จากการแบ่งเป็น ๓ ระยะ เป็ฯเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ที่กล่าวมาแล้ว ต่อไปนี้จะได้พิจารณากันที่ละอย่างคือ

           ๑) ในขณะที่แห่งปฐมฌานนั้นเป็น ขณะที่จิตปราศจากสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌานโดยประการทั้งปวง ถึงขนาดที่แน่วแน่จริงๆ ลักษณะที่กล่าวนี้ จึงยังไม่มีโดยสมบูรณื ในขณะที่ปฏิภาคนิมิตยังไม่มีโดยสมบูรณ ในขณะที่ปฏิภาคนิมิตยังปรากฎอยู่แต่มีต่อเมื่อสมถนิมิต คืองค์แห่งฌานปรากฎแล้ว ฉะนั้น ความระงับไปแห่งนิวรณ์ด้วยลำพังอำนาจของปกิภาคนิมิตนั้น ยังหาใช่เป็นฌานไม่ หาใช่เป็นอัปปนาสมาธิไม่ เป็นแต่เพียงอุปจารสมาธิอยุ่นั้นเอง ข้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะกล่าวอย่างหละหลวมว่า พอสักว่านิวรณ์ทั้งห้าระงับไป ก็เป็นการลรรุลเานโดยทันทีเว้นไว้แต่จะเป็นการกล่าวอย่างกว้างๆ โดยโวหารพุดทั่วไปสำกรับชาวบ้าน และพึงจำกัดความให้แ่นยำอยู่เสมอไปว่ ในที่นี้ท่านหมายถึง การที่จิตหมดจดจากโทษที่เป็นอันตรายต่อปฐมฌานนั้น

         ๒) ในข้อนี้แสดงถึง อาการทีจิผละจาปฏิภาคนิมิต ไปสุ่สมถนิมิตหรืองค์ฌานได้ เพราะจิตหมดจดจากโทษที่เป็นอันตรายต่อปฐมฌานจริงๆ ถ้าไม่หมดจดในลักษณะอย่างนี้ ก็ไม่สามารถผละจากปฏิภาคนิมิตไปสู่องค์แห่งฌานได้ ในขณะแห่งปฏิภาคนิมิต ยังไม่ถือว่าเป็นความหมดจดเพราะยังมีการกำหนดสิ่งซึ่ง ยังเนื่องอยู่กับสิ่งที่เป็นภายนอกซึงหมายความว่าไม่เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ ยังไงนเงน เพราะไม่ประกอบทีองค์ อันเป็นเหมือนรากฐานที่สมบูรณื และังเป็นโอกาสแห่งการกลับมารบกวนขอวนิวรณ์ แต่ถึงอบย่งไรก็ตา ก็ยังได้ชื่อว่า การหน่วงจิตขึ้นสู่ฌาน เป็นส่งิที่ต้องทำให้ขณะที่ไม่มีนิวรณ์รบกวนอยุ่นั่นเอง จึงจะสมารถหน่วงความรุ้สึก จากความรุ้สึกที่เป็นปฏิภาีนิมิต ให้ไปเป็นความรุ้สึกที่เป็นองค์แห่งฌานได้

        ๓) เพราะจิตผละจาปฏิภาคนิมิตได้ และย่างขึ้นสู่สมถนิมิตได้จิตจึงแล่นไปในสมถนิมิตนั้นโดยทั่วถึง ข้อนี้ หมายถึงการที่ ภาวะของจิในขณะนี้ปราศจากร่องรอยของปฏิภาคนิมิตแล้ว ซึมซาบอยุ่ด้วยความรุ้สึกที่เป็นองค์แห่งฌานทั้ง ๕ องค์อย่างทั่วถึง ไม่เพียงสักแต่ว่ากำหนดองค์นั้น ๆเท่านั้น แต่องค์นั้นๆ ได้เป้นควารุ้สึกที่อาบบ้อมจิตอยุ่อย่งซึบซาบที่เดียว

        การที่ท่านจัดลักษระทั้ง ๓ นี้ไว้ วว่าเป็นลักษณะเบื้องต้นของปฐมฌานก็เพราะเป็นการแสดงถึงลักษณะหรือเครื่องปรากฎของฌานชนิที่ควรสังเกตหรือเข้าใจ ก่อนลักษระอบย่างอื่นทั้งหมด ตอจากนั้นไปจึงค่อยสังเกตให้ละเอียดลงไปว่า ในขณะที่มัมีภาวะอย่างนั้นๆ มันได้มีกิจหรือกำลังทำอะไรอยู่บ้างสืบต่อไป คือ 

        ๔) จิตย่อมประจักษณ์ ได้ด้วยตัวมันเอง ต่อความที่จิตเองเป็นธรรมชาติหมดจดจากโทษแล้ว เปรียบเหมือนกับเมื่อเราอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอด่หมดจดแล้ว จะพุหรือไม่ดุก็ตาม เราก็ย่อมประจักษ์ต่อความที่่ร่างกายเป็นส่งิที่หมดจดแล้ว แต่ในกรณีของจิตนั้น มัเพ่งอยุ่ตรงที่องค์ฌานตลอดเวลา มันจึงประจักษณ์ต่อความที่ตัวมันเองเป็นสิ่งที่สะอาดหมดจดของตัวเท่านั้น สรุปความว่า มันได้เห็นความหมดจดจากโทษของตัวมันเองอยุ่อย่างแน่วแน่พร้อมกับอาการอื่นๆ ที่เนื่องกัน เปรียบเหมือนเมื่อเราเดินดุอะไรสักอย่างหนึ่ง การเดินก็ดี การดูก็ดี การเห็นก็ดี ความรุ้สึกตอส่ิงนั้นๆ ก็ดี เหล่านี้เป็นสงิที่มีได้พร้อมกนด้วยเจตนาเพียงอันเดียว และโดยอัตโนมัติ ฉันใดก็ฉันนั้น

       ๕) จิตย่อมประจักษ์ตอการที่ตัวมันเองได้แล่นเข้าไปในสมถนิมิตหรือในองค์แห่งฌาน ที่กำลังประกอบกันอยุ่เป็นฌานโดยสมบูรณ์เพราะความที่ตัวมันเองหมดจดแล้วจากโทษทั้งผวง หล่าวให้ชัดลงไปอีก็คือเห็นควาที่ตัวมันเองเป็นอย่างนี้ได้ อย่างหนึ่ง และเห็นความที่มันเป็นอย่างนี้ได้เพราะอาศัยเหตุปัจจัยอะไร อีกอย่างหนึ่ง อย่างประจักษ์ชัดพร้อมกัน แล้วยังประจักษ์ต่อภาวะหรือความเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือ..

           อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