พีรวัศ กี่ศิริ ผู้บุกเบิก ‘ธุรกิจพอเพียง’ ในหนังสือ ๘๐ ปี เตรียมอุดมศึกษา ๘๐ วิสัยทัศน์ ถอดรหัสอนาคตประเทศไทย


บทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม โดย คุณเจิมใจ พรพิบูลย์ (ต.อ.๔๑)

‘ธุรกิจพอเพียง’ จากคำผสมระหว่างคำว่า ‘ธุรกิจ’ และ ‘พอเพียง’ ซึ่งมีความหมายที่พอคาดเดาได้ แต่ในความหมายของนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษาคนหนึ่ง กลับเป็นคำซึ่งมีนัยยะต่อกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองอย่างสมดุลและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและยากต่อการคาดเดา โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถสร้างรายได้และพึ่งตนเองได้ในอนาคต.

จากประสบการณ์ของการเป็นที่ปรึกษา มูลนิธิจูเนียร์อะชีฟเม้นท์ ประเทศไทย ซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนสนใจในเรื่องของการฝึกฝนการเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ (Entrepreneur) ประกอบกับการเป็นที่ปรึกษามูลนิธิรากแก้ว อันถือเป็นองค์กรสาขาของสถาบันปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงทำให้พีรวัศสนใจการน้อมนำ ‘หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานเป็นแนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับทั้งครอบครัว ชุมชน และรัฐ ให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

การพูดถึง ‘ผู้ประกอบการ’ หรือ ‘ธุรกิจ’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความโดดเด่นของพีรวัศ คือ เสนอแนวคิดการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบนฐานธุรกิจ หรือ จะกล่าวในบริบทของการศึกษาให้ชัดเจนก็คือ การเสนอให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกฝนทักษะการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบกลุ่มและน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดพิจารณาในการวางแผนงาน ลงมือปฏิบัติ เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในตนเองอย่างสมดุล

‘ธุรกิจพอเพียง’ จึงเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับจากสำนักมัธยมปลาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้เป็นหนึ่งในรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ ตามแนวทางการจัดการทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่เน้นสมรรถนะทางสาขาวิชาชีพ ซึ่งโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศสามารถถือเป็นทางเลือกและสามารถนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของตน โดย เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน อนุมัติให้มีการจัด “ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาวิทยากรแกนนำเพื่อขยายผล Project-Based Learning by Business Model Canvas (ธุรกิจพอเพียง)” เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๙ ซึ่งมีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการ ๔๕๒ โรง

หนึ่งในจำนวนนั้น คือ โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ถือได้ว่าเป็นแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงขณะนั้น โดยเริ่มต้นจากการถามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียนตั้งแต่มีการรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาในภาคการศึกษาแรก มีการปรับพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้เป็นแบบบูรณาการ โดยมีความพยายามให้มีการบูรณาการทั้งแบบขนาน (Parallel Instruction) และแบบข้ามวิชา (Transdisciplinary Instruction) ซึ่งได้เริ่มใช้กับนักเรียน ๔ จาก ๑๐ ห้องเรียนที่มีการรับสมัครใหม่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และมัธยมศึกษาปีที่ ๔

ในภาคการศึกษาที่ ๒ มีความพยายามของโรงเรียนยูงทองพิทยาคม อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๐ ร่วมมือกับหนึ่งอาสาสมัครของทีมงาน ‘ธุรกิจพอเพียง’ ทดลองจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการระยะ ๑๐ สัปดาห์ขึ้น และมีผลเชิงประจักษ์ต่อพัฒนาการของนักเรียนรายบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าเรียนและการแก้ปัญหาผลการสอบที่ได้คะแนนเป็นศูนย์ หรือ หมดสิทธิ์สอบไปในทางที่ดีขึ้น 

แม้ทั้งสองโรงเรียนนี้ยังถือไม่ได้ว่าก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อน ‘ธุรกิจพอเพียง’ แบบเต็มตัว แต่ก็ได้รับความสนใจจากโรงเรียนอื่นๆ รวมทั้งผู้บริหารเขตการศึกษา สพม.๒๐ ให้นำไปขับเคลื่อนทั้ง ๖๐ โรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในจังหวัดอุดรธานี

จนในช่วงปลายภาคสองของปีการศึกษา ๒๕๕๙ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๕ ลำพูน - ลำปาง ซึ่งมีนโยบาย ‘โรงเรียนนวัตกร’ อันเป็นนโยบายที่ผลักดันให้โรงเรียนในเขตการศึกษาของตน ได้เน้นการเรียนการสอนที่นำไปสู่การพัฒนานักเรียนให้มุ่งไปสู่การสร้างนวัตกรรม สพม.๓๕ แสดงความสนใจที่จะใช้แนวคิด ‘ธุรกิจพอเพียง’ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ จึงมีการสนับสนุนให้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการให้กับตัวแทนของครูในหมวดสาระที่เกี่ยวข้องเช่น สังคมศึกษา และการงานอาชีพและเทคโนโลยี ซึ่งโรงเรียนทั้ง ๔๕ โรงในเขตสพม.๓๕ ได้ส่งตัวครูมาร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยพร้อมเพรียงกัน ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเขลางค์นคร อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

อย่างไรก็ดีพีรวัศในฐานะผู้ริเริ่มและมีส่วนในการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ ประกาศย้ำอยู่เสมอว่า องค์ประกอบของธุรกิจพอเพียงนั้น มีอย่างน้อย ๓ ประการคือ

(๑) การฝึกฝนบนฐานที่มุ่งไปสู่ผู้ประกอบการธุรกิจแบบกลุ่ม

(๒) กระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในตัวนักเรียน

(๓) น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หากปราศจากข้อใดข้อหนึ่ง หรือขาดความพยายามในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมเรียก ‘ธุรกิจพอเพียง’ ไปไม่ได้ ส่วนการขับเคลื่อนหรือการนำไปใช้ย่อมมีความหลากหลายตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในแนวปฏิบัติของแต่ละโรงเรียน  นโยบาย ’ธุรกิจพอเพียง’ นั้นไม่มีการบังคับให้ปฏิบัติ อยู่ที่การสมัครใจของโรงเรียน หรือเขตการศึกษา อาจจะมีหรือไม่มีงบประมาณพิเศษเพิ่มเติมก็ได้ ฉะนั้นการนำแนวคิดไปขับเคลื่อนจึงขึ้นอยู่ผู้บริหารเขตการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครู และอาจรวมถึงผู้ปกครองของนักเรียนที่จะเล็งเห็นประโยชน์หรือคุณค่าของแนวคิดนี้

แม้จะยังไม่มีโรงเรียนใด ๆ ในเขตสพม.๓๕ ลำปาง - ลำพูน ที่จะสามารถยกตัวอย่างให้เห็นความสำเร็จของการขับเคลื่อน ‘ธุรกิจพอเพียง’ ก็ตาม แต่ก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจยิ่งนัก เช่น

  • โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเขลางค์นคร อำเภอเมืองจังหวัดลำปาง และ เวียงเจดีย์วิทยา อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน กำลังพัฒนาหลักสูตรเฉพาะ โดยเน้นที่วิถี ‘ข้าว’ และ ‘การแปรรูปลำไย’ ตามลำดับ อันมีพื้นฐานมาจากหลักสูตรเดิมของเครือข่ายบริการการวิจัยภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในโครงการบ่มเพาะและพัฒนาอาชีพเชิงบูรณาการด้านเกษตรกรรม อันอยู่ภายใต้โครงการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ
  • โรงเรียนทุ่งหัวช้างพิทยาคม อำเภอทุ่งหัวช้าง พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยนำเอาเรื่องโภชนาการในโรงอาหารมาเป็นจุดเริ่มต้น
  • โรงเรียนประชารัฐธรรมคุณ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ผนวกธุรกิจพอเพียง ไว้ในวิชาค้นคว้าอิสระ  เช่น มีการปลูกฝังความรับผิดชอบของการเป็นธุรกิจที่ดี (Good Business) ไว้ในการทำโครงงาน                                                                                                                                                                       
  • นอกจากนี้โรงเรียนซึ่งมีชี่อเสียงขนาดใหญ่ในอำเภอเมือง จังหวัดลำปางอีกสองโรง คือ บุญวาทย์วิทยาลัย และ ลำปางกัลยาณี ต่างก็ใช้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นฐานของการขับเคลื่อนเช่นกัน
  • ยังมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจอีกเช่น โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ประกาศตัวเป็นโรงเรียนธุรกิจพอเพียงเต็มตัว โดยอาศัยแนวความคิดเชิงธุรกิจมาจัดการระบบเกษตรพันธะสัญญา ปลูกพืชผลโดยมีการตกลงวางแผนล่วงหน้ากับบริษัทผู้รับซื้อ เพื่อพัฒนาเครือข่ายต่อจากครูและนักเรียนไปยังผู้ปกครอง แม้จะเป็นระยะเริ่มต้นเล็กๆแต่โดยอาศัยแนวคิดหลักของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ดำเนินไปในทางสายกลางของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีเป้าประสงค์ให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม โดยอาศัยหลักการ ‘ความพอเพียง’ ซึ่งหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีผู้บริหารโรงเรียนที่มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ และเคยมีประสบการณ์ด้านธุรกิจโดยตรง อาจจะสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นแบบอย่างของโรงเรียนที่มีพื้นที่ ‘เกษตรชนบท’ อยู่รอบๆโรงเรียนได้
  • มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนลำดับที่ ๑ แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสถาบันที่มีวิชา ‘ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ เป็นวิชาบังคับ มีนิสิตลงทะเบียนเรียนวิชานี้ระหว่าง ๔,๕๐๐ - ๕,๐๐๐ คน ต่อภาคการศึกษา บริหารจัดการวิชานี้โดยสำนักศึกษาทั่วไป ก็ได้รับเอาแนวคิดนี้ไปปฏิบัติในวิชาดังกล่าว มีการจัดงานมหกรรมการนำเสนอขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นให้นิสิตเห็นความสำคัญต่อเรื่องนี้

