นิวรณ์

suttimano

           เพื่อให้เข้าใจ ถึงข้อที่จิตผ่านอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต มาโดยลำดับจนลุถึงอัปปนาสมาธิในขั้นที่เป็นปฐมฌานได้อย่างไรโดยแจ่มแจ้งนั้น จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องอันเกี่ยวกับนิวรณ์ และองค์แห่งฌานเป็นหลักสำคัญก่อน

          นิวรณ์ และ คู่ปรับ 

          สิ่งที่เรียกว่านิวร์ ตามตัวหนังสือแปลว่า เครื่องกางกั้น แต่ความหมาย หมายถึงสิ่งที่เทำความเสียหายให้แก่ความดีงามของจิต ความดีงามของจิตในที่นี้ เรียกว่าความเป็นเอก หรือ เอกัตตะ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นนิวรณืจึงเป็นอุปสรรคหรือเป็นคู่ปรับกันกับเอกัตตะ ในฐานะที่เป็นปฎิปักษ์ตอกันซึ่งจะได้ยกมากล่าวเป็นคู่ ๆ พร้อมกนไปดังนี้

         ๑) กามฉันทะ เป็นนิวรณ์ เนกขัมมะ เป็นเอกัตตะ กามฉันทะคือความอพใจในกาม ความหกหมุ่นอาลัยในกาม หรือความใคร่ในทางกามที่กลุ้มรุรรบกวนจิตอยู่ ทำจิตให้ไม่แจ่มใสหรือเป็นประภัสสร เช่นเดียวกับน้ำที่ใสสะอาด เมื่อบุคคลเอาสีแดงเป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำแล้ว ย่อมหมดความเป็นน้ำใส ไม่อาจจะมองเห็นส่ิงต่างๆ ที่อยู่ภายใต้น้ำนั้นได้อีกต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น

            เนกขัมมะ คือความที่จิตปราศจากกาม ไม่ถูกกามรบกวน ไม่ถูกกามกระทำให้มืดมัวไป เมื่อใดจิตมีลักษณเช่นนั้น เรยกว่าจิตมีเนกขัมมะ หรือเป็นเอกัตตะข้อที่หนึ่ง

          ๒) พยาบาท เป็นนิวรณ์ อัพยาบาท เป็นเอกัตตะ พยาบาทหมายถึงความที่จิตถูกประทุษร้ายด้วยโทสะหรือโกธะ กล่าวคือความขัดใจ ความไม่พอใจ ความโกรธเคือง ความกระทบกระทั่งแห่งจิตทุกชนิด ที่เป็นไปในทางที่จะเบียดเบียนตนเอง ผุ้อื่น หรือวัตถุอื่น

          ส่วน อัพยาบาท เป็นไปในทางตรงกันข้าม หมยถึงจิตเยือกเย็นไม่มีความกระทบกระทั่ง หรือหงุดหงิดแต่ประการใด เมือพยายาทเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตแล้ว ในขณะนั้นจิตย่อมพลุ่งพล่าน เสียความเป็นประภัสสร หรือความผ่องใสเหมือนน้ำที่ใสสะอาด แต่ถูกความร้อนทำให้เดือนพล่านอยู่ย่อมสูญเสียความผ่องใส ไม่อาจจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ใต้พื้นน้ำนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น

          ๓) ถีนมิทธ เป็นนิวรณ์ อาโลกสัญญา เป็นเอกัตตะ ถีนมิทธะในที่นี้ ได้แก่ความเศร้าซึม ความมึนชา ง่วงเหงาหาวนอน เป็นต้น แม้ที่สุดแต่ความละเหี่ยท้อแท้ก็นับรวมอยุ่ในข้อนี้ ความมึนชา ง่วงเหงาหาวนอน เป็นต้น แม้ที่สุดแต่ความละเหี่ยท้อแท้ ก็นับรวมอยู่ในข้อนี้ เมื่อครอบงำจิตแล้ว จิตสูญเสียความผ่องใส เช่นเดียวกับน้ำที่ใสสะอาด แต่ถ้ามีเมื่อกหรือตะไคร่ หรือสาหร่ายเป็นต้นลอยอยู่ในน้ำนั้น น้ำก็สูญเสียความผ่องใส ไม่สามารถจะมองเห็นสิ่งต่างๆ มีกรวดทรายเป็นต้น ที่มีอยู่ใต้พื้นน้ำนั้น จึงจัดเป็นนิวรณ์ เพราะทำความเสื่อมเสียให้แก่จิต คือทำจิตให้ใช้การไม่ได้

         อาโลกสัญญา คือการทำในใจให้เป็นแสงสว่าง ราวกะว่ามีแสงอาทิตย์ส่องอยู่โดยประจักษ์ตลอดเวลา ข้อนี้เกี่ยวกับอุปนิส้ยด้วย เกี่ยวกบการฝึกด้วย ที่จะทำให้บุคคลนั้นมีจิตแจ่มจ้าราวกะว่าได้รับแสงแดดอยุ่ตลอดเวลา คือไม่มีการง่วงซึม มึนชา ซบเซา ถ้าหลับก็หลับโดยสนิท ถ้าตื่นก็ตื่นโดยแจ่มใส อาโลกสัญญา เป็นความเป็นเอก หรือความเป็นเลิศชนิดหนึ่งของจิต และเป็นคู่ปรับโดยตรงของถีนมิทธะ

        ๔) อุทธัจจกุกกุจะ เป็นนิวรณ์ อวิกเขปะ เป็นเอกัตตะ อุทธัจจ-กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ ความแตกต่างกันของอุทธัจจะกับกุกกุจจะ พึงถือเอาตามความหมาย รูปศัพท์ อุทธัจจะ หมายถึงความพลุ่งขึ้น หรือฟุ้งขึ้น เช่นความคิดฟุ้งขึ้น เพราะความทึ่ง หรือความสนใจที่มากเกินไป ส่วนกุกกุจจะ เป็นความรุ้สึกที่แผ่ซ่านระส่ำระสาย เพราะความไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ที่ไหนดี หรือทำอย่างไรๆ ก็ไม่เป็นที่อพใจหรือเป็นสุข เกิดขึ้นเพราะมีสิ่งอื่นมายั่วบ้าง เพราะความเคยชินบ้าง เพราะการกระทำที่เกินขอบเขตเกินเวลาบ้าง จนพร่าไปหมด ครั้นน่ิงทั้ง ๒ นี้เกิดขึ้นครอบงำจิตแล้ว ก็ทำจิตให้สูญเสียความเป็นประภสสรไปในอีกทางหนึ่ง เปรีบเหมือนน้ำที่ใสสะอาดแต่ถ้าถูกเป่าให้เป็นระลอก หรือเป็นคลื่นอยู่เสมอแล้ว ย่อมสูญเสียความผ่องใสไม่อำนวยความสำเร็จแก่การมองเห็นส่ิงหนึ่งส่ิงใดภายใต้พื้นน้ำนั้น ฉันใดก็ฉันนั้นจึงจัดเป็นสิ่งที่ทำความเสื่อมเสียแก่จิต

       อวิกเขปะ  แปลว่าไม่ซัดไป หรือไม่ส่ายไป คือไม่พลุ่งขึ้นข้างบน หรือไม่ส่ายไปรอบตัว เมื่อเป็นลักษระของจิต ได้แก่ความที่จิตมีความคงที่ หรือควตัว ทนได้ต่อสิ่งรบกวน ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งรบกวน มีความเป็นปรกติของตัวเองอยุ่ได้ จึงจัดว่าเป็นความเป็นเอก หรือความเป็นเลิสของจิตอีกชนิดหนึ่งอาศัยการศึกาษฝึกฝนอยางเดียวเท่านั้นจึงจะมีคุณธรรมข้อนี้ขึ้นมาได้ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมกลัยกลอกและหวั่นไหว

        ๕. วิจิกิจฉา เป็นนิวรณ์ ธัมมววัตถานะ เป็นเอกัตตะ วิจิกิจฉา หมายถึงความลังเล หรือโลเลแก่งจิต ไม่มีความแน่ใจในตัวเอง ในวิธีการหรือหลักการ ที่ตนกำลังยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ไม่แน่ใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในการตรสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือในปฏิปทาทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ทางพระศาสนา มีความเชื่อครึ่งหนึ่ง มีความสงสัยครึ่งหนึ่ง ในสิ่งนั้นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่ตนกำลังกระทำอยู่

        ความลังเลเช่นนี้ครอบงำจิตแล้ว ทำให้จิตสูญเสียความเป็นประภัสสรหรือความผ่องใส หมดสมรรถภาพในตัวมันเอง ในทางที่จะรู้แจ้งสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง เหมือนกับน้ำที่ใสสะอาดแต่มีอยุ่ในที่มือสนิท ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ในการที่มองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่มีอยู่ที่พื้นภายใต้น้ำนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น

        ธัมมววัตถานะ ได้แก่การกำหนดที่แน่นอนชัดเจนลงไปยังธรรมะหรือหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง โดยกระจ่างชัดไม่มีการสงสัยหรือลังเล สิ่งที่เาต้องประสงค์ดยตรงในที่นี้ โดยกระจ่างชัดำม่มีการสงสัยหรือลังเล ส่ิงที่เาต้องประสงค์โดยตรงในที่นี้ หมายถึงการที่บุคคลแต่ละคน จะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างใดอยางหนึ่ง ที่จำเป็นแก่การครองชีวิตของตนหรือการประกอบอาชีพการงานในหน้าที่ของตน ทั้งทางกายและทางจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือหลักเกณฑ์ในเรื่องความดี ความชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ทางแห่งความเสื่อมและเจริญ ตลอดถึงทางแห่งมรรค ผล นิพพานเป็นที่สุด

        ธัมมววัตถานนี้ มีทางมาจากการศึกษาโดยตรง ซึ่งหมายถึงการฟังหรือการอ่าน การคิด การถาม การซักไซ้สอบสวน การกำหนดจดจำ จนมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง เป็นที่แน่ใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่สงสัยหรือลังเลในสิ่งที่ตนจะต้องทำหรือกำลังทำอยู่ ความสงสัยเป็นสิ่งที่รวมกวนหรือทรมานจิตใจอย่างลึกซึ้ง ส่วนธัมมววัตถานะนั้นตรงกันข้าม จึงจัดเป็นความเป็นเอกหรือความเป็นเลิสของจิตอีกอย่างหนึ่ง...

         อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปกใส

คำสำคัญ (Tags)#นิวรณ์

หมายเลขบันทึก: 643918, เขียน: 11 Jan 2018 @ 22:13 (), แก้ไข: 25 Jan 2018 @ 19:45 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)