บ. จิตไวต่อความรู้สึกเกินไป เป็นติตกไปข้าฝ่ายกำหนัด
ป. จิตไม่แจ่มใน เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายพยาบาท
ท้้งสองนี้ เป้นอัตรายต่อความเป็นสมาธิ ที่วาจิตำวตอความรุ้สึกเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายกำหนัดนั้น หมายถึงไวในการรู่สึกต่ออารมณ์ที่มากระทบ เป็นเหตุให้รู้สึกได้มากกว่าที่ควรจะเป็น และละเอียดลออมากกว่าที่ควรจะเป็น และขยายความรู้สึกออกไปได้เองมากกว่าที่เป็นจริง แม้ที่สุดแต่การคิดฝันเก่ง ไม่มีที่สิ้นสุด ก็นับเนื่องเข้าในข้อนี้
ว่าโดยที่แท้จริงแล้ว ก็เป็นความไหวพริบหรือความเฉลียวฉลาดชนิดหนึ่งหากแต่ว่าไวจนควบคุมไม่ได้ และกลับเป็นผลร้ายแก่ความเป็นสมาธิ ที่เห็นได้ง่ายๆ เช่นความรู้สึกของพวกศิลปินที่ช่างคิดช่างฝันในทางจิตรกรรมต่างๆ ที่ขยายตัวไปในทางงดงาม หรือแปลกประหลาดได้ไม่มีที่สิ้นสุด ในทางจิตรกรรมหรือสิ่งอื่น มันเป็นผลดีในกรณีนั้นๆ แต่กลับเป็นอุปสรคในทางฝ่ายสมาธิหรือสมถะเช่นนี้
การที่จิตไวต่อความรุ้สึกเกินไดปเช่นนี้ทำความยุ่งยากลำบากให้แก่ผุ้ปฏิบัติเหลือประมาณ โดยทีแท้แล้ว ความกำหนัดในอารมณ์น้น ก็เป็นอาการขอวสัญชาตญาณอยุ่ตามธรรมดาแลว ครั้งมีความเฉลียวแลาด หรือความไวต่อความรู้สึกเพิ่มขึ้นมาอีก อาการดงกล่าวแล้วนั้นก็เป็นไปอย่างแรงกล้ากว่าธรรมดา เป็นการส่งเสริมสิวรณ์ คือกามฉันทะให้มีกำลังยิ่งขึ้นไป และเกิดได้ง่าย หรือเกิดได้บ่อยยิ่งขึ้น
อุบายสำหรับกำจัดอุสรรคข้อนี้มีอยู่ว่า "เธอเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัใปชาโน) ต่อจิตนั้น ย่อมละความกำหนัดได้" ดังนี้ เพื่อความเข้าใจชัดเจนในอุบายอนนี ควรจะถือเอาความหมายแห่งรูปศัพท์นั้นๆ เป็นหลัก สิ่งที่เปนอุสรรคนั้นทานเรียกว่า อภิญญาต แปลตามตัวหนังสือว่า รู้ยิ่งหรือรู้เฉพาะ คือพุ่งดิ่งไป ส่วนอุบายเครื่องกำจัดอุปสรรคนั้นที่นเรียกว่า สมฺปชานะ คือ ความรู้ทั่วพร้อม สิ่งทั้งสองเป็นข้าสึกกัน อันหนึ่งเป็นส่งิที่รู้อย่างพุ่ง หรือไหลเชี่ยวเป็นเกลี่ยวไปอย่างหลับหูหลับตา ส่วนอีกอันหนึ่งเป็นความรุ้อย่างรอบคอบและทั่วถึง ด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะ สติสัปชัญญะจึงเป้นเครื่องมือกำจัดความที่จิตไวต่อความรู้สึกเกินไป ในที่สุดก็ตัดทางมาแห่งความกำหนัดในกรณีที่กล่าวนี้ พอจะกล่าวได้ว่ามี ๒ ระยะ คือ ๑) จะระวังไม่ให้เอา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จากภายนอกเข้ามาในลักษระที่เป็นเหตุให้เกิดความรุ้สึกทางอารมณ์ และ ๒) อีกทางหนึ่งเป้นความรุ้สึกภายใน ก็จะไม่ปล่อยให้จิตถือเอาธรรมรมณ์ปัจจุบันหรือสัญญาในอดีตมาคิดผันแม้ที่สุดแต่ความเป็นผุ้ฉลาด หรือไว ในการแปลความหมยของสิงต่างๆ ก็จะต้องถูกควบคุมไว้เป็นอย่างดี..
