วิชาจีบ

ช่วงที่ผมมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายกับ บ. เอเยนต์กระดาษ TOP 3  ของไทย

ถึงผมจะอยู่ฝ่ายขาย แต่หน้าที่หลักผมกลับกลายเป็น เคลียร์ปัญหาขัดแย้ง

ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งกันภายใน ระหว่างบุคคล หรือ ระหว่างแผนก

หรือจะเป็นภายนอก เช่น เซลกับลูกค้า

ผมรีบเคลียร์ทันที... 

 . 


วิธีการของผมก็คือ คุยกันครับ มันแบบ Commonๆ ที่สุดแล้ว

คุยแบบเปิดอกคุยกัน นี่คือทางแก้ที่ไม่ต้องพึ่งทฤษฎีใดๆ เลย

ผมบอกเลยว่า ปัญหาร้อยละ 90 เกิดจากคนไม่คุยกัน หรือคุยกันไม่รู้เรื่อง !

อีก 10%  เป็นเรื่องของความฉ้อ ไม่ซื่อตรง 

 . 

แต่ทีนี้ สำคัญคนที่เคลียร์ ก็ต้องคุยเป็น

คุยเป็น หมายถึง... 

.

1. ใจต้องเป็นกลาง ถ้าเอียงมีอคติด้านใดด้านหนึ่ง ปัญหาไม่จบ

หรือจบก็จบแบบไม่เต็มใจ ขอไปที 

2. คนกลางต้องฟังเป็น ต้องตั้งใจฟังและจับประเด็นให้ได้ ว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร

เชื่อไหมครับ ปกติคนพูดร้อยคำ มีประเด็นจริงอยู่ไม่ถึง 20 คำ

3. การแก้ปัญหาต้อง Negotiate ชนิด  Win Win คือไม่มีใครเสียประโยชน์ หรือเสียอารมณ์

หรืออย่างดีก็พบกันครึ่งทาง 

 . 

 แหม จะว่าไม่มีทฤษฏี ก็ไม่เชิง.... ก็มี 3 ข้อนี่แหละ

แต่จริงๆ เวลาผมทำไปไม่ได้คิดซับซ้อนเลยนะ

ก็คิดแบบพื้นๆ หาปัญหาให้เจอ แล้วก็เจรจาหาทางแก้

คนมักมองข้ามเรื่องพื้นๆ แต่จริงๆ แล้วเรื่องพื้นๆ Common sense นี่แหละครับ สำคัญที่สุด

ชีวิตคนเราอยู่บนฐานของความธรรมดาๆ

เรามักหาความความซับซ้อน ที่ดูแหม มันสูงส่งลึกซึ้ง โดยไม่รู้ว่าความซับซ้อนนั่นแหละ คือตัวปัญหา

.

ผลปรากฏว่า ปีนั้นยอดขายทะลุ สูงสุดในรอบ 5 ปี ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง

ขายไป พันสี่ร้อยกว่าล้าน 

 . 

 ผมเลยรู้เลยว่าปัญหาหลักขององค์กร ไม่ใช่ระบบ

บางที Conflict management หลงมุ่งไปแก้ที่ระบบ  แก้ไม่จบง่ายครับ ผมกล้าพูดเลย

ระบบดียังไง ถ้าคนไม่ทำตาม หรือฝืนใจทำ ก็ไม่มีประโยชน์

แก้ที่คนนี่แหละ ถ้าคนรักกัน งานก็เดิน ... คนสำราญ งานสำเริง

ระบบถือเป็น Second priority

แต่ถ้าแก้ระบบจริงๆ ก็ต้องแก้ที่วัฒนธรรมองค์กรให้มีพื้นฐานคุณธรรม

 สรุปว่า ผมแทบไม่ได้ทำงานขายเลย แต่กลับทำงานที่สำคัญกว่า 

 .

 วันที่ผมเปิดสอนวิชาจีบ คนก็งง จะสอนอะไร (วะ)

ก็สอนให้คนรักกันนี่แหละครับ

ความรักแก้ได้ทุกปัญหา

รักกันไว้เถิดครับ คนเราไม่ถึงร้อยปีก็ตายหมดแล้ว

จะมีชีวิตอยู่บนความเกลียดชัง ขัดแย้งให้ใจมันขุ่นมัว จิตตกกันเพื่ออะไร...

.... (^-*) ...