เรื่องเล่าของครูบุญถึง เรื่องที่ 7 (ตอนจบ) ดำรงชีวิตหลังเกษียณอย่างพอเพียง

ภาพเปลี่ยนวันย่อมแปรเปลี่ยนผัน แต่ภาพเราสองคู่กัน ผันแปรตามไปบ้างไหม ภาพเราต่อไปจะเป็นเช่นไร ภาพเราย่อมแปรเปลี่ยนไป สักวันย่อมต้องจากกัน

      ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องเล่าของครูบุญถึง(ผมเอง) เรื่องที่ 7 (เรื่องสุดท้าย) ซึ่งเป็นบันทึกเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน ...มีโลกในใจของตนเอง...เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสได้เป็นครู  เขาจึงสานฝันนั้นให้เป็นจริง โดยปฏิบัติต่อเด็กๆของเขาเหมือนที่เขาอยากให้เกิดกับตนในวัยเด็ก  ผมหวังว่าเรื่องเล่า(บันทึก)นี้ จะช่วยสะกิดใจครู  ช่วยปลุกจิตวิญญาณความเป็นครู ให้เกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเอง  ในการอบรมสั่งสอน ดูแลช่วยเหลือเด็กๆที่จะเป็นอนาคตของชาติ  หยั่งถึงโลกในใจของพวกเขา  ช่วยยกระดับจิตวิญญาณของพวกเขาให้เป็นเด็กดีและมีความเจริญก้าวหน้า เป็นเยาวชนที่มีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป และหวังว่าบันทึกนี้จะเป็นข้อคิดให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาทุกคนด้วยครับ

เรื่องที่ 7 ดำรงชีวิตหลังเกษียณอย่างพอเพียง

        ในที่สุดพรหมลิขิตก็บันดาลชักพาให้ผมกับครูแจงได้เป็นเนื้อคู่กันจริง  เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งในชีวิตครอบครัวและชีวิตความเป็นครู เราได้ทำตามความฝันของเราและก้าวเดินไปอย่างมีความหมาย

        ต่อมาผมได้เปลี่ยนสายงานจากการเป็นครูมาเป็นศึกษานิเทศก์ เพื่อให้สามารถทำงานดูแลช่วยเหลือครูและผู้บริหารในวงกว้างได้มากขึ้น  จวบจนบั้นปลายชีวิตราชการ ผมต้องเกษียณอายุก่อนครูแจง  ก่อนเกษียณเราได้ปรึกษาและตกลงกันว่า   “ชีวิตที่พอเพียง น่าจะเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ในช่วงเวลาที่เหลือนับจากนี้ไป

         จำคำพูดของขงจื๊อที่เคยบอกว่า  “อยากมีความสุข 3 ชั่วโมงให้ตั้งวงดื่มกิน  อยากมีความสุข 3 วันให้เดินทางท่องเที่ยว  อยากมีความสุข 3 สัปดาห์ให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่  อยากมีความสุข 3 เดือนให้แต่งงานใหม่  อยากมีความสุข 3 ปีให้ปลูกบ้านใหม่  และอยากมีความสุขตลอดชีวิตให้ปลูกต้นไม้”

          ก่อนเกษียณ เราพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างก้อนหนึ่ง  จึงไปซื้อที่ดินแถวนอกอำเภอ เนื้อที่เพียง 75 ตารางวา  ในย่านที่ยังพอมีกลิ่นอายของเรือกสวนไร่นา เราได้ปลูกบ้านหลังเล็กๆ  คล้ายรีสอร์ท   ริมหน้าต่างด้านหน้าแต่ละช่อง เราทำที่วางกระถางปลูกไม้ดอกติดกับตัวบ้าน เพื่อให้ดูสดชื่นสวยงาม และปลูกห้องครัวเล็กๆอีกหนึ่งหลัง  ปูหญ้าด้านหน้าเขียวขจีเต็มพื้นที่   ใครผ่านไปมาต่างชมเปาะ  ว่าสวยงามน่ารัก  น่าอยู่มาก และไม่เคยเห็นบ้านเช่นนี้มาก่อน

          ปลูกบ้านเสร็จก็ยังเหลือพื้นที่สำหรับปลูกพืชผัก ผลไม้ที่ชอบได้อีกพอสมควรทีเดียว  เหตุผลที่ซื้อที่ดินเพียง 75 ตารางวา นอกจากจะประหยัดงบประมาณแล้ว ยังคำนึงถึงกำลังเรี่ยวแรงของตนหลังวัยเกษียณที่จะใช้ในการดูแลพื้นที่  ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขความพอประมาณและการมีเหตุผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

          ผมใช้เวลาว่างขลุกอยู่กับต้นไม้ที่บ้านสวนหลังเล็กๆ ทั้งวัน  การใช้เวลาอยู่กับต้นไม้ทำให้จิตใจสงบ เย็น สบาย ไม่ต้องคิดอะไรออกไปนอกตัว  จะอยู่กับปัจจุบัน  อยู่กับต้นไม้  ดอกไม้  มีเรื่องให้ทำ ให้ปรับปรุงตกแต่งเพลินอยู่ตลอดทั้งวัน ผมใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพเป็นหลัก  แต่ก็เจอปัญหาเรื่องแมลงรบกวนเหมือนกัน หากไล่ด้วยสารชีวภาพแล้วเขาไม่ไปก็พยายามทำใจไม่ไปรังแกเขา  ถือว่าเราแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ก็แล้วกัน

         1 ปีผ่านไป ผลผลิตที่เราสร้างขึ้นก็ปรากฏดอกผลให้ภูมิใจ  ผลไม้ก็มี มะม่วง ที่เริ่มทยอยให้ผลแล้ว ทั้งเขียวเสวย  ยายกล่ำ  แม่ลูกดก  นอกนั้นก็มี  กระท้อน  มะยงชิด  มะเฟืองหวาน    มะกอก  มะขามหวาน  มะนาว  ชมพู่มะเหมี่ยว  ลิ้นจี่  มังคุด ฝรั่ง  แก้วมังกร กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง เป็นต้น ซึ่งคนที่ปลูกเพื่อธุรกิจก็คงจะดูว่าแน่นไป และออกดอกผลยาก  แต่เป้าหมายของเราคืออยากทำให้เป็นสวนป่าเล็กๆ ได้ทั้งร่มเงาและได้ดอกผลพอประมาณ เพื่อได้เห็นความหลากหลายของพืชแต่ละชนิด และหมั่นตัดแต่งกิ่งเอา จะได้มีงานทำไม่เหงา

        ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ผักนานาชนิด  ที่ผมทำแปลงเล็กๆหลายแปลงปลูกไว้หลังบ้าน เป็นสัดส่วนสลับกันไป แม้แต่บริเวณรอบต้นไม้ใหญ่ผมก็ปลูกผักเป็นไม้ประดับ ผักที่ปลูก เช่น ผักกาด  ผักกวางตุ้ง  คะน้า   คื่นช่าย ผักโขม จิงจูฉ่าย ถั่วฝักยาว  กระเจี๊ยบ  ไชเท้า ถั่วพู  แตงกวา  แตงร้าน กะเพรา โหระพา  ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด  ปลูกสลับกันไป  ที่บนรั้วจะมีผักตำลึง  ผักปังทอดยอดไสว ยิ่งเก็บยิ่งแตกยอด  ริมรั้วจะปลูกชะอมเป็นแนวยาว  สลับกับทำค้างปลูกบวบ  มะระ  ฟัก  แฟง  และที่น่าทึ่งมากคือน้ำเต้าแข้งควาย จะออกลูกยาวเกือบแขน กลายเป็นไม้ประดับของบ้านได้ดีทีเดียว          
         นอกรั้วหลังบ้านเป็นที่ของคนอื่นที่ขาดการดูแล ปล่อยให้ต้นธูปฤาษีขึ้นรกไปหมด  ผมเลยไปเจรจากับเจ้าของที่  อาสาทำความสะอาดให้  พร้อมทั้งขุดลอกคลองเล็กๆเป็นแนวยาวไปตามริมรั้ว  ปลูกคล้าน้ำ และบัวหลากสีจนเต็มคลอง พร้อมทั้งทำน้ำพุเปิดให้ดูสวยงามและเย็นชุ่มฉ่ำ

         ผมชอบปลูกไม้ผล แต่ครูแจงเธอชอบไม้ดอก แรกๆผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เราก็เอื้ออาทรแบ่งปันพื้นที่กันและช่วยกันปลูก  เธอปลูกไม้ดอกหลายชนิดแทรกระหว่างต้นไม้และพืชผักสวนครัว เมื่อไม้ดอกทั้งหลาย เช่น  กุหลาบ  กล้วยไม้  พวงคราม ทองอุไร  มธุรดา  บัวดิน  ชบา  โมก พยับหมอก  ฟ้าประดิษฐ์  เยียบีร่า  ฯลฯ ออกดอกสะพรั่ง  จึงเป็นเหมือนสีสันที่ช่วยเติมแต่งให้บ้านงดงาม น่าอยู่มีชีวิตชีวามากขึ้น 

        เรามีความสุขกับการเก็บพืชผักที่ปลูก  ออกไปแจกเพื่อนบ้านในแต่ละวัน  เราจะเก็บผักสดๆมาปรุงอาหารรับประทานกันเอง  แต่ละวันแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย  ทำให้นึกถึงพระราชดำรัสของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ว่า  เกษตรทำไว้ไม่อดตาย  พื้นที่เพียง 75 ตารางวา ปลูกบ้านและ ห้องครัวไปแล้ว พื้นที่ที่เหลือเพียงน้อยนิด ยังสามารถทำการเกษตรเลี้ยงชีวิตเราและสามารถแบ่งปันให้แก่เพื่อนบ้านได้อีก  ทำให้อดปรามาสคนที่งอมืองอเท้า จมปลักอยู่กับความอดอยากยากจนไม่ได้

        ผมลองเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาวิเคราะห์การดำรงชีวิตหลังเกษียณราชการของเราตามแนวทางสายกลาง จาก 3 ห่วง คือความพอประมาณ  การมีเหตุผล  การมีภูมิคุ้มกัน  และ 2 เงื่อนไข คือ  เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งก็น่าจะผ่านการประเมินได้กระมัง

        เห็นเด็กๆทุกวันนี้ ยืนเข้าแถวตากแดดไม่นานก็เป็นลม  ไม่สู้งานเหมือนเด็กๆรุ่นผม  ชอบแต่งตัวหล่อๆสวยๆ เลือกทำงานสบายๆและให้ได้เงินเยอะๆ  ขาดน้ำอดน้ำทน  เหมือนบทอาขยานที่เราเคยท่องกันสมัยก่อน           
       “นกเอ๋ยนกเอี้ยง  คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งควายเฒ่า  แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา  แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย...”           
       สาเหตุใหญ่ก็คงมาจากวิธีการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์ ที่ไม่ปลูกฝังทักษะชีวิต นิสัยการทำงาน ให้เขาได้ลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดผลผลิตที่เป็นนกเอี้ยงกันเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนาประเทศมาจนทุกวันนี้            
        ผมไม่แปลกใจเลยว่า  แม้เกษียณราชการแล้วทำไมผมยังโหยหาผูกพันกับการปลูกต้นไม้ต้นไร่ ก็เพราะผมได้ถูกบ่มเพาะให้ได้ลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่วัยเด็ก สู้งาน สู้ชีวิต และเห็นคุณค่าจากดอกผลนั้นๆด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก  จึงเป็นข้อคิดในการปฏิรูปการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบันและอนาคต ได้ทบทวนกันว่าจะอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นนกเอี้ยงกันต่อไปอีกหรือไม่         
         ...สามปีต่อมา เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่แผ่เป็นวงกว้างทั่วทั้งจังหวัดและไม่มีวี่แววว่าจะลดระดับลงเมื่อใด  เราไม่สามารถเข้าไปพักที่บ้านนี้ได้ ต้องอพยพไปพักที่อื่นชั่วคราว

          หนึ่งเดือนผ่านไป ผมนั่งเรือเข้าไปดูสภาพภายในบ้านพร้อมกับครูแจง  ...บ้านหลังน้อย  ต้นไม้ที่เราปลูก ดูแลด้วยใจรัก ทั้งมะยงชิด มะม่วง กระท้อน มะเฟือง มะกอกฯลฯ ที่ออกดอกผลอย่างเต็มที่  ยืนต้นเฉาตายไปทั่วทั้งบริเวณ  ตลอดจนพืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับอื่นๆอีกหลายอย่างที่กำลังเจริญงอกงามก็ถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้น

          ผมกับครูแจงมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยใจหดหู่ เคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก   เรามองตากัน ให้กำลังใจกันทางสายตา เรานั่งนิ่ง ตั้งสติ  มองภาพที่เกิดด้วยความเข้าใจในกฎธรรมชาติว่า  จังหวะเวลาของธรรมชาติ  เอกภพ  จักรวาล ดวงดาว  ตลอดจนพืช  สัตว์  แร่ธาตุ  มนุษย์ในโลก  สรรพสิ่งเหล่านี้ย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก  ต่างอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน

         มนุษย์เราคิดว่าตนเองวิเศษ  สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้   ที่สุดแล้วแม้จะเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจเอาชนะกฎธรรมชาติไปได้  ยิ่งทำลายระบบธรรมชาติซึ่งเป็นระบบนิเวศจนขาดความสมดุลไปเท่าไร ธรรมชาติก็จะลงโทษเราเฉกเช่นนั้น  เพราะสรรพสิ่งในธรรมชาติครอบคลุมไปทั่วจักรวาล  เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนไป  โลกก็ร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกก็ละลายสู่ทะเลทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น  ความร้อนทำให้น้ำระเหยเป็นเมฆมากขึ้น กลายเป็นฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น นี่ยังไม่รวมปรากฏการณ์แผ่นดินไหว และเรื่องอื่นๆอีก

        บทเรียนครั้งนี้คงสอนเราให้รู้ว่า ต่อไปนี้เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงกันมากกว่าจะฝืนเอาชนะธรรมชาติ  เราต้องช่วยกันดูแลอนุรักษ์ ฟื้นฟูธรรมชาติ  จะปลูกสร้างบ้านเรือนก็ควรเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนโล่ง เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำจะได้ไหลผ่านสะดวก จะสร้างถนนหนทางก็ควรสร้างคู่ขนานกับทางน้ำไม่ให้ปิดกั้นทางน้ำ ถ้าจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นอีกก็ต้องมีระบบผันน้ำ ระบายน้ำ อย่างมีจังหวะจะโคนและยืดหยุ่น

        เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าทุกสิ่งย่อม เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไป เป็นหลักความจริงที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  พอเราทำใจได้ไม่ยึดติดไปกับมัน ก็รู้สึกโล่ง มองภาพที่เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ

        ...หลังน้ำลด เราก็ปลูก  ดูแลขึ้นมาใหม่  มันก็เท่านั้นเอง จะได้มีกิจกรรมทำไงล่ะ...

        หลังน้ำลดไม่นานเราก็สามารถเนรมิตต้นไม้รุ่นใหม่ขึ้นมาจนเต็มพื้นที่   แล้วผมก็คิดกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการปลูกต้นไม้ขึ้นมาอีก คือ กิจกรรมแจกต้นไม้ไปปลูกเพื่อลดโลกร้อนและสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง  โดยผมได้ทำซุ้มบริจาคต้นไม้ที่สร้างไว้ริมถนนหน้าบ้าน แล้วเพาะชำต้นไม้หลายชนิดมาวางแจกในซุ้ม  มีป้ายเชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมารับไปปลูก เมื่อดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง คิดว่าเริ่มปลุกจิตสำนึกให้คนรักต้นไม้ได้มากขึ้นแล้ว  ผมก็พยายามจูงใจให้คนรู้จักการเป็นผู้ให้ รู้จักแบ่งปัน เสียสละ ให้แก่ผู้อื่นบ้าง  ไม่ใช่เพียงแต่รอรับแจกอย่างเดียว เพื่อเป็นการลด ละ กิเลสต่างๆให้เบาบางลง โดยทำป้ายเชิญชวนให้ผู้ที่มีต้นไม้ กระถางต้นไม้  ดิน และต้องการแจกร่วมกับเรา ก็สามารถนำมาวางแจกในซุ้มนี้ได้ด้วย โดยให้ถือว่าซุ้มนี้เป็นของทุกคน

          กิจกรรมปลูกต้นไม้ แจกต้นไม้ ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างต่อเนื่อง  ผมเลยคิดต่อยอดความรู้เรื่องการเกษตรด้วยการไปอบรมเรื่องการขยายพันธุ์พืช และการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วมาทดลองทำจนได้ผลดี  จึงคิดจะแบ่งปันความรู้ให้แก่คนอื่น โดยได้เขียนและจัดทำแผ่นพับแจก พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการปลูก การดูแลต้นไม้แก่ผู้ที่สนใจ จนมีแฟนคลับมากขึ้น

          มีคนถามผมว่าทำไมผมปลูกต้นไม้งอกงามดีจัง  คงเรียนมาทางนี้จึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้เรียนทางนี้เลย  แต่ด้วยใจรักและคลุกคลีกับต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก จึงพยายามศึกษา แล้วเอาใจเข้าไปปลูก ลองผิดลองถูกไป  ต้นไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิต  เขาก็ต้องการความรักความเอาใจใส่เหมือนกับคน ถ้าปลูกแล้วปล่อยทิ้งๆขว้างๆเขาก็จะเหี่ยวเฉาไม่งอกงาม  แต่ถ้าประคบประหงมเลี้ยงดูเขามากไปเขาก็จะเคยตัว ขาดภูมิต้านทานเหมือนเด็กที่เลี้ยงไม่โต   เราต้องยึดหลักทางสายกลางดีที่สุด

          ผมพยายามทดลองทำ ทดลองใช้ เป็นแบบอย่างเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชาวบ้าน เพื่อให้เขาตระหนักถึงการดูแลสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม โดยผมเน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมนชีวภาพ เชื้อราชีวภาพไล่แมลงศัตรูพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง

          เกษตรอินทรีย์ที่ผมทำและเผยแพร่แก่ชาวบ้านจนได้ผลดีเป็นที่ยอมรับ เช่น จุลินทรีย์หน่อกล้วย  ปุ๋ยชีวภาพมูลค้างคาว ฮอร์โมนไข่   ฮอร์โมนจานด่วน  เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า  เชื้อราบิวเวอเรีย  เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังทำดินหมักสูตรพิเศษที่ผมคิดค้นขึ้นเองและใช้ได้ผลดี โดยมีส่วนผสมของวัสดุธรรมชาติหลายชนิด

           จากที่เคยเป็นครูสอนวิชาการแก่เด็กๆมาหลายสิบปี บั้นปลายชีวิตก็ผันตนเองมาเป็นครูด้านเกษตร  ส่วนครูแจงหลังเกษียณราชการ เธอก็ยังมีลูกของลูกศิษย์ หลานของลูกศิษย์ และลูกหลานของชาวบ้านแถบนั้นมาขอให้ช่วยสอนคณิตศาสตร์กันอีกไม่เว้นแต่ละวัน  เธอก็ใช้บ้านสวนหลังน้อยเป็นที่อบรมสั่งสอนเด็กๆ  พอสอนเสร็จก็หาขนมเลี้ยงเด็กๆ ตามนิสัยที่เคยชิน  ไม่ใช่สอนเพียงให้เด็กๆมีความรู้ทางวิชาการเท่านั้น  แต่จะชักชวนให้เด็กๆที่มาเรียนมาช่วยกันทำปุ๋ยหมัก ทำปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกต้นไม้ ถอนหญ้า พรวนดิน ก่อนกลับบ้าน เพื่อฝึกให้พวกเขามีทักษะในการดำรงชีวิตได้อย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคตด้วย

           สรุปแล้วการดำรงชีวิตหลังเกษียณของเรา ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นครูไปตลอดชีวิตนั่นแหละ           
   
        ... เช้าวันนี้เราสองคนมานั่งชมต้นไม้ ดอกไม้ที่เชิงบันไดบ้านกันเหมือนเช่นเคย  นกปรอดสองตัวที่เกาะบนกิ่งมะม่วงเบื้องหน้า กำลังไซ้ขนให้กัน ส่งเสียงหยอกเย้ากัน พร้อมกระพือปีกไปมาเหมือนอยากจะอวดพวกเรา  แล้วทั้งคู่ก็โผบินไปจิกกินมะละกอ ที่เราจงใจปล่อยให้สุกคาต้น เพื่อแบ่งปันให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

           กระรอกตัวหนึ่งวิ่งไต่ขึ้นไปบนเครือกล้วย แล้วแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย และส่งเสียงเรียกพรรคพวกให้ขึ้นมากินด้วยกัน  เขาหันมามองเราอย่างคุ้นเคย ด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัย  เราต่างยิ้มให้กับเขาด้วยใจที่เป็นสุข

         ...พลันเสียงเพลงจากเรื่องสี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลที่เราเปิดทิ้งไว้ ก็ดังแทรกเข้ามา

      “...ภาพต่างวันย่อมมองต่างไป  ผุพังและมีสร้างใหม่  หมุนเวียนไม่มีว่างเว้น  ดีพร้อมย่อมไม่มีวันจะเห็น  วันคืนผันแปรเช่นไร...
ภาพเปลี่ยนวันย่อมแปรเปลี่ยนผัน  แต่ภาพเราสองคู่กัน  ผันแปรตามไปบ้างไหม  ภาพเราต่อไปจะเป็นเช่นไร  ภาพเราย่อมแปรเปลี่ยนไป  สักวันย่อมต้องจากกัน 
     ...เพียงหัวใจจากกัน  จะอยู่นานค้ำฟ้าไม่ได้  เมื่อไรตัวฉันตายเมื่อนั้นหัวใจหยุดพลัน  ไม่มีใครยั่งยืนคู่ฟ้า  ไม่มีคำว่า ชั่วนิรันดร์
     ...แต่วันนี้เธอจะมีฉัน  จะรักมั่นคงเสมอ  จะขอมีเธอผู้เดียวข้างกาย  จากนี้จนวันสุดท้าย  รักจนเราสองตายจากกัน...”
  
                                                    *** จบ  ***
       

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (0)