ในเวทีการพัฒนาโจทย์โครงการคุณธรรมจริยธรรมเฉลิมพระเกียรติ ระดับอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2560 มีหลากหลายกระบวนการที่น่าสนใจให้เรียนรู้ หนึ่งในนั้นก็คือกระบวนการ “ลงขันความดี” และ กระบวนการ “ตลาดนัดความดี”
ลงขันความดี : สิ่งที่อยากทำ ปัญหาที่อยากแก้ (อย่างเป็นทีม)
กระบวนการดังกล่าวนี้ เริ่มต้นจากให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มบอกเล่าเรื่องราวที่อยากจะนำมาจัดทำเป็นโครงการให้เพื่อนฟัง สิ่งที่บอกเล่าอยู่บนฐานคิดของ “สิ่งที่อยากทำ-ปัญหาที่อยากแก้” กล่าวคือเป็นประเด็นสร้างสรรค์ที่อยากต่อยอดและประเด็นที่มองว่าเป็นปัญหาที่อยากจะแก้ไข หรือพัฒนาให้ดีขึ้น
กระบวนการเช่นนี้ เน้นการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการแบ่งปันในแบบญาติมิตร เป็นการสื่อสารสร้างพลัง หรือเชิงบวกที่มีต่อการพัฒนา เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง ผู้คนรอบข้างและสังคมร่วมกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ลึกๆ แล้วผมมองว่านี้ไม่ใช่แค่การแบ่งปันเรื่องราวธรรมดาอันเป็น “ความคิดฝัน” ของแต่ละคนเท่านั้น แต่หยั่งลึกถึงการฝึก “ทักษะและทัศนคติ” ของการทำงานอย่างเป็น “ทีม” ในครรลองของ “ประชาธิปไตย” ไปในตัว เนื่องเพราะที่สุดแล้ว กระบวนการนี้จะจบลงด้วยการให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกเรื่องราวมาจัดทำเป็นโครงการฯ ร่วมกัน ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโครงการของสมาชิกในกลุ่ม หรือโครงการที่คิดขึ้นใหม่ร่วมกันก็ได้ – <p>ผมมองว่านี่คือการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานเป็นทีมในอนาคต เพราะเมื่อสมาชิกในแต่ละกลุ่มต้องกลับไปทำกิจกรรมเหล่านี้ร่วมกัน ก็จะรับรู้และเรียนรู้ว่าทุกคนเป็น “เจ้าของ” ผ่านการ “ร่วมคิด-ร่วมตัดสินใจและออกแบบร่วมกัน” มาก่อนแล้วนั่นเอง มิใช่เกิดจากการเผด็จการของใครคนใดคนหนึ่ง หรือยกเมฆมาทำแบบไม่มีข้อมูล ราวกับหลุดรอดออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจากกอไผ่ </p><p></p><p></p><p>
ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมดังกล่าวจึงมีสถานะประหนึ่งการเตรียมคนเพื่อทำงานร่วมกันบนฐานคิดของความเป็นทีม-การมีส่วนร่วม-การเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการในวิถีประชาธิปไตย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการคุณธรรมจริยธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ </p><p>นั่นยังไม่รวมถึงประเด็นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือ “โส่เหล่” ในแบบ “สุนทรียสนนทนา” หรือกระทั่งการฟัง (แบบเปิดใจฟัง) การจับประเด็น คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และที่สุดก็ขมวดเป็นประเด็นเชิงความคิดถ่ายทอดออกมาเป็น “ผังมโนทัศน์” เพื่อสื่อสารต่อสาธารณะอีกรอบ </p><p>และกระบวนการที่ผมกล่าวถึงนั้นต่างล้วนมันความนัยเกี่ยวกับ “คุณธรรม จริยธรรม” อยู่ในตัวอย่างเสร็จสรรพ ขึ้นอยู่กับว่านิสิตจะเข้าใจและถอดรหัสเหล่านั้นได้หรือไม่เท่านั้นเอง
</p><p></p><p></p><hr><p>ตลาดนัดความดี : ฝึกทักษะการเป็นโค้ชเพื่อหนุนเสริมกันและกัน
</p><p></p><hr><p>ภายหลังกระบวนการ “ลงขันความดี” เสร็จสิ้นลง ทีมกระบวนการหลักได้แก่ พระอาจารย์มหาพงษ์นรินทร์ ฐิตว.โส และพระอาจารย์วชิระ สุปภาโส รวมถึงผมและทีมงานไม่ได้เร่งเร้ากระบวนการเรียนรู้มากนัก แทนที่จะให้มีการนำเสนอ หรือสื่อสารให้เสร็จสิ้นตามกำหนดการวันนี้ (วันที่ 16 ธันวาคม 2560) ตรงกันข้ามกลับมอบหมายให้แต่ละกลุ่มได้กลับไปทบทวน “ชิ้นงาน” (ผังมโนทัศน์) อีกรอบ เพื่อเตรียมนำเสนอในรุ่งเช้า (วันที่ 17 ธันวาคม 2560) ของวันถัดมา –</p><p></p><p>
การยืดหยุ่นผ่อนปรนเช่นนี้ ไม่ใช่แค่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายยืดหยุ่น แต่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกำหนดการอย่างเหมาะสมตามสภาพที่เป็นจริง เป็นการปรับแต่งบนข้อเท็จจริง เพื่อให้งาน หรือชิ้นงานมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น </p><p> ใช่ครับ เราต่างเจตนาให้กระบวนการเรียนรู้ดำเนินการไปเช่นนั้น เป็นการฝึกให้นิสิตได้ทำงานแข่งกับเวลาอย่างเป็นทีม พอทำงานเสร็จก็ประเมินสถานการณ์ถึงชิ้นงาน หรือภาพรวมของความสำเร็จในแบบองค์รวม พร้อมๆ กับการ “คืนเวลา” หรือ “ขยายเวลา” ให้แต่ละกลุ่มได้ทบทวนที่จะแต่งเติม หรือตัดทอนให้ชิ้นงานของตนเองมีความสมบูรณ์ขึ้น
</p><p></p><p></p><p>ครั้นถึงเช้าใหม่ กระบวนการแรกเริ่มก็เปิดเวทีให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานของตนเอง บนฐานคิดของ “ตลาดนัดความดี” ผ่านประเด็นสำคัญๆ เช่น อยากทำอะไร เพราะอะไร เพื่ออะไร และจะทำอย่างไร โดยใช้ฐานคิดหลักของอริยสัจ 4 ด้วยการเสาะหาปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ กำหนดเป้าหมายและการกำหนดวิธีการของการแก้ปัญหา หรือให้บรรลุเป้าหมาย </p><p>ในทางกระบวนการก็ไม่ต่างจากการจัดการความรู้ (KM) ร่วมกัน เพราะเน้นการนำเสนองาน (แบ่งปัน) และการเชื้อเชิญให้แต่ละคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ทั้งในเชิงการวิพากษ์และการเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ (ติเพื่อก่อ) รวมถึงเน้นการแบ่งปันในลักษณะของการเปิดใจรับ-รู้รับฟัง หลีกเลี่ยงการตัดสิน หรือพิพากษา ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะนำกลับไปใคร่ครวญซ้ำและตัดสินใจอีกรอบอย่างไรเป็นสำคัญ
</p><p></p><p></p><p>
</p><p>โดยส่วนตัวแล้วผมชอบกระบวนการเช่นนี้มาก ได้หลากรูปรสในทางความคิด เพราะเป็นไปในลักษณะ “บันเทิงเริงปัญญา” </p><p>หลายต่อหลายคนตั้งประเด็นคำถามเพื่อเรียนรู้และคลี่คลายความไม่รู้ของตนเอง ขณะที่บางคนเสนอแนะบนฐานคิดของตนเอง ส่วนผู้นำเสนอก็พยายามสื่อสารคำตอบอันเป็นความคิดฝันของตนเองผ่านตรรกะหลายๆ ประการ แต่ทั้งปวงก็ดำเนินไปในลักษณะของการเรียนรู้ร่วมกันฉันญาติมิตร – มิใช่ประหัตประหาร หรือแม้แต่โบยตี บั่นทอนเครดิตกันและกัน </p><p></p><p>
จวบจวนเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ จึงปรับกระบวนการอีกรอบ แทนที่จะนำเสนอทีลกลุ่ม ก็เปลี่ยนเป็นการจัดแผงตลาดสดความรู้ (ตลาดความดี) ให้แต่ละกลุ่มมีคนนำเสนองานในจุดอันเป็นที่ตั้งในตลาด ขณะที่คนอื่นๆ ก็เดินเลาะเล่นซักถามกันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สร้างสีสันและบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไม่เบื่อ </p><p>เช่นเดียวกับการกำหนดให้มีการโหวตอีกต่างหาก เป็นการโหวตในภาพรวมว่ากิจกรรม หรือโครงการฯ ของใครมีความน่าสนใจ </p><p>คำว่า “น่าสนใจ” ในที่นี้หมายถึงประเด็นน่าสนใจ มีวิธีการนำเสนอ-ตอบคำถามน่าสนใจ การออกแบบสื่อน่าสนใจ ฯลฯ </p><p>ใช่ครับ – สิ่งเหล่านี้เน้นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเป็นหัวใจหลัก เป็นการแบ่งปันความรู้ให้กันและกันในลักษณะของการ “หนุนเสริม” และ “เติมพลัง” ต่อกันและกัน </p><p>ยิ่งไปกว่านั้นยังแฝงไว้ด้วยกระบวนการที่มุ่งเน้นการฝึกให้นิสิตได้เรียนรู้เชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเป็น “โค้ช” หรือ “กระบวนกร” ไปในตัว เป็นการฝึกฝนแบบเนียนๆ เน้นความเป็นธรรมชาติในวิธีของการแบ่งปันที่เป็นทั้ง “ผู้ให้และผู้รับ” ไปพร้อมๆ กัน</p><p>หรือแม้แต่การให้โหวต ก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการแห่งการบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมว่าด้วยการเชิดชู ส่งเสริม หนุนเสริม หรือให้เกียรติต่อความดี
</p>
</figure><hr><p>ท้ายที่สุด</p><hr><p>ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวถึงอย่างยืดยาว ผมเข้าใจเองว่านี่คือกระบวนการเรียนรู้อันง่ายงามในแบบ “สุ จิ ปุ ลิ” ล้วนๆ เป็นกรอบแนวคิดในแบบเราๆ ท่านๆ เป็นกระบวนการเรียนรู้ในแบบวิถีพุทธบนฐานสังคมไทยที่เน้นการแบ่งปัน หรือจัดการความรู้คู่ความรักในแบบญาติมิตร …(ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติขาดไม่ได้) </p><p>เหตุที่ผมเชื่อเช่นนั้น เพราะในทุกกระบวนการ นิสิตล้วนได้ฝึกทักษะในการทบทวนตัวเอง (หยั่งรู้ตัวเอง) ได้สื่อสารความคิด ได้อธิบายเหตุผลของตนเอง ได้ฝึกการฟัง การขบคิด การตั้งคำถาม การสังเคราะห์และขมวดความ (สรุปความ) </p><p>หรือกระทั่งการยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น ซึ่งในแต่กระบวนการ แต่ละคนล้วนมีสถานะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือผู้ส่งสารและผู้รับสารในตัวอย่างเสร็จสรรพ </p><p>ใช่ครับ- ผมคิดและเชื่อเช่นนั้น </p><p>รวมถึงเชื่อว่า หนึ่งกระบวนการสร้างการเรียนรู้ได้มากกว่าหนึงประเด็นเสมอ…</p>
-สวัสดีปีใหม่นะครับอาจารย์
-การได้ทบทวนตนเองบ่อยๆ เสมือนการเตือนตัวเองนะครับ
-ฝึกแบบ สุ จิ ปุ ลิ แบบนี้ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ชีวิตในหลากหลายรูปแบบ
-นี่เป็นเพียงการเรียนรู้จากรั้วมหาวิทยาลัย..
-แต่ก็ยิ่งใหญ่ในการนำไปใช้ในอนาคตนะครับ
-ด้วยความศรัทธาในบทความนี้ครับ
-ขอบคุณครับ
ขอให้เข้ามาในวงเถอะ ต้องได้สิ่งดี ๆ เกิดในใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เชื่อในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้คนเป็นพื้นฐาน ได้ ได้ ได้ ทวีคูณแน่นอนค่ะ
สุ จิ ปุ ลิ เป็นคาถาของนัก KM นักเรียนรู้ทั้งหลายค่ะ
สาธุ ค่ะ ทำดีเสมอต้นเสมอปลาย
ระลึกถึงเสมอค่ะ