกรรมเริ่มจากสร้างกระแสรณรงค์การงดสูบบุหรี่โดยการประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย เปิดสปอร์ตประชาสัมพันธ์ให้ความรู้   ใช้ชาชงหญ้าดอกขาวในการลดความอยากบุหรี่ในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่สมัครใจเลิกบุหรี่ 30 ราย ใช้วิธีการตั้งสัจจะวาจาในการลด ละ เลิกบุหรี่ร่วมกัน จัดกลุ่มแลกเปลี่ยนสำหรับผู้สูบบุหรี่ โดยใช้บุคคลต้นแบบที่สามารถเลิกบุหรี่ได้ในชุมชนมาแลกเปลี่ยนร่วมกัน ร่วมเยี่ยมบ้านปลอดบุหรี่ของสภาโทกค่าและผู้สูบบุหรี่ด้วยกัน ซึ่งเป็นการสุ่มเยี่ยมบ้านในช่วงเย็นเดือนละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นเตือนการเลิกบุหรี่  ผลการดำเนินกิจกรรมการลดสูบบุหรี่ที่เห็นได้ชัดและเป็นที่น่าพอใจ คือ หลังดำเนินกิจกรรมมีผู้สูบบุหรี่ลดการสูบบุหรี่ได้คิดเป็นร้อยละ 83.33  หลังดำเนินกิจกรรมมีผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบบุหรี่ได้คิดเป็นร้อยละ 16.67 ที่สำคัญหนึ่งในนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ฉันเคยประนามเรื่องการสูบบุหรี่ไว้

            จนมาถึงวันนี้.....วันใกล้ปิดโครงการ (โครงการมีกำหนดปิดสินเดือนสิงหานี้) ฉันและพี่ทันตาภิบาลกลับรู้สึกใจหายเพราะเหมือนกับว่า มาทำงานทุกวันนี้จะต้องมีอีกสถานที่ทำงานเป็นลานวัฒนธรรมของบ้านโทกค่า ความรู้สึกนี้คงไม่ต่างกันกับผู้ใหญ่เพราะเมื่อวานนี้ผู้ใหญ่มาหาและคุยกับฉันว่า ถ้าไม่ได้เจอกันก็รู้สึกคิดถึงเหมือนกันเนอะ ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับผู้ใหญ่ในตอนนี้แตกต่างจากครั้งแรกที่รู้จักกันโดยสิ้นเชิง เพราะทุกวันนี้ความสนิทสนมระหว่างฉันกับผู้ใหญ่มากจนพูดเล่นกันได้เลยทีเดียว บางครั้งยังเรียกผู้ใหญ่เล่นๆว่าลูกพี่เลยทีเดียว 

สุดท้าย...สิ่งที่ฉันอยากจะบอกในการทำงานครั้งนี้แม้งานจะหนักและเหนื่อยมาก การทำงานร่วมกันกับชุมชนที่ผ่านมาได้สอนฉันหลายอย่างทั้งบทเรียนการทำงานและบทเรียนชีวิต ทั้งกลวิธีในเรื่องการทำงานด้านสุขภาพ ที่มีปัจจัยแห่งความสำเร็จเป็นการขับเคลื่อนของชุมชนโดยใช้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และอำนาจตัดสินใจในการแก้ปัญหาผ่านการสำรวจข้อมูลพื้นที่ และการประชาคม นำไปขับเคลื่อนด้วยกระบวนการประสานงานและดึงองค์กรในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบงานสุขภาพ จัดตั้งผู้ดำเนินกิจกรรมเป็น  สภาโทกค่า 22 ทองคำ ซึ่งกิจกรรมที่ได้เป็นบูรณาการงานด้านดูแลสุขภาพเพื่อแก้ปัญหาของพื้นที่ อันได้แก่ ปัญหาพฤติกรรมสุขภาพ ปัญหาความไม่ปลอดภัยของอาหารที่บริโภค ปัญหาการสูบบุหรี่  เข้าไว้ด้วยกัน สำหรับบทเรียนชีวิตยังสอนฉันว่า อย่าตัดสินใครโดยที่เรายังไม่ได้รู้จักเขาดีพอ.....

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแดนชุมพล

คำสำคัญ (Tags)#ชุมชน#เรื่องเล่า#สุขภาพชุมชน

หมายเลขบันทึก: 644687, เขียน: 12 Feb 2018 @ 16:30 (), แก้ไข: 12 Feb 2018 @ 22:56 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)