สรุปความคือ ความที่จิตเลื่อนลอย คอยแต่จะตกไปสู่ความกำหนัดนั้น ต้องกันและแก้ ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือความรุสึกตัวทั่วพ้อมพึงสังเกตโดยเฉพาะในข้อที่ว่า ในที่นี้ไม่ได้แนะให้แก้ด้วยอสุภกัมมัฉฐาน เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ในที่นี้ โทษเป็นแต่เพียงความไวของจิต ที่มักผลุนผลันไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งมันถนัดหรือเคยชิน จึงต้องแก้ด้วยสัมปชัญญะ หากแก้ด้วยอสุภกัมมัฉฐาน ก็จะกล่ายเป็นเรื่องอื่นไป ซึ่งจะยืดยาดโดยไม่จำเป็นและที่สุดก็แก้ไขไม่ได้
อุปสรรคข้อที่ว่า จิตไม่แจ่มใส เป็นจิตตกไปข้าฝ่ายพยาบาทนั้น ดดยใจความก็คือเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คำว่า ไม่แจ่มใส ในที่นี้ หมายถึงปราศจากความรู้ ทีทำให้จิตแจ่มใสหรือผ่องใส หรือปราศจากความรู้สึกที่ปรุงจิตให้ปีดติปราโมทย์ หรือสงบเสงี่ยม แต่เป็นจิตที่สลัวอยู่ด้วยความไม่รู้นั่นเอง ในที่สุดก็ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท คำว่ พยาบาท ในที่นี้ มิได้หมายถึงความอาฆาตจองเวรโดยตรง หากแต่หมายถึงความไม่พอใจทุกชนิด โดยเแพาะหมายถึงปฏิฆะคือความกลุ้มหงุดหงิดอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง นับตั้งแต่โกรธผู้อื่นโกรธตัวเอง โกรธสิ่งของ และโกรธกระทั่งสิ่งที่ตนไม่รู้ว่าอะไร จึงถึงความรู้สึกที่เป็นความรำคาญใจ หรือความไม่สบายใจอยู่ตามลำพังตนในที่สุด
อุบายเป็นเครื่องขจัดอุปสรรคอันนี้ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือท่านไม่ได้แนะให้แก้ด้วยการเจริญเมตตา แต่ได้แนะให้แก้ด้วยความเป็นผุ้รู้สึกตัวทั่วพร้อมเช่นเดียวกับข้อก่อน อธิบายว่า เมื่อมีสติสัมปชัญญะเพียงพอแล้ว ความมือสลัวไม่ผ่องแผ้วแห่งจิตก็มีขึ้นไม่ได้ การควบคุมสติสัมปชัญญะให้ปรากฎอยุ่เสมอ เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในกรณีแห่งอุปสรรคทั้ง ๒ ข้อนี้ ลำพังการเจริญเมตตา ไม่สามารถจะกำจัดความสลัวแห่งจิตได้ อุปสรรคข้อนี้มีชื่อโดยบาลีว่า อปญญาตํ แปลว่า ไม่แจ่มใส ไม่ผ่องแผ้ว ไม่ชัดเจนหรือไม่เเจ่มใส โดยใจความคือ มัวหรือสลัว ทำให้เห็นได้ว่าเป็นสิ่งท่อาจระงับไปได้ ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม...
- อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ
