อาชญากรรมข้ามชาติว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา
ข้าพเจ้าได้ตระหนักถึงอาชญากรรมภายในประเทศไทยของเราซึ่งสามารถพบเห็นได้จากการพาดหัวข่าวที่นับวันเริ่มจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งนี้ ข้าพเจ้าขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาความสงบสุขใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ยึดหลัก การเข้าใจ เข้าถึง และการพัฒนา เพื่อให้ภาครัฐได้นำไปยึดถือและปฏิบัติ แต่อาชญกรรมภายในประเทศหากไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาแล้วก็อาจนำมาสู่อาชญากรรมข้ามชาติได้ เนื่องจากอาชญากรที่กระทำผิดภายในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วหลบหนี หรือ มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปอีกประเทศหนึ่ง หรืออาชญากรกระทำความผิดแล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อความไม่สงบและความไม่มั่นคงในหลายหลายประเทศได้
ตัวอย่างเช่น นายแดง ซึ่งมีสัญชาติไทยได้กระทำผิดในประเทศอเมริกาโดยการลักทรัพย์และทำร้ายร่างกายนายรอนนี่ซึ่งเป็นคนสัญชาติรัสเซีย แล้วนายแดงกลัวว่าจะมีคนจับได้จึงรีบหลบหนีไปประเทศฟิลิปปินส์แล้วนำทรัพย์สินที่ได้ลักทรัพย์นั้นโอนย้ายไปยังประเทศไทย จะเห็นได้ว่ามีประเทศหลายประเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดลักทรัพย์ของนายแดง จึงก่อให้เกิดความสับสนว่าเราจะใช้กฎหมายของประเทศใดในการบังคับใช้เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดนี้
ดังนั้น ในประเทศต่างๆจึงมีการร่วมมือในการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม หากเราจะพิจารณาถึงการร่วมมือระหว่างประเทศสำหรับการป้องกันและปราบปรามจะเห็นว่ามีอยู่ 2 ประเภท ดังนี้
1. ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา (Mutual Legal Assistance in Criminal Matters)
2. การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradittion) โดยข้าพเจ้าจะขอกล่าวในเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา ทั้งนี้ ประเทศไทยได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535
สืบเนื่องจากการเติบและการขยายตัวของอาชญากรรมข้ามชาตินั้น จะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบให้เกิดการกระตุ้นของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนที่จะหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาตินี้
วัตถุประสงค์ของการออกฎหมายก็เพื่อที่จะนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และเพื่อสร้างความมั่นคงและเกิดความคล่องตัวของหน่วยงานศาลยุติธรรมทางอาญา
นอกจากนี้ นานาประเทศต่างตระหนักถึงอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขโดยมีการทำสนธิสัญญาความร่วมมือกันในเรื่องทางอาญาระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงหลักการดังนี้
1. การเพิ่มความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย
2. การส่งเสริมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
3. การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ
4. มาตรการต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติ
5. มาตรการด้านอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
6. มาตรการด้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทุกๆ ประเทศต่างมีการเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมมือและสนับสนุนการต่อต้านหรือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกๆ รูปแบบ โดยเฉพาะในด้านของการป้องกัน การสืบสวนสอบสวน การฟ้องร้อง และการพิจารณาคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งหากเป็นสมาชิกของสหประชาชาติก็ต้องมีการให้สัตยาบัน และปรับกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อนุสัญญาต่อต้านการคอร์รัปชั่น และอนุสัญญาต่อต้านการก่อการร้ายด้วย
เป็นความรู้ที่ดีมากครับ