ต่อนี้ไป จะวินิจฉัยกันถึงความแตกต่างระหว่างฌารทั้งสี่ ดดยอาศัยแง่ของบาลีพระพุทธภาษิตท่ปรากฎอยู่เป็นหลัก<p> สำหรับปฐมฌาน มีหลัออยู่ว่า มีขึ้น เพราะความสงัดจกามและอกุศลธรรทั้งปวง ยังเต็มอยู่ด้วยวิตกและวิจารณ์ มีปีติและสุขชนิดที่ยังหยาบ คือชนิดที่เกิดมาจากวิเวก จัดเป็นชั้นที่หนึ่ง คือระดับที่หนึ่งของรูปฌาน</p><p> ส่วนทุติยฌานั้น มีขึ้นเพราะวิตก วิจาร รำงับไป, เต็มอยู่ด้วยความแนวแน่ละความพอใจของจิตภายใน, มีปีติและสุขชนิดที่สงบรำงบ เพาะเกิดมาจากสมาธฺิ, จัดเป็นระดับที่สองของรูปฌาน</p><p> ส่วนตติยฌาน นั้น มีขึ้นเพราะปติจางไปหมด โดยการแยกออกจากความสุข, มีการเพ่งด้วยสติสัมปชัญญะถึงที่สุด, เสวยสุขทางนามธรรมที่ละเอียดไปหว่า, จัดเป็นระดับที่สามของรูปฌาน</p><p> ส่วนจตุตฌาน อันเป็นอันดับสุดท้ายนั้น มีขึ้นเพราะดับความรู้สึกทีเ่ป็นสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัส ที่มีมาแล้วในกาลก่อน (ในฌานชั้นต้นๆ ป เสียได้อย่างสิ้นเชิง, มีความบิสุทธิ์ของสติ เพราะการกำหนดสิ่งที่ไม่สุข ไม่ทุกข์ อยู่อย่างเต็มที่, มีเวทนาที่เป็นอุเบกขา แทนที่ของเวทนาที่เป็นสุข, จัดเป็นลำดับที่สี่ของรูปฌาน</p><p> ทั้งหมดนี้ เมื่อเปรียยเทียบกันดูในระหว่างฌานทั้งสี่ โดยพฤตินัยตางๆ อย่างละเอียดแ้ว จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง ดังต่อไปนี้ </p><p> - เกี่ยวกับที่ตั้ง หรือมูลเหตุอันเป็นที่ตั้ง ถ้าเอามูลเหตุหรือที่ต้งของฌานนั้นๆ เป็นเกณฑ์กันแล้ว เราจะห็นได้ว่า ปฐมฌาน เกิดมาจากความสงัด(วิเวก) จากกามและอกุศล, ทุติยฌาน เกิดมาจกความสงัดจากวิตก วิจาร, ตติยฌาน เกิดมาจากความสงัดจากปีติ, จตุตถฌาน เกิดมาจากความสงัจากสุขและทุกขฺโดยประการทั้งปวง</p><p> อาจจะมีผุ้สงสัยว่า เมือปฐมฌาสงัดากกามและอกศลแล้ว ฌานที่ถัดไปไม่ได้สงัดจากามหรืออกุศลหรือ ดังนี้เป็นต้น ข้อนี้พึงเข้าจว่า ส่ิงที่ถูกละไปแล้วในฌานขั้นต้น ๆก็เป็นอันไม่เหลือยู่ในฌานชั้นต่อไป ฉะนั้น จึงไม่กล่าวถึงสิ่งนั้นอีก จะกล่าวถึงแต่สิ่งที่ยังเหลือยู่หรือที่เป็ฯปัญหาให้ต้องละต่อไปอีกในชั้นต่อไปตามลำดับเท่านั้น เช่นในชั้นปฐมฌาน ความรู้สึกที่เป็นกามและอกุศลธรมอยางอื่นในระดับเดียวกัน ไม่รบกวนหรือไม่มาให้เห็นหน้าอีกตอไปแต่มีความรู้สึกทีเ่ป็นวิตกวิจาร ตั้งอยู่ในฐานะที่จะเป็นปัญหาสำหรับให้ละต่อไปในชั้นทุติยฌาน จึงไม่กล่าวถึงกามและอกุศล่าเป็นสิ่งที่ต้องละ แต่กล่าววิตกวิจาาว่าเป็นส่ิงที่ต้องละขึ้นมาแทน แล้วเป็นอยู่ด้วยปีติและสุขครั้นถึงขั้นตติยฌานปรากฎว่าปีติเป็นสิ่งที่ต้องละต่อไปอีก เหลืออยู่แต่สุขซึ่งสูงขึ้นระดับหนึ่ง ครั้นไปถึงจตุุถฌาน สุขแม้ประณีตถึงระดับนั้นแล้ว ก็ยังต้องละโดยสิ้นเชิง แล้วยังแถมกล่าวกว้างไปถึงกับว่า ละเสียทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งสมนัสดทนัส โดยประสงค์จะให้เลือยู่แต่อุเบกขาจริงๆ ซึ่งเราอาจจะสรุความได้ว่า ต่อเมื่อกามและอกุศลไม่รบกวน จึงจะมีปฐมฌาน, ต่อเมื่อวิตก วิจาร แม้ในรูปธรรมที่บริสุทธิ์ไม่รบกวน จึงจะมีทุติยฌาน, ต่อเมื่อปีติ แม้จะเป็นปีติในธรรม ไม่รบกวน จึงจะมีตติยฌานและต่อเมื่อสุขเวทนา แม้ที่บริสุทธิ์ในทางนามธรรมไม่รบกวน (ซึ่งไม่ต้องกล่าวถึงความทรุกข์รบกวน) จึงจะมีจตุตถฌาน ทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างยิ่ง ของมูลเหตุอันเป็ที่ตั้งของฌานันๆ พร้อมทั้งความสูต่ำกว่ากันอย่างไร</p><p> - เมื่อพิจารณาดูกันถึงสิ่งที่กำลังมีอยู่ อย่างเด่นที่สุด ในฐานะเป็นเครื่องสังเกตเฉพาะแห่งฌานนั้นๆ เราจะเห็นได้ว่า ในปฐมฌาน มีวิตกวิจาร เป็นตัวการ ตั้งเด่นอยู่ ส่วนในทุติยฌานสิ่งสองนั้นหายหน้าไป แต่มี ปีติและสุข เด่นอยู่แทน ส่วนในตติยฌาน ปีติหายหน้าไป แม้สุขก็ไม่ปรากฎเด่น แต่มีลักษระของ การเพ่งด้วยสติสัมปชัญญะที่่สมบูรณ์ ที่สุด มาเด่นอยู่แทน</p><p> ครั้นถึงขั้จตุตถฌาน มี ความบริสุทธิ์ของสติด้วยอำนาจอุเบกขา ตั้งอยู่แทน นี้คือความแตกต่างของลักษณะที่ปรากฎเด่นๆ ในขณะแห่งฌาทั้งที่ว่ามีอยู่อย่างแตกต่างกันอย่างไร</p><p> - เมื่อกล่าวถึงรส หรือความสุขอันเนื่องด้วยฌานนั้น ก็เห็นได้ว่า ปฐมฌาน มี ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ทุติยฌาน มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ตติยฌาน มีแต่ ความสุขทางนามกายชั้นที่ประณีต ที่สุด จตุตถฌาน มีแต่ อุเบกขาคือไม่มีท้งปีติและสุข ไม่มีขั้นไหนหมด</p><p> ย้อนกลับไปดูอีกทีหนึ่ง เพื่อพิจาราให้เห็นข้อเท็จจริงต่างๆ ว่าในปฐมฌาน ปีติ และสุขที่เกิดมาจากวิเวก นันหยบหรือต่ำกว่าปีติ และสุขที่เกิดจากมาธิทั้งนี้เพราะว่าในขณะแห่งปฐมฌานนั้น สุขนั้นก็ยังต้องอาศัยวิตกวิจร และพียงแต่สัดจากความบกวนของนิวรณ์เท่านั้น ความเป็นสมธิยังหยาบอยุ่ไม่ถึงขนาดทีจะให้เกิดความสุขโดยตรง ที่เต็มตามความหมายได้</p><p> ครั้งมาถึงทุติยฌาน ความเป็นสมาธิ มีกำลังมากพอทีจะให้เกิดความสุขอันให่่ จึงเกิดมี ปีติและสุขที่เกิดากสมาะิ แทนที่จะเรียว่า ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก ดังแตก่อน</p><p> ครั้นถึงขณะแห่งตติยฌาน ความสุขประณีตขึ้ไป ถึงขนาดที่สลัดปีติทิ้งเสีย เหลือแต่ความสุขทางนามธรรมชั้นสูงของผุ้ที่สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะจริงๆ คือเป็นความสุขชั้นที่พระอริยเจ้าก็ยอมรับนับถือว่าเป็นความสุข</p><p> ครั้นตกไปถึงขึ้น จตุตถฌาน มีเหลือยู่แต ระสอนจืดสนิท ไม่เรียกว่าเป็นสุขหรือทุกข์ ไม่เป็นโสมัสหรือโทมนัสอีกต่อไ ปนี้ือความแตกต่างของสิ่งที่เรียกว่ารสแห่งฌาน อันแสดงให้เห็นความสูง่ำกว่ากันอย่างชัดแจ้ง</p><p> - สำหรับลำดับแห่งฌาน ที่กล่าวไว้ว่า ฌานที่หนึ่ง ฌานทีสอง ฌาที่สาม ฌานที่สี่ นั้น ป็นเพียบการบัญญัติตามกฎเกณฑ์ที่เห็นว่าควรบัญญัติเพ่อสะดวกแก่การศึกษาและการพูดจา เมื่อการบัญญํติได้บัญญัติไปตามความสูงต่ำ คำที่บัญญัติขึ้นก็ย่อมแสดงความสูงต่ำอยู่ในตัว เป็นการทำควมเข้าใจกันได้โดยง่ย ในขณะที่พอสักแต่ว่าได้ยินขื่อ แต่ทั้งนี้เป็นไปได้เฉพาะหมู่่บุคคลผุ้มีกรศึกษาในเรื่องนี้มาแล้วเท่านั้น</p><p> ถ้าผุ้ปฏิบัติได้ศึกาาและพิจารณา ให้เห็นความแตกต่างกัน ในแงต่างๆ ขอสิ่งที่เรยกว่าฌาน ามที่กล่าวมานี้อย่างทั่วถึงแล้ว ก็เป็นการง่ายแก่การปฏิบัติย่ิงไปกว่าการที่จะรอไว้ถามต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ว่านัน้นคืออะไ หรือจะทำอย่างไรต่อไป ดังนี้เป็นต้น สำหรับนักศึกษาทั่วไปๆ ไปนั้น เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ย่อมเป็นหนทางที่จะอนุมานเพื่อทราบถึง ภาวะห่งจิตในขณะที่ลุถึงฌานได้เป็นอย่างดี และพอที่จะทำให้เกิดความสนใจการศึกษาถึงสิ่งเหล่านี้ แทนที่จะดูถุกดูหมิ่น หรือเข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ีความมหายอะไรสำหรับคนในยุคปัจจุบันนี้…</p><p> - อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ</p><p> - </p>
พุทธภาษิตว่าด้วย "ฌาน"
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
พล.ต. มารวย ส่งทานินทร์ · 1 ก.พ. 2561
ดร. พีระพงษ์ สุนทรวิภาต · 1 ก.พ. 2561
ดร. พีระพงษ์ สุนทรวิภาต · 1 ก.พ. 2561
ชยพร แอคะรัจน์ · 1 ก.พ. 2561
อ.ต๋อย · 1 ก.พ. 2561
