สสส.ตั้งเป้ายก“อยุธยาโมเดล”

ทางออกเกษตรกรไทยยุคใหม่

สสส.รุกเสริมศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถเกษตรกรไทย “กล้าคิด กล้าเปลี่ยน”เพื่อทางรอด เล็งหนุนพื้นที่ต้นแบบ “อยุธยาโมเดล” 10 พื้นที่ 10 ตำบล เป็นตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่นๆ

          นพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า จากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยมุ่งเน้นการผลิตเพื่อตอบสนองตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวนาที่มุ่งเน้นการผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตจำนวนมากเพื่อส่งออก ทำให้มีการจ้างแรงงาน เครื่องจักรกล และปุ๋ย ยาเคมี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เมื่อข้าวมีราคาตกต่ำ ทำให้ต้นทุนสวนทางกับรายได้ ส่งผลให้ชาวนาต้องเผชิญกับวงจรการเป็นหนี้ไม่จบสิ้น นำมาซึ่งสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ลง<p>          สสส.ซึ่งมีภารกิจในการมุ่งส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพ จึงมีความตั้งใจในการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในการยกระดับความเป็นอยู่ มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงได้จัดทำ “โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะชุมชน” โดยกลุ่มเกษตรกร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ต้นแบบ ใน 10 ตำบลๆ ละ 10 คน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรตำบลมารวิชัย อ.เสนา กลุ่มเกษตรกรบางยี่โท อ.บางไทร กลุ่มเกษตรกรตำบลช่างเหล็ก อ.บางไทร กลุ่มเกษตรกรตำบลบ้านโพธิ์ อ.เสนา กลุ่มเกษตรกรตำบลลาดชะโด อ.ผักไห่ กลุ่มเกษตรกรตำบลสำพะเนียง อ.บ้านแพรก กลุ่มเกษตรกรตำบลบ้านใหม่ อ.บ้านแพรก และกลุ่มเกษตรกรตำบลสิงหนาท อ.ลาดบัวหลวง     </p>

<p></p>
<p>          โดยโครงการมุ่งเน้น “การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การขยายโอกาส และการสร้างความสัมพันธ์ทางการตลาด” ด้วยการให้เกษตรกรแกนนำจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประจำทุกเดือน แล้วไปขยายสมาชิกเพิ่มในแต่ละตำบล ซึ่งไม่ได้เน้นว่าจะต้องเป็นชาวนา เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าในชุมชนมีหลายกลุ่มอาชีพเชื่อมโยงกัน เช่น ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำขนม หรือทำของชำร่วย เป็นต้น ซึ่งจะต้องได้รับการหนุนเสริมศักยภาพเช่นเดียวกัน คือ ให้เกษตรกรพึ่งพาและพัฒนาศักยภาพตัวเองให้มากที่สุดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เปลี่ยน “แนวคิดทำมาหากิน มาเป็นทำมาค้าขาย” ส่วนเกษตรกรที่ทำนาก็ค่อยปรับเปลี่ยนมาใช้สารชีวภาพแทนปุ๋ยและยา เพื่อลดต้นทุนการผลิต ช่วยให้มีรายได้เหลือมากกว่าการทำนาแบบเคมี </p><p>          นพ.ศิริเกียรติ กล่าวอีกว่า โครงการไม่ได้เสริมศักยภาพแค่เทคนิค แต่เราจะเสริมวิธีคิดให้เกษตรกรกล้าคิด กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งที่ดีกว่า  ซึ่งพอกลุ่มเริ่มทำงานแต่ละคนมีบทเรียน มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ก็จะเห็นประโยชน์ในการรวมกลุ่ม เมื่อแลกเปลี่ยนกันบ่อยขึ้น ทุกอย่างก็จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น  </p><p>เราอยากเห็นความต่อเนื่องของโครงการ เกิดผลสำเร็จ มีความยั่งยืน และเกิดกระบวนการถอดบทเรียนเพื่อนำไปใช้ยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อหาทางรอดของเกษตรกรไทยให้ได้ ซึ่งน่าจะเห็นชัดภายใน 2-3 ปี เพราะการปรับเปลี่ยนบางอย่างมักจะเจออุปสรรค เช่น กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระบบพันธสัญญาซึ่งจะมีข้อจำกัดกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่จากประสบการณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนและผลลัพธ์ที่สมาชิกในกลุ่มได้นำไปใช้จริงแล้วประสบผลสำเร็จนั้น ก็จะทำให้เขากล้าที่จะเปลี่ยนในที่สุด เพียงแต่เราต้องเข้าไปหนุนเสริมจากต้นทุนที่เข้ามีอยู่ </p>
<p></p>
<p>“เพราะเราเชื่อว่าทุกคนอยู่บนผืนดินไทย มีขีดความสามารถ มีสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ทำให้อาชีพของเขาปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค”นพ.ศิริเกียรติ กล่าว </p><p>ด้าน นายเชิด พันธุ์เพ็ง ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการ คือ การหนุนเสริมลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ด้วยการลดต้นทุนการผลิต และการสร้างความสามัคคีในชุมชน เพราะบางพื้นที่โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้เขตเมืองนั้น คนแทบไม่รู้จักกัน โดยเราจะรื้อฟื้นสภากาแฟของหมู่บ้านให้กลับมาเหมือนในอดีต ใครมีอะไรก็มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทั้งวัฒนธรรมดังเดิม หรือการหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ของชุมชน ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการสร้างความรู้เป็นหลัก โดยมีแกนนำเกษตรกรของแต่ละตำบลเป็นหัวหอกในการเผยแพร่ ซึ่งต่อไปจะต้องมาเป็นวิทยากรเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อสร้างเครือข่ายสมาชิกและแกนนำจาก 10 คนเป็น 20 คนในปีต่อไป   </p><p>ชาวบ้านมีองค์ความรู้เยอะ แต่ไม่มีเวทีให้เขามาแสดงมาพูด แต่เมื่อเปิดเวทีให้เราได้เห็นภูมิปัญญามากมายหลากหลาย และสามารถทำได้จริง แต่ไม่ถูกนำมาใช้โดยตรง เพราะ ภาวะบีบคั้นต่างๆ ซึ่งไม่เอื้อ เลยไม่ได้เอาออกมาใช้ ดังนั้นโครงการนี้เราจึงได้เห็นภูมิปัญญาคนไทยว่ามีเยอะมากและช่วยเหลือชาวบ้านได้จริง </p><p> </p>