เยาวชน “ขาเลาะ” ท่ามะปรางชวน “หาเรื่อง” เปลี่ยนเด็กหลังห้องสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

เยาวชน “ขาเลาะ” ท่ามะปรางชวน “หาเรื่อง”

เปลี่ยนเด็กหลังห้องสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

          “เด็กหลังห้อง” คำเรียกของกลุ่มเด็กที่ “ไม่เอาการเรียน” เกเร ติดเพื่อนโดดเรียน เข้าร้านเกม มั่วสุมสิ่งเสพติด คือพฤติกรรมหลักๆ ของเด็กหลังห้องที่สังคมคนรอบข้างยังส่ายหัว แต่ในความเกเรนี้ เด็กหลังห้องก็มีศักยภาพและความสามารถไม่น้อยกว่าเด็กหน้าห้อง เพียงแต่ไม่มีพื้นที่แสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือโอกาสและความเข้าใจในตัวตนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากสังคมรอบข้าง เพราะเขาเชื่อว่า “ทำดีได้ไม่น้อยหน้าใคร

            พิชิตพงษ์  พันธุ์ปั้น หรือ “เต้ย” เยาวชนจากตำบลท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี คือตัวอย่างของเด็กหลังห้องที่เคยเกเร ทุกวันมักจะโดดเรียนไปอยู่ร้านเกมมากกว่าที่จะอยู่ห้องเรียนเหมือนคนอื่นๆ แม้จะไม่มีเรื่องของสิ่งเสพติด หรือเป็นเด็กแว้น แต่การติดเกมแบบงอมแงมก็ทำให้ผลการเรียนของเขาแย่ลง

            “ช่วง ม.4 –ม.5 ผมติดเกมหนักมาก วันๆ อยู่แต่ร้านเกม แทบไม่เข้าเรียนเลยด้วยซ้ำ พอขึ้น ม.6 เห็นเพื่อนๆ เตรียมสอบไปเรียนต่อ กลับมาดูเราแล้ว แทบจะสายเกินไป เพราะผลการเรียนก็ไม่ดี แต่ก็มาเร่งตั้งใจติวหนังสือมากขึ้น จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ คิดแค่นั้น” เต้ย เล่าถึงอดีตที่ผ่านมา

            และวันที่ “เต้ย” เปลี่ยนจากเด็กหลังห้องมาเป็นเด็กกิจกรรมที่ชุมชนยอมรับก็เริ่มหลังจากนั้น เมื่อเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตามความปรารถนาแล้ว แต่เขาคิดว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบ และอยากกลับมาทำการเกษตรมากกว่า และช่วงที่ว่างนี้เองทำให้เขาได้รู้จัก “กลุ่มเขาใหญ่ดีจัง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “เครือข่ายพื้นที่นี้ดีจัง” ที่ให้โอกาสเด็กๆ ทั่วประเทศได้แสดงออกความสามารถเชิงสร้างสรรค์ในการร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และเปิดโอกาสให้เข้าร่วมกลุ่ม

             เมื่อได้รับโอกาส “เต้ย” ก็ไม่รอช้าที่จะรีบชักชวนเพื่อนๆ น้องๆ รวมกลุ่มทำกิจกรรมภายใต้ชื่อ “เด็กหาเรื่อง” ซึ่งได้ขอรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วยการนำเด็กๆ ในชุมชนไปหาเรื่องทำความดี เรียนรู้และสืบสานภูมิปัญญาจากผู้เฒ่าผู้แก่ และยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้สูงอายุให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

            เต้ย เล่าอีกว่า สมัยที่เรียนอยู่เราเป็นเด็กหลังห้อง ไม่สนใจอะไรใครเลย ไม่เอาการเรียน ไม่เข้าร่วมกิจกรรม หรืองานสังคมก็ไม่เอาเลย แต่เมื่อมีโอกาสนี้เข้ามา ทำให้เราคิดว่า เป็นสิ่งที่ท้ายท้าย ว่าเด็กหลังห้องจะทำอะไรเพื่อสังคมได้หรือเปล่า แม้ส่วนใหญ่เขาจะมองว่าเราจะทำอะไรได้ แต่เราก็อยากทำ เราอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่คนมองเราในทางที่ไม่ดีด้วย ก็เลยมารวมกลุ่มกันโดยมีสมาชิกเป็นเด็กในตำบลท่ามะปราง โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “เยาวชนลูกท่ามะปราง” มีแกนนำจำนวน 12 คน โดยแกนนำรุ่นแรกๆ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วจะเป็นเด็กหลังห้องทั้งหมด แต่ตอนนี้จะมีเด็กอาสาเข้ามาผสมกันไป ตอนนี้มีเด็กเครือข่ายรวมมากกว่า 60 คน ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก ให้กล้าคิดกล้าแสดงออก เข้ากับสังคมได้ และสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองในกระแสโลกยุคปัจจุบันได้

            อย่างเช่นกิจกรรมล่าสุดนี้ คือ “เด็กหาเรื่อง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. โดยหลังจากที่เข้าร่วมเครือข่ายพื้นที่นี้ดีจัง แต่ละกลุ่มจะมีประเด็นหลักที่ทำแตกต่างกันออกไป เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราก็มาคิดว่า เราจะทำประเด็นของการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่นับวันจะสูญหายไปตามกาลเวลา

            “โดยเราจะพาน้องๆ ช่วงอายุตั้งแต่ 10-12 ขวบ ไปเยี่ยมผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้าน เพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญาต่าง ทั้งการทำอาหาร ทำเครื่องใช้สอย เครื่องจักสานหรือการละเล่นโบราณ ซึ่งเราเห็นว่าเมื่อก่อนบ้านเรามีภูมิปัญญานี้เยอะมาก แต่เริ่มหายไป และเด็กสมัยใหม่ก็เริ่มจะไม่สนใจแล้ว ซึ่งเราจะลงพื้นที่อย่างน้อยเดือนละครั้ง พร้อมทั้งเรียนรู้วิถีบริบทและประวัติชุมชน ช่วยกันเก็บขยะภายในหมู่บ้าน ร่วมจัดกิจกรรมเล่นว่าวเผาข้าวหลาม ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต” อดีตเด็กหลังห้องที่ตอนนี้เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน กล่าว

          การส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้สูงอายุ คือสิ่งสำคัญที่ “ เด็กหาเรื่อง” ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับกิจกรรม และใช้เวลาว่างได้สอนลูกหลาน เช่นกิจกรรมช่วงเปิดเทอมวันแรก ที่ได้จัดกิจกรรม “เปิดเทองเรื่องกล้วยๆ”  ด้วยการนำเอาพ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้เฒ่าผู้แก่ มาร่วมกิจกรรมถ่ายทอดภูมิปัญญาจาก “กล้วย” พืชผลไม้ใกล้ตัว ทำให้เปิดเทอมที่อาจจะวันแรกที่แสนวุ่นวาย น่าเบื่อของใครหลายๆ คน และเปลี่ยนวันประชุมผู้ปกครองให้มีคุณค่า กลายเป็นการเริ่มต้นภาคเรียนที่มีความสุข สนุก

          เรือก้านกล้วย ปืนก้านกล้วย ม้าก้านกล้วย หน้ากากต้นกล้วย ชุดระบายสีจากก้านกล้วย กระทงใบตอง และขนมที่ทำจากกล้วย คือ ผลิตผลจากภูมิปัญญาที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ถ่ายทอดให้กับน้องๆ รอยยิ้มระห่างคนสองวันที่เกิดขึ้น บ่งบอกถึงความใกล้ชิดที่นับวันดูจะห่างเหินอีกด้วย

          

          จันทร์ วงค์ษา หรือ ป้าจันทร์ ที่ต้องดูแลหลานวัย 4 ขวบ และยังเป็นปราชญ์ชุมชนที่คอยมาเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนอยู่เป็นประจำ กล่าวว่า ปกติมาสอนงานเย็บใบตอง การทำดอกไม้จันทน์ให้กับนักเรียนทุกสัปดาห์ เด็กๆ ก็ทำเป็นบ้าง ไม่เป็นบ้าง ต้องค่อยๆ ทำ เด็กเดี๋ยวนี้ทำอะไรไม่เป็นแล้ว ถ้าเราไม่ถ่ายทอดให้เขา สิ่งที่ดีงามก็จะหายไป นอกจากนี้แล้วเด็กได้เรียนรู้ ได้ใกล้ชิดผู้เฒ่าผู้แก่ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากกว่าอยู่แต่หน้าจอมือถือ หน้าคอมพิวเตอร์

             ขณะที่ บุญสืบ พันธุ์ประเสริฐ รองนายก อบต.ท่ามะปราง ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มเยาวชนลูกท่ามะปราง กล่าวว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กหลังห้อง ไม่ใช่เด็กเรียน หรือเด็กกิจกรรม  ไม่มีใครสนใจ ถ้าไม่ให้โอกาส เด็กๆ กลุ่มนี้ก็จะอยู่ที่เดิม แต่ถ้าให้มีพื้นที่แสดงออก พวกเขาก็จะเห็นคุณค่าของตัวเอง ว่าพวกเขาก็ทำได้ จนพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเอง เพราะเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพ ขอแค่คลิกและหาพวกเขาให้เจอก็พอ

            “เด็กหาเรื่อง” เป็นกิจกรรมที่น้องๆ คิดกันขึ้นมาเอง ด้วยการไปสืบทอดภูมิปัญญาจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ซึ่งเป็นผลมาจากที่ก่อนหน้านี้ที่เด็กๆ ได้เข้าร่วมโครงการ “หมอครอบครัว” ของ รพ.สต. ที่ลงไปเยี่ยมผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียง แล้วเขาได้เห็นสิ่งดีงาม โดยเฉพาะภูมิปัญญาที่มีมากมายและรอคนที่สานต่อ เมื่อเขาได้เรียนรู้ เขาก็อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง คือ ให้เด็กคนอื่นๆ ได้เห็นได้ทำตามด้วย ไม่ใช่ทำเพียงแค่คนเพียงกลุ่มเดียว

          ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ชุมชนท่ามะปรางก็เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่หนี้ไม่พ้นความเป็นสังคมเมือง ที่รอวันเปลี่ยนผ่าน แน่นอนว่าหากไม่มี พลังเด็กจาก “กลุ่มเยาวชนลูกท่ามะปราง” วัฒนธรรมและประเพณี รวมถึงภูมิปัญญาคงจะสูญหายไปตามกาลเวลา

   

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม



ความเห็น (0)