ตอนที่ 3 โกตุหลิกะ มีกรรมผกผัน[1]

เมืองของท่านอัลลกัปปะ(เมืองของฤษีที่ช่วยแม่ของท่านอุเทน) เกิดโรคระบาดนายโกตุ กับเมียและลูกอพยพหนีโรค ผ่านมากลางทะเลทราย ไม่ไหวที่จะอุ้มลูก ในที่สุด โกตุ ก็ฆ่าลูก แล้วก็เอาเนื้อลูกมากินเพื่อปะทังชีวิตตนให้รอด (พระท่านสอนเวลากินข้าวให้คิดถึงโกตุตอนที่กินเนื้อลูก เป็นกรรมฐานในหมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา )

ในที่สุดก็ผ่านทะเลทรายมาได้ หิวสุดๆ โชคดีได้มาเจอฟาร์มโคนมเจ้าของฟาร์มใจดี เขากำลังกินข้าวพอดี โกตุกับเมียจึงละความอายเข้าไปขอข้าวกิน โกตุนั่งที่พื้นชานเรือน มองไปข้างๆเห็นหมาตัวเมียตั้งท้อง กำลังกินอาหารชนิดเดียวกับที่เจ้าของกิน นึกในใจว่า อิจฉามันจัง...

ในที่สุด โกตุ ก็สมปรารถนา เพราะได้ไปเกิดในท้องหมาตัวนั้น เพราะแกกินมาก อาหารไม่ย่อย อิดอัดตาย พอหมาคลอดออกมา เจ้านายดูแลดีมาก ด้วยความจำจากคนมาเป็นหมาจึงฉลาดกว่าหมาทั่วไปเจ้าของฟาร์มเป็นคนใจบุญ นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า เพื่อรับบาตรเป็นประจำ นั่นแหละเป็นหน้าที่ ในยามที่เจ้านายมันไม่ว่าง หมาตัวนี้ฉลาดมาก มารับพระปัจเจฯ เป็นประจำ จนวันสุดท้ายที่พระปัจเจฯ ท่านจะต้องไปจำพรรษาที่อื่น ก็เหาะไปบนอากาศ หมาคิดถึงพระ หอนจนสุดเสียงสิ้นลม ตายอยู่ตรงนั้น  ด้วยอำนาจ พุทธานุสติกรรมฐาน พาให้หมาไปเกิดเป็นเทวดา ชื่อโฆษกเทพบุตร มีเสียงดังมาก(แค่กระซิบเสียงดังไปไกลถึง 25,600 กิโลเมตร) อานิสงส์เห่าไล่สัตว์ร้ายตามทางเดินตอนที่ไปนิมนต์พระปัจเจฯ

1. คน  เป็น  หมา

2. หมา  เป็น  เทวดา

3. เทวดา  เป็น  คน

สูตรสำเร็จ ที่เทวดาจะลงมาเกิดมี 4 หนทาง สิ้นอายุ , สิ้นบุญ  , โกรธจัด , สิ้นอาหาร 

-สิ้นอายุ เกิดกับผู้ที่ทำบุญมามาก พอตายจากสวรรค์ชั้นนี้เสร็จก็ไปสวรรค์ชั้นต่อไป ด้วยบุญส่วนอื่นๆที่ทำมา

-สิ้นบุญ     เกิดกับผู้ทำบุญมาน้อย ขึ้นไปเป็นเทวดาแป๊บเดียว น้ำมันหมด ต้องมาเกิด

-โกรธจัด    โมโหมาก กายทิพย์แตก...ดับ...ลงมาเกิด

-สิ้นอาหาร เกิดกับเทวดาที่ลุ่มหลงหมกมุ่นอยู่กับกามราคะบนสวรรค์สังขารทรุดโทรม  

ท่านโกตุ...ก็หมดบุญเร็ว เพราะสิ้นบุญ

โกตุ...เมื่อหมดบุญลงมาเกิดใน บ้านโสเภณี บ้านนี้เลี้ยงเฉพาะลูกสาว เอาไว้ทำงาน แต่พอเป็นชายก็เอาไปทิ้งขยะ (กรรมทิ้งลูกครั้งที่1)  เศรษฐีในเมืองเอามาเลี้ยง เพราะหมอดูบอกว่าเด็กที่เกิดวันนี้จะเป็นเศรษฐี ส่วนเศรษฐีเองก็กำลังจะมีลูกแต่ยังไม่คลอดเศรษฐีคิดว่าถ้าลูกเราเป็นหญิงก็จับแต่งงานซะเลย แต่ถ้าลูกเราเป็นชายก็ฆ่า(โกตุ) มันทิ้งก็สิ้นเรื่อง...จะได้ไม่มาแย่งตำแหน่งเศรษฐี