ความโดดเด่นของพีรวัศ คือ การเป็นทั้งผู้ริเริ่มเสนอแนวคิดและร่วมขับเคลื่อนด้วยตัวเอง โดยไม่มีองค์กรใดๆสนับสนุนงบประมาณด้านการเงินอย่างจริงจัง แต่อาศัยการ ‘ระเบิดจากภายใน’ ความจงรักภักดี ความศรัทธาเชื่อมั่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งพีรวัศถือว่าเป็น พระราชมรดกที่สำคัญที่สุดของพระองค์ที่พระราชทานแก่ประชาชนทุกระดับ ไปตลอดจนระดับรัฐที่ต้องบริหารราชการแผ่นดิน

หากย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ - ๒๕๕๕ ซึ่งรับตำแหน่งอุปนายก สมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ พีรวัศได้ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอแนวคิดสำคัญเรื่องนี้ ไว้ในบทความเรื่อง ‘ทิศทางอนาคต’ ในรายงานประจำปีของสมาคมว่า 

(๑) การเป็นหน่วยงานที่ ๘๔ ของหน่วยงานทั้งหมดกว่า ๑๗๙ หน่วยงาน (ข้อมูลปี ๒๕๔๖) ซึ่งได้รับพระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์นั้น ได้รับพระราชทานด้วยเหตุใดและมีหน้าที่ใดๆที่จะต้องปฏิบัติ

(๒) การถวายงานนั้น มีทางเลือกอื่นๆนอกจากที่เคยปฏิบัติกันมา โดยเฉพาะการน้อมนำแนวพระราชดำริ ซึ่งรวมสรุปเป็นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

(๓) ในทางพฤตินัยแล้ว สนตอ.มีสมาชิกนับแสนคน จะมีการบริหารจัดการอย่างไรให้พลังแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์

‘ธุรกิจพอเพียง’ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พีรวัศได้ตกผลึกและนำเสนอต่อข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ.๒๕๕๘ และเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมดข้างต้น 

‘ธุรกิจพอเพียง’ จะขับเคลื่อนสำเร็จได้ต้องอาศัยของพลังอาสาสมัครจากภายนอก นักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษาซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถเข้าไปเป็นผู้นำอาสาสมัคร ทำงานร่วมกับโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ โดยอาศัยพื้นที่การเรียนรู้ซึ่งได้รับการออกแบบมาในชื่อ ‘ธุรกิจพอเพียง’ นั่นเอง และการจัดการทั้งหมดในส่วนของนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษานั้นพึงเป็นหน้าที่ของสนตอ. ซึ่งเป็นสมบัติของชาวเตรียมอุดมศึกษาทั้งมวล.

บทบาทของโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนรอบนอก พึงเปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของครอบครัวและชุมชนมากขึ้น โรงเรียนอาจจะไม่ใช่สถานที่ของนักเรียนมาเรียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว เพราะโรงเรียนสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อรายได้และการพึ่งตนเองอย่างแท้จริง

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆได้จาก www.peerawaskeesiri.com

หมายเลขบันทึก: 644393เขียนเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2018 05:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 ตุลาคม 2019 16:06 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี