การพิจารณา ที่สามารถทำกายสังขารให้ระงับลง ในที่นี้ มีลำดับแห่งความรำงับลงตามลำดับแห่งความหยาบละเอียด ของสิ่งที่นำมาพิจารณา คือ

         ในขั้นแรก เมื่อยังไม่ได้พิจารณาหรือกำหนดอะไร ลมหายใจก็หยาบอยู่ตามปรกติ เมื่อกำหนดพิจารณาอยู่ที่ลมหายใจนั้นว่าเป็นอย่างไรเป็นต้น ลมหายใจก็ย่อมสงบรำงับลงทันที

           เมื่อกำหนดพิจารณามหาภูตรูป (คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ) ซึ่งเป็นของเนื่องด้วยลมหายใจอยู่ ลมหายใจก็ยิ่งรำงับลงไปกว่านั้น

          เมื่อกำหนดพิจารณาอุปทายรูป กล่าวคือ ลักษณะและภาวะต่างๆ ซึ่งอาศัยอยู่กับมหาภูตรูป ซึ่งเป็นของละเอียดยิ่งไปกว่ามหาภูตรูป (รูป ๒๔) ลมหายใจก็ยิ่งรำงับลงไปกว่านั้น

         เมื่อกำหนดพร้อมทั้งสองอย่าง เช่นกำหนดพิจารณาอาการที่อุปาทายรูปเนื่องอยู่กับมหาภูตรูปอย่างไร เป็นต้น ลมหายใจก็ยิ่งระงับลงไปกว่านั้น

         เมื่อกำหนดอรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูปเลย มีอากาศและวิญญาณ เป็นต้น ลมหายใจก็ยิ่งรำงับลงไปกว่านั้น

         เมื่อกำหนดพร้อมกันทั้งสองอย่าง คือทั้งรูปและอรูป เช่น กำหนดความทีสิ่งทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร คือทั้งรูปและอรูป เช่น กำหนดความที่สิ่งทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และเนื่องกันอย่างไรเป็นต้น ลมหายใจก็ยิ่งละเอียดหรือรำงับลงไปยิ่งกว่านั้น

        เมื่อกำหนดละเอียดลงไปถึงสิ่งซึ่งเป็นปัจจัยของรูปและอรูป ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นามรูป อีกต่อหนึ่ง จนกระทั่งเห็นว่านามรูป มีอะไรเป็นปัจจัยและปัจจัยนั้นๆ กำลังปรุงแต่งนามรูปนั้นอยู่อย่างไร ดังนี้เป็นต้น ลมหายในก็ยิ่งละเอียดและรำงับลงไปยิ่งกว่านั้น

          และเมื่อได้กำหนดพิจารณาไป กระทั่งถึงลักษณะแห่งนามรูป หรือ ความที่นามรูป และประกอบอยู่ด้วยไตรลักษณะ คือความไม่เที่ยว เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้เป็นต้นแล้ว ลมหายใจก็ละเอียดหรือรำงับลงไปยิ่งกว่านั้น ส่วนที่เป็นการกำหนดแล้วพิจารณาทั้งหมดนี้ ย่อมแสดงให้เห็นอาการของความสงบรำงับที่เป็นไปด้วยอำนาจของการพิจารณาตามแนวของวิปัสสนา ซึ่งเป็นทางของปัญญาอันแตกต่างต่างจากการกำหนดอย่างไม่พิจารณา ซึ่งเป็นอาการของสมถะ และเป็นแนวของสมาธิ อย่างแจ้งชัด

        - อานาปานสติภาวนา, พุทธทาสภิกขุ อบรมภิกขุ ณ สวนโมกข์ฯ ในพรรษาปี ๒๕๐๒ 

          หมายเหตุ..

         รูป คือสิ่งที่จะสลายไปเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้ง สิ่งที่เป็นรูปร่างพร้อมทั้งักษระอาการของมัน ส่วนร่างกาย จำแนกเป็น ๒๘ คือ มหาภูต หรือธาตุ ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ ( รูปขันธ์ในขันธ์ ๕ ) ๒ อารมณ์ที่รู้ได้วยจักษุ สิ่งที่ปรากฏแก่ตา (ข้อ ๑ ใน อามรณ์ ๖) หรือในอายตนะภายนอก ๖) ๓. ลักษณะนาม ใช้เรียกพระภิกษุสามเณร เช่น ภิกษุรูปหนึ่ง สามเณร ๕ รูป..

         ภูตรูป มหาภูต รูปใหย่ รู้ต้นเดิม คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช และวาโย

         อุปาทายรู รูปอาศัย รูปที่เกิดสืบเนื่องจากมหาภูตรูป อาการของมหาภูตรูป ตามหลักฝ่ายอภิธรรมว่า มี ๒๔ คือ

         ก.       ประสาท หรือสารทรูป ๕ ได้แก่ จักขุ(ตา), โสต (หู), ฆาน (จมูก), ชิวหา (ลิ้น), กาย, มโน ใจ,

         ข.       โคจรรูป หรือ วิสัยรูป (รูปที่เป็นอารมณ์) ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (โผฎฐัพพะไม่นับเข้าจำนวน เพราะตรงกับปฐวี เตโช วาโย ซึ่งเป็นมหาภูตรูป)

         ค.      ภาวรูป ๒ ได้แก่ อิตถีภาวะความเป็นหญิง และปุริสภาวะ ความเป้นชาย

         ง.       หทัยรูป ๑ คือ หทัยวัตถุ หัวใจ

         จ.      ชีวิตรูป ๑ คือ ชิวิตินทรีย์ ภาวะที่รักษารูปให้เป็นอยู่

         ฉ.      อาหารรูป ๑ คือ กวฬิงการาหาร อาหารที่กินเกิดเป็นโอชา

         ช.      ปริจเฉทรูป ๑ คือ อากาศธาตุ ช่องว่าง

         ซ.      วิญญัติรูป ๒ คือ กายวิญญัติ ไหวกายให้รู้ความ วจีวิญญัติ ไหว วาจาให้รูความ คือพูดได้

         ฌ.    วิการรูป ๕ อาการดัดแปลงค่างๆ ได้แก่ ลหุตา ความเบา, มทุตา ความอ่อน, กัมมัญญตา ความควรแก่งาน, (อีก ๒ คือ วิญญัติรูป ๒ นั่นเอง ไม่นับอีก)https://www.thaitux.info/dict/...