เช้าวันที่โกตุต้องตายก็เพราะ เศรษฐีได้ลูกเป็นชาย...อกุศลกรรมที่โกตุทำไว้ มาอีกแล้ว

การฆ่าครั้งที่ 1  ด.ช.โกตุ แม่เอาไปโยนทิ้งที่กองขยะ (เล่าไปแล้ว)

การฆ่าครั้งที่ 2  ด.ช.โกตุ ถูกเศรษฐีจ้างนางกาลี (สี่พันบาทยุคโน้น) ให้เอาไปทิ้งหน้าคอกโคพอเปิดคอกโดนเหยียบแน่บุญพุทธานุสติดลให้แม่โคยืนคร่อมไว้ โคตัวอื่นก็เลี่ยงไปข้างๆ โกตุไม่โดนเหยียบตาย รอดครั้งที่2

การฆ่าครั้งที่ 3 เศรษฐีไปซื้อตัวเด็กกลับมาและจ้างนางกาลี ให้นำด.ช.โกตุ ไปแอบวางไว้ใต้ล้อเกวียนถูกทับตายแน่ แต่บุญหนุนดลใจหัวหน้าพ่อค้ามาเห็นเลยเอามาเลี้ยง รอดอีก

การฆ่าครั้งที่ 4  ซื้อกลับมาอีกเที่ยวนี้จ้างให้เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าบุญเก่าดลใจให้แม่แพะมายืนคร่อมเด็กได้ดื่มนมแม่แพะคนเลี้ยงแพะมาเห็นเอาไปเลี้ยง

การฆ่าครั้งที่ 5 ซื้อกลับมาอีกเที่ยวนี้ทิ้งเหว บุญหนุนเข้าอีก เพราะผ้าอ้อมที่มัดไว้ไปเกี่ยวกิ่งไม้ คนหาของป่ามาเห็น เลยเก็บไปเลี้ยง

การฆ่าครั้งที่ 6  ซื้อกลับมาแต่เที่ยวนี้ต้องตายแน่ เพราะเขียนจดหมายให้โกตุถือไปให้ลูกน้องเศรษฐีเนื้อความคือให้ฆ่าคนถือจดหมายแต่น้องชายอาสาไปแทน

    (ช่วงเวลานี้ที่เศรษฐีทุกข์มาก เพราะลูกเราต้องมาตายแทน จึงทุ่มไม่อัน)

การฆ่าครั้งที่ 7  นายโกตุ ถูกหลอกให้ถือจดหมายสั่งฆ่าตัวเองไปให้เสมียนต่างเมือง  เมื่อมาถึง นายเสมียนไม่อยู่ อยู่แต่ลูกสาว พอเจอปุ๊บก็รักปั๊บ (เพราะลูกสาวเสมียนคนนี้ คือเมียเก่าสมัยชาติที่ฆ่าลูกกิน)  นายโกตุอ่อนเพลียมาก เลยขอนอนสักงีบ สาวเจ้าผู้มีรักแรกพบ(ชาตินี้) อยากรู้ว่าพ่อหนุ่มนี้มาธุระอันใด..เลย..ย่องเข้าไปเปิดจดหมายออกอ่าน พออ่านจบแทบสลบตกกะใจจดหมายให้ฆ่าตัวเอง อย่ากะนั้นเลยจัดแจงแปลงสารเสียใหม่ ให้โกตุแต่งงานกับตน แล้วแบ่งสมบัติให้ด้วย....โชคดี 2 ต่อ

(กรรมฆ่าลูก หมดแรงส่งแล้ว แสดงว่า บุญคิดถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า แรงกว่า

เขาไม่ได้ฆ่าด้วยความโกรธ แต่มันไปไม่ไหวแล้ว แต่บุญพระปัจเจฯ เขาตั้งใจมาก )

ความรักของคน เกิดได้ 2 สถาน   1. เคยเป็นผัวเมียกันมาในชาติก่อน  

                                         2. อยู่ใกล้ชิดกันในชาติปัจจุบัน

เศรษฐีกระอักเลือดเมื่อรู้ข่าวว่ามันไม่ตาย เริ่มป่วยกะเซาะกะแซะ จึงคิดอุบายสุดท้าย จึงส่งจดหมายไปบ้านเสมียน บอกให้โกตุมาเยี่ยมพ่อกำลังใกล้ตาย เมื่อไปรษณีย์ส่งจดหมาย เมียโกตุเปิดอ่าน คิดในใจว่าไปตอนนี้ไม่ได้เพราะยังไม่ป่วยจัดๆ ต้องให้อาการโคม่ามากกว่านี้ ถึงจะไป เมื่อสายรายงานว่าเศรษฐีใกล้ตายแล้ว จึงพากันไปเยี่ยม บอกให้โกตุยืนปลายเท้า ส่วนฉัน(เมีย)จะอยู่ที่ศีรษะ เศรษฐีเรียกนายบัญชีประจำตระกูลมาถามว่า “ตอนนี้มีสมบัติเท่าไร” นายบัญชีบอกตัวเลขพร้อมยื่นรายการสมบัติให้  แล้วเศรษฐีบอกว่า “เงินสักบาทก็ไม่ให้มัน” แต่คนใกล้ตายเสียสั่นเครือ เมียโกตุอยู่ใกล้ได้ยิน รีบเอาหัวกระแทกหน้าอกแล้วก็ร้องไห้ใหญ่ ทำทีว่าเสียใจ กระแทรก 2 – 3 ทีก็ตายแล้ว สมบัติทั้งหมดก็ตกเป็นของ โกตุ เพราะคำสั่งเศรษฐี นายบัญชีได้ยินไม่ชัด แต่เมียโกตุอยู่ใกล้ เธอบอกว่า ......ท่านก็ทำไปตามเห็นสมควร

ตอนที่ 4 [2]

นายโกตุหลิกะ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ โฆษกะเศรษฐี แกกลายเป็นเศรษฐีเรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้จะขอนำเรื่องของนางที่จะมาเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทน เรื่องมีอยู่ว่า

อหิวาเกิดอีกแล้วครานี้เกิดในเมืองภัททวดี ตอนนี้เป็นเมืองร้าง เศรษฐีชื่อภัททวติยะ เมียและลูกที่ชื่อสามวดี รวม 3 คนหนีตาย ไปเมืองโกสัมพี ที่มีนายโกตุ หรือนายโฆษกะ (จิตดวงเดียวกันร่างกายเปลี่ยนไป) เปิดโรงทาน  นางสาวสามวดี ไปเอาอาหารวันแรกเอา 3 จาน วันที่ 2 เอา2จาน วันสุดท้ายเอาจานเดียว  คนจ่ายอาหารด่า

 

... “วันนี้รู้จักพอกินแล้วซิ..ตะกระ”  ลูกสาวอดีตเศรษฐีกำพร้า จึงเล่าเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา คนจ่ายอาหารก็พลอยร้องไห้โฮ...โฮ... เลยพาไปบ้านเลี้ยงเหมือนลูกที่บ้าน(คนจ่ายอาหาร) น.ส.สามวดีมีแนวคิดเพื่อจัดการระบบการจ่ายทาน โดยทำระบบ Easy Queue ทำช่อง เข้า – ออก เดินเรียงเป็นลำดับ เมื่อแปลงแผนลงสู่ภาคปฏิบัติ เสียงที่เคยเอ็ดตะโหลกโหวกเหวก กลับเงียบสงบและเป็นระเบียบดี ทำให้ เศรษฐีโฆษกะแปลกใจ บุญมาสนองสาวกำพร้าแล้ว..เพราะโฆษกะ ได้รับรู้เรื่องทั้งหมด รู้ว่าสาวเจ้าก็คือสามวดีลูกสาวเพื่อนเศรษฐีที่ตายไปแล้วระหว่างที่หนีโรค นั่นเอง นับแต่นั้นก็สบาย

กล่าวฝ่ายราชานามว่าอุเทน

วันที่พระเจ้าอุเทนได้พบกับ สามวดีสาวกำพร้า พอเห็นก็รักเลยเพราะนางสายมาก อาศัยอำนาจผู้ปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชขอให้เศรษฐีส่งลูกสาวมาเป็นมเหสีของข้าฯภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินการตามขั้นตอนตามชอบใจของข้าฯสืบต่อไป โฆษกะเศรษฐีไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเช่นนี้ เจ็ดวันต่อมาเจ้าหน้าที่นำไม้หน้าสามมาตอกปิดประตูบ้านไม่ต้องออก-เข้าแต่ด้วยปัญญาของน้องนางสาวสามวดี บอกกับท่านเศรษฐีว่า  “พ่อ..เรื่องขี้ปะติ๋ว..ไปเป็นมเหสี ต่อไปเราก็มีเส้นสายทำการค้าก็ได้เอกสิทธิ์คุ้มครองมากมาย หนูจะไปแต่ต้องมีลูกน้องในเซทหนูไปด้วย ทั้งห้าร้อยเลยนะพ่อ” และแล้วงานมหามงคลสมรสก็เกิดขึ้นฉลองเจ็ดวันแปดคืน

ตอนที่ 5[3]  พระเจ้าอุเทน เสียท่า

เจ้าเมืองชื่อ จัณฑปัชโชต ต้องการจับพระเจ้าอุเทนเพราะอยากได้ พิณเรียกช้าง โดยสั่งให้ช่างทำช้างไม้ เพื่อหลอกพระเจ้าอุเทน เมื่อราชาอุเทนจอมทัพรู้ว่ามี ช้างเผือกตัวใหญ่ ก็รีบดีดพิณๆ มันก็บังคับช้างปลอมไม่ได้ จัณฑปัชโชต กับทหารซุ่มอยู่ก็จับตัวได้เรียบร้อย จึงบังคับให้สอนคาถาใช้พิณ ระเบียบการเรียนวิชานี้ต้องไหว้อาจารย์ ท่านจัณฯ ไม่ไหว้ เลยให้ลูกสาวตนมาเรียนแทน แล้วพ่อจะมาเรียนต่อกับลูกอีกทอดนึง...พ่อจะให้เจ้านั่งหลังม่านแล้วเรียน ท่านจัณฯโกหกพระเจ้าอุเทนว่า ลูกสาวเป็นหญิงหลังค่อม

ตอนที่เรียน ลูกสาวไม่ฉลาดและปากจัดมาก

พระเจ้าอุเทนตวาดว่า  “อีคร่อม...ปากของมึง..มีริมฝีปาก..และกระพุ้งแก้มที่หนาหนักหรือไงว่ะ...ถึงไม่ท่องตามกูสอน”

วาสุลทัตตา ลูกสาวท่านจัณฯ  “เฮ้ย...ไอ้หมาขี้เรื้อน...ชาติชั่ว...มึงด่าอะไรของมึง..ใครหลังคร่อม..” แล้วก็เปิดม่านออกมา ทันใดนั้น ความรักจรเข้าแทนที่ความโกรธ แล้วทั้งสองก็เป็นสามีภรรยา( ไวจัง...) อย่างไม่ถูกกฎหมาย มง...มนต์...ไม่ต้องเรียนแล้ว คราวนี้แหละลูกสาวต้องโกหกพ่อบ่อยๆว่า ยังเรียนไม่จบๆ คราวนี้เห็นทีจะไม่อยู่เรียนแล้ว เรียนไปก็ปวดหัว..หา..ัวดีกว่า เลยคิดแผนพากันหนี

วาสุลทัตตา ลูกสาวท่านจัณฯ   โกหกพ่อว่าต้องไปเก็บสมุนไพรตอนดึก ของให้เปิดประตูและยานพาหนะที่มีความเร็ว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1.         ช้างภัททวดี วิ่งได้วันละ 800 กิโลเมตร  และ ช้างชื่อ นาฬาคิรี วิ่งได้วันละ 1,920 กิโลเมตร

2.         ทาสชื่อ กากะ วิ่งได้วันละ 960 กิโลเมตร

3.         ม้า 2 ตัว ชื่อ เวลกังสิ และ มุญชเกสิ  วิ่งได้วันละ 1,600 กิโลเมตร

พาหนะทั้งหมดเป็นของเจ้าจัณฯ เพราะชาติก่อนใส่บาตรพระปัจเจฯด้วยการวิ่งไปรับบาตรและนำมาส่งภัตตาหารเร็วจี๋...และอธิษฐานขอพาหนะที่เร็วตั้งแต่ 50,60,100,120 โยชน์ (1โยชน์ = 16กิโลเมตร)พระปัจเจฯท่านกล่าว สาธุท่านจัณฯในชาติโน้นก็สมปรารถนาในชาตินี้ ก็เลยได้มา

ในที่สุดพระเจ้าอุเทนก็กับเมืองสู่โกสัมพี พร้อมเมียคนที่สอง มาถึงก็รีบจัดงานแต่ง แต่ไม่รู้พ่อตามางานด้วยรึเปล่า..อรรถกถา ไม่ได้บอก

 

ตอนที่  6

นางสามวดีฟังธรรมจากหญิงซื้อดอกไม้

เศรษฐีทั้ง 3 ตระกูล

1.         โกตุ โฆษกะ ตอนหลังสร้างวัดโฆสิตาราม

2.         กุกกุฎ  ตอนหลังสร้างวัด กุกกุฎาราม

3.         ปาวาริก ตอนหลังสร้างวัดปาวาริการาม

ทั้ง 3 ตระกูลทำบุญกับฤษี ตอนนั้นพระรัตนตรัยเกิดขึ้นแล้วในโลก แต่ระบบสื่อสารยังไม่ดีพอ กระทั่งวันหนึ่ง ฤษีได้พบกับเทวดา ที่เคยเป็นกรรมกรในบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี (เป็นคนงานใหม่ไม่รู้ระบบ ว่าบ้านนี้รักษาศีล8 ทุกวันพระ วันนั้นก็ออกไปทำงานแต่มืดกลับมาหลังเพล ไม่เห็นใครกินข้าวกัน พอรู้เรื่องถึงอานิสงค์ก็เลยขอศีลจากท่านอนาถะ ตกกลางคืนหิวจัดลมขึ้นเสียดแทงตาย ไปเป็นเทวดา) พอพวกฤษีรู้ข่าวการเกิดของพระรัตนตรัยก็บอกลาทางกับ 3 ตระกูล พากเศรษฐีก็ดีใจ รีบเตรียมเสบียงตามไป ในตอนท้ายก็ได้ทรงอารมณ์พระโสดาบันและสร้างวัด ดังกล่าวข้างต้น

 

ตอนนี้เข้าเรื่องแล้ว เพราะนางสามวดีเป็นลูกเลี้ยงของ โฆษกะ เป็นเมียของพระเจ้าอุเทน และรับงานการจัดดอกไม้ เอาเงินให้หญิงคร่อมชื่อ ขุชุดตรา 8 กหาปณะ (วันละ 32 บาท   :1 กหาปณะ เท่ากับ 4 บาท ยุคนั้นเทียบยากเพราะโบราณเงินใหญ่ หากอนุมานเทียบว่า ทองเนื้อ9 คือ ทอง 1 บาท ซื้อด้วยเงิน 9 บาท สรุปแบบกลางๆคือ ประมาณ ทองหนัก 4 บาท เทียบตอนนี้ก็ บาทละ 20,000บาท ก็ 80,000 บาท ไปซื้อดอกไม้ก็เยอะไปหรือเปล่า..เอาเป็นว่า พอนำดอกไม้มาประดับทั่วทั้งวัง...ก็ละกัน ) ไปซื้อดอกไม้เป็นปกติ

 

วันที่ร้านขายดอกไม้ ขอโอกาสจากเศรษฐีทั้ง3 ว่าจะขอนิมนต์พระพุทธเจ้ามาฉันที่บ้านคนขายดอกไม้ นางขุชุดตรา ก็ไปเป็นลูกมือช่วยงานเลี้ยงพระวันนั้น ด้วยอานิสงค์นี้ นางจึงได้ฟังธรรมและได้ทรงอารมณ์พระโสดาบัน เมื่อกลับถึงวัง ก็ไปเล่าเรื่องที่พระพุทธเจ้าเทศน์ให้นางสามวดีฟัง พร้อมหญิงบริวารอีก 500 คนทุกได้อารมณ์เดียวกันหมด นับจากวันนั้นเป็นต้นมา นางขุชุดตราก็เอาเงินแค่ 4 กหาปณะ ซึ่งเป็นเงินที่ใช้จริง ที่ผ่านๆมา กินกำไร ครึ่งนึง.... นางขุชุดฯ เทศน์สอนเก่งมาก จนพระพุทธเจ้าตั้งให้เป็นเอกในเรื่องการเทศน์(ฝ่ายหญิง)

ต่อมานางสามวดีก็พากัน เจาะ ช่องที่ผนังเพื่อมองพระพุทธเจ้า เพื่อกราบและถวายของหอมที่ช่องหน้าต่างนั่นแหละ ตอนที่พระพุทธเจ้าและสาวกเสด็จไปฉันในบ้านเศรษฐี ทั้ง 3 ตระกูล

 

ตอนที่  7

เรื่องยุ่งๆของพระเจ้าอุเทนกับเมีย 3 คน

เมียคนที่1 สามวดี

เมียคนที่2 วาสุลทัตตา

เมียคนที่ 3 มาคันทิยา

 

ที่มาของเมียคนที่3 พ่อแม่ของนางเป็นอรหันต์ เลยเอาลูกไปฝากกับอา (จูฬมาคันทิยะ) จูฬะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง สามีเจ้าต้องพระเจ้าอุเทนเท่านั้น จึงจะคู่ควร (คุณอา..กล่าว) จึงพาเข้าวัง พระเจ้าอุเทนเห็นปุ๊ป รักปั๊บ แต่งเลย และคนนี้นี่ แหละที่ก่อเหตุมากมาย เริ่มจากสังเกตที่ผนังของวัง เป็นรูพรุ่น ที่ เมียคนแรกเจาะไว้ ราวๆ 501 รู  (แรงอาฆาตพระพุทธเจ้าเกิดจาก ตอนที่ พ่อแม่ของนางมาคันทิยา ยังไม่เป็นพระอรหันต์ อยากจะยกลูกสาวให้พระพุทธเจ้า เพราะตอนนั้นยังไม่รู้จักแต่เห็นพระพุทธเจ้าแล้วอยากยกให้ แต่พระองค์ไม่รับและสอนให้นางมาคันทิยา ฟังว่า นางอรดี นางตัณหา นางราคะ   สวยกว่านางมาคันทิยามาก เท่านั้นแหละ...รอยแค้นนี้ฝังลึก ประกอบกับแนวคิดของอาของนางที่ชื่อจูฬะ ก็ไม่สุจริตใจ จึงไปกันใหญ่)   นางมาคัน เลยไปฟ้องสามี ๆ ไม่เชื่อกลับมาเจาะหน้าต่างเล็กๆให้และโบกปูนทับรู..จนสนิทสวยงาม

นางมาคัน เริ่มทำบาป จ้างกรรมกร ไปด่า พระพุทธเจ้า (เขียนบทให้อ่านด้วยนะ บทที่จ้างให้ด่า มี 10 อย่าง โจร ,พาล , บ้า , อูฐ , วัว ,ลา , สัตว์นรก , ดิรัจฉาน , สุคติไม่มี , ทุคติเป็นที่ไป นี้คือหัวข้อที่ให้ไปท่องเพื่อรับจ้างด่า)

ตอนนี้นี่แหละที่พระอานนท์ชวนพระพุทธเจ้าให้ธุดงค์ไปเมืองอื่น พระองค์ตรัสตอบว่า ถ้าไปแล้วยังเจออีกจะทำอย่างไร จนที่สุดต้องแก้ที่เหตุ (เราจะอดกลั้นคำล่วงเกิน ผู้ที่ทนได้ชื่อว่าฝึกดีแล้ว ประเสริฐที่สุด )

พระองค์ตอบว่า อดทนไปเพียง 7 วันเท่านั้น เพราะอธิกรณ์(คดีเรื่องราว ปัญหา ความยุ่งยาก) ที่เกิดกับพระองค์จะไม่เกิน 7 วัน พอวันที่ 8 ทุกอย่างก็เงียบ นางมาคัน คิดแผนชั่วร้ายต่อไป เพราะต้องทำให้สามีเกลียดด้วย แผนคือ เอาไก่เป็นๆ มาให้นางสามวดีแกงไก่ (ฆ่าไก่) นางต้องไม่ทำแน่ เราก็ไปฟ้องว่านางสามวดีไม่ทำให้พระองค์(อุเทน)เสวย วันรุ่งขึ้น เอาไก่ตายไปให้ทำแกงไก่เพื่อถวายพระพุทธเจ้า นางก็ทำ ก็เอาไปฟ้องอีกว่า ทีทำให้เด็จพี่ มันไม่ทำ แต่พอทำไปถวายพระมันทำ ดูซิ...เพคะ.... พระเจ้าอุเทน ก็ไม่เชื่อ

 

นางมาคัน คิดแผนใหม่ คราวนี้เอาพิณเรียกช้างของพระสวามี ไปเอางูพิษถอนเขี้ยว ยัดเข้าไปในพิณ เอาดอกไม้มาปิดปาก..รูพิณ พอถึงวันที่ราชาจะไปนอนที่วังสามวดี ก็บอกว่า หม่อนฉันมาคันทิยาฝันร้าย ขอตามไปด้วย เมื่อราชาอุเทน เอาพิณวางไว้ที่หัวเตียง นางมาคัน ก็ดึกดอกไม้ที่อุดไว้ออก งูก็ออกมา แผ่พังพานบนเตียง โอกาสนางมาคันทิยามาถึงแล้ว จึงร้องตะโกน ว่า นางสามวดีคิดแผนชั่ว พระเจ้าอุเทน โกรธมาก สั่งให้ นางสามวดีและสาวใช้ทั้งหมดยืนเรียงแถว เพื่อจะยิงธนูดอกเดียวร้อยร่างนางทั้ง501ตายกันซะให้หมด (ถึงตอนนี้น่าคิดนะว่า น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน) แต่ธนูเจ้ากรรม ดันย้อนศรพุ่งกลับมาหาพระเจ้าอุเทน  ถึงตอนนี้ ราชานามว่าอุเทน คิดขึ้นได้ว่า ธนูมันยังรู้คุณความดีของสามวดี นับแต่นี้ไป เธอคือที่พึ่งของเรา นางทรุดตัวลงประคองราชาพร้อมกล่าวว่า ที่พึ่งอันแท้จริงคือพระรัตนตรัย ต่อจากนั้น พระอานนท์กับพระสงฆ์ 500 รูป เข้าวังทุกวัน เพราะพระพุทธเจ้ามาทุกวันไม่ได้ เพราะใครๆก็หมายใจจะนิมนต์พระพุทธเจ้า พระนางสามวดีและหญิงบริวาร ถวายผ้าอุตราสงค์  (ผ้า ๓ ผืนของภิกษุ คือ อันตรวาสก (สบง) อุตราสงค์ (จีวร) และสังฆาฏิ (ผ้าทาบ)) ผ้าจีวร 500 ผืน แก่พระอานนท์ พระเจ้าอุเทน ถามว่า ท่านจะนำไปใช้อย่างไร

อาตมา ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนเหลือแบ่งปันกับสงฆ์ ส่วนจีวรเก่านำมาปูนอน ส่วนผ้าจีวรที่ปูนอนเก่านำมาปูพื้น ผ้าปูพื้นเก่านำมาเช็ดเท้า ถ้าเก่าอีกจะนำมาขยำกับกินเพื่อพอกผนังและหลังคากุฎิ (สมัยโน้นเป็นบ้านดิน)  พระราชาเกิดศรัทธาถวายผ้าจีวร จำนวนนับแสนๆ จนพระอานนท์ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ที่มีผ้าจีวรและบาตร มากที่สุด มากพอที่จะแจกให้กับคณะสงฆ์ทั่วทั้งชมพูทวีป

 

ตอนที่ 8

นางสามวดีถูกไปคลอก

นางมาคัน...คิดแผนอะไรก็ไร้ผล ตอนนี้ต้องใช้ไม้ตาย โกหกพวกนางสามวดีว่า เอาผ้าชุบน้ำมันไปพันให้รอบๆวังที่นางสามวดีอาศัย พันทั้งหมดเพื่อให้อาคารมั่นคงกว่าเดิมเพราะราชาสั่งมา นางมาคัน ว่าอย่างนั้น  พอพวกหญิงบริวารมากันบ้างแล้วก็ต้อนเข้าไปในห้อง ล็อคด้านนอกแล้วก็เผา นางสามวดี เจริญกรรมฐานในหมวด เวทนา ชื่อเวทนาปริคคหกัมมัฏฐาน (สิ่งที่ถูกกำหนดดูก็คือกาย และเมื่อแยกออกจากกันได้ อันหมายความว่าสติที่กำหนดดูกำหนดรู้นั้นมีกำลัง  เวทนาที่เป็นทุกข์จึงอยู่แค่กาย ไม่ตกถึงใจ  เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงชื่อว่าแยกกายออกจากใจได้ เมื่อแยกได้ ใจก็ไม่รับทุกขเวทนา ทุกขเวทนาก็เป็นแค่กาย สติที่กำหนดดูเวทนานี้จึงแยกได้ดั่งนี้  )

พระสงฆ์ถามพระพุทธเจ้าว่า นางที่ถูกเผาไปภพไหน พระเจ้าข้า ... พระองค์ตรัสว่า  “โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูก คนพาลมีกิเลสเป็นเครื่องผูก ถูกความมือครอบคลุม ผู้รู้ย่อมไม่กังวล” แต่ละนางบางท่านก็สำเร็จพระสกทาคา ,อนาคาบ้าง จึงมีสุคติภพทุกท่าน ส่วนกรรมเก่าที่ทำให้นางถูกเผาเพราะ เคยไม่ตั้งใจเผาพระปัจเจกพุทธเจ้า พระองค์เข้านิโรธสมาบัติ แต่พวกนางนึกว่าท่านตายแล้ว ส่วน นางขุชุดตราที่เกิดมาหลังค่อมเพราะในอดีตเผลอปากไปว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าที่มีหลังค้อม ส่วนปัญญาที่มีมากเพราะ พระปัจเจองค์นั้นรับข้าวต้มร้อนๆจึงลำบาก นางถวายกำไรงาจำนวน 8 วงให้เพื่อรองบาตรจะได้ไม่ร้อน นางจึงมีปัญญาในพระธรรม และกำไรงานทั้ง 8 วง ตอนนี้ยังแขวนอยู่ที่ เงื้อมเขาที่ชื่อ นันทมูลกะ

 

วันรุ่งขี้น พระเจ้าอุเทน หลอกนางมาคัน กับพวกทั้งหมด มาประหารชีวิต โดยออกอุบายว่า น้องหญิงทำได้ดีมาก เธอทำอย่างไร มีใครร่วมมือบ้างไปเรียกมารับรางวัลให้ครบทุกคน นั่นแหละตายยกรัง ก็ครั้งนั้น แต่นางมาคัน ตายลำบากมาก เพราะเฉือนเนื้อมาทอดแล้วให้นางกินเอง

 

ความไม่ประมาท เปรียบได้กับรอยเท้าช้าง เพราะรอยเท้าสัตว์ทั้งป่าก็เล็กกว่ารอยเท้าช้างทั้งสิ้น

อมตะ คือ พระนิพพาน เพราะไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตาย อีกต่อไป 

บัณฑิตผู้ไม่ประมาท เร่งสร้างความเพียร ในฌาน (อารัมมณูปนิชฌาน) และนำกำลังในฌานมาตัดกิเลสด้วยวิปัสสนาญาณ (ลักษณูปนิชฌาน)

[1] ขุ.ธ.อ.40/171-187

[2] ขุ.ธ.อ.40/187-190

[3] ขุ.ธ.อ.40/191-